Wednesday, September 23, 2026

Jordan

 



12 กันยายน Wadi Rum - Aqaba - Amman

 
    บอกลาWadi Rum และครอบครัวชาวเบดูอิน ทิ้งทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไพศาลไว้ข้างหลัง เก็บทุกอย่างไว้ในความทรงจำและยกให้เป็นหนึ่งที่ๆสวยงามประทับใจมากที่สุดเท่าที่เคยสัมผัสมากเกือบห้าสิบประเทศทั่วโลก
    ว่าจ้างรถชั่วโมงกว่าๆขับออกเขตทะเลทรายข้ามภูเขาลูกแล้วลูกเล่ามาส่งที่อ่าวAqaba (Gulf of Aqaba) ซึ่งเป็นส่วนเหนือสุดของทะเลแดง (Red Sea) เป็นจุดบรรจบของ 4 ประเทศ ที่มีพรมแดนติดกันและสามารถมองเห็นกันได้จากชายฝั่งโดยแบ่งออกเป็นประเทศต่างๆคือ ประเทศจอร์แดน มีเมืองท่าท่องเที่ยวสำคัญคือAqabaซึ่งเป็นเมืองชายทะเลแห่งเดียวของจอร์แดน ประเทศอิสราเอล มีเมืองท่าติดกันคือ เมืองไอลัตตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกติดกับAqaba ประเทศอียิปต์ ถัดลงมาทางใต้ฝั่งตะวันตกคือ คาบสมุทรไซนาย (Sinai Peninsula) มีเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เช่น เมืองทาบา (Taba) และประเทศซาอุดีอาระเบีย อยู่ฝั่งตรงข้ามทางทิศตะวันออกและทิศใต้ของจอร์แดน มีแนวชายฝั่งยาวลงไปทางใต้ ระหว่างทางผ่านจุดตรวจ ตำรวจขอเช็คพาสปอร์ต ลดกระจกลงยื่นให้ดู ซักถามเกี่ยวกับการเดินทางเล็กๆน้อยๆ ตำรวจทำหน้างงๆถามซ้ำว่าเดินทางคนเดียวใช่ไหม ถึงแม้ว่าจอร์แดนจะเป็นประเทศที่ปลอดภัยแต่ผู้หญิงเอเชียเดินทางคนเดียวก็คงเป็นอะไรที่แปลกใหม่สำหรับพวกเขา
    รถมาส่งที่สถานีJett Bus เวลาสิบโมงกว่าๆ ซื้อตั๋วได้รอบบ่ายสองยังมีเวลาหลายชั่วโมงกว่ารถจะออก เดินออกไปยืนอยู่ริมชายหาดเมืองAqaba โชคดีวันนี้ฟ้าเปิดสามารถมองเห็นชายฝั่งของทั้งอิสราเอล อียิปต์ และซาอุดีอาระเบียได้ อยากใกล้ชิดกับทะเลแดงมากกว่านี้เพื่อรำลึกถึงหลายสิบปีก่อนในยุคที่เริ่มเป็นนักท่องเที่ยวมือใหม่กับการดำน้ำที่Dahabเขตอียิปต์ จ้างเรือลำใหญ่สนนราคา 25 JOD ออกไปกลางทะเล เรือท้องกระจกรับผู้โดยสารได้ยี่สิบคนแต่นั่งไปคนเดียวเพราะเขามีกฏห้ามแชร์ หนึ่งบุ้คกิ้งต่อหนึ่งลำเท่านั้น ถ้าบุ้คกิ้งหนึ่งมียี่สิบคนก็ลงเรือไปนี่สิบคน บุ้คกิ้งนี้มีหนึ่งคนก็ลงเรือหนึ่งคน กัปตันใจดีพาแล่นเรือไปเรื่อยๆดูปลาการ์ตูนใต้น้ำ ดูเรือ "Cedar Pride" เรือสัญชาติเลบานอนซึ่งจมอยู่ใต้น้ำมานานถึง 41 ปี หูแว่วๆได้ยินเสียงเพลงไทยปรากฏว่าเป็นฝีมือของกัปตันหาเพลงจากยูทูปมาเปิดให้ฟัง
    จากเรือก็เดินขึ้นเนินไปดูตลาดเก่า ด้วยความที่เป็นเมืองท่าสินค้าที่นี่จะเป็นพวกเครื่องเทศและเครื่องหอมเป็นส่วนมาก เดินดูไปเรื่อยๆแต่ก็ไม่ได้ซื้ออะไรเป็นเรื่องเป็นราวเพราะขี้เกียจหอบ ได้ถั่วอบมาถุงเล็กเอามานั่งแกะกินใต้ต้นไม้ในมัสยิดริมทาง แดดเริ่มร้อนก็เลยเดินไปหลบแดดใต้เพิงร้านค้าริมทาง สั่งน้ำทับทิมคั้นสดมาหนึ่งแก้วนั่งจิบไปเรื่อยๆ ร้านริมทางแบบนี้เป็นที่ๆคนท้องถิ่นนั่งสูบบารากู่และจิบชา กลิ่นบารากู่หรือคนที่นี่เรียกว่าชีช่า Shisha หอมหวานนุ่มลึกแต่มีเสน่ห์เย้ายวนอยู่ในเวลาเดียวกัน นั่งสูดดมกลิ่นชีช่าและคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยจนเกือบลืมเวลาขึ้นรถ
   รถJett BusจากAqabaมาถึงAmmanใช้เวลาถึงห้าชั่วโมง มาถึงที่หมายท้องฟ้าก็มืดแล้ว แหงนขึ้นมองบนฟ้าแอบคิดถึงWadi Rum ที่ๆท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาว…
 
   นั่งCareemฝ่ารถติดกลางเมืองAmmanกว่าจะถึงที่พักก็นานโข ช่วงสุดท้ายขอลงเดินไปเองเพราะการจราจรติดขัดมาก ที่พักอยู่ใจกลางเมืองเป็นแหล่งของร้านรวงต่างๆ คนเดินเบียดเสียดกันแน่นหนา ที่เลือกแหล่งนี้เพราะอยากเห็นชีวิตจริงๆของชาวเมืองและง่ายต่อการเดินไปดูสถานที่ๆอยากเห็นอีกสองสามที่

เตียงนุ่มๆ สายน้ำอุ่นๆแรงๆจากฝักบัว และแอร์เย็นๆทำให้รู้สึกผ่อนคลาย 




 


Jordan

 

11 กันยายน Petra - Wadi Rum
 
    ตื่นมาตั้งแต่มืดเพื่ออาบน้ำแต่งตัวและจัดข้าวของเพื่อจะให้ทันรถบัสที่จองไว้ไปWadi Rum แค้มป์ของชาวเบดูอินกลางทะเลทรายตอนหกโมงเช้า จากแผนที่วางไว้ว่าจะนอนที่Petraสามคืนตั้งแต่วันที่9-12ลดย่อเหลือแค่สองคืน อยากจะเก็บหนึ่งคืนไว้อีกที่หนึ่ง หอบเป้มานั่งรอรถที่ให้ทางที่พักจองไว้ตั้งแต่คืนแรกรอจนถึงหกโมงครึ่งก็ยังไม่มีวี่แววจะมา ก็เลยไปถามพนักงานที่พัก เธอทำหน้าเครียดแล้วรีบโทรศัพท์ตามให้หลายๆรอบก็ไม่มีคนรับสาย รอไปโทรไปจนถึงเจ็ดโมงก็รู้ว่าคงหมดหวังแล้ว ถามพนักงานว่าต้องทำอย่างไรต่อก็คุยกันไม่รู้เรื่องเพราะพูดคนละภาษาก็เลยตัดสินใจแบกเป้ออกมายืนข้างนอก นึกขึ้นมาได้ว่าคืนก่อนตอนนั่งทับแว่นหักแล้วเดินออกไปซื้อแว่นใหม่พบกับหนุ่มจอร์แดนคนหนึ่งคุยกันถูกคอก็เลยแลกคอนแทคกันไว้ เขาบอกว่ามีปัญหาอะไรก็ทักมาปรึกษาได้ก็เลยทักไปเล่าว่าเกิดอะไรขึ้น แต้มบุญสูงหนุ่มรีบขับรถมาหารับไปตั้งหลักที่จัดชมวิวบนเขา คุยสักพักใหญ่ได้ข้อสรุปว่าคงต้องนั่งแทกซี่ราคา 25JODไปWadirumแต่คงไม่ทันทัวร์4x4ที่จองไว้รอบเช้าเพราะจากPetraไป Wadirumใช้เวลาขับรถสองชั่วโมง ส่งข้อความไปหาแค้มป์เบดูอินที่Wadi Rum ว่าขอเลื่อนทัวร์ไปเป็นช่วงบ่ายได้ไหม Wadi Rum Sky Tourเจ้าของแค้มป์เบดูอินตอบกลับมาว่าไม่มีปัญหาก็รู้สึกโล่งใจ หนุ่มจอร์แดนเพื่อนใหม่ปลอบใจพาไปกินกาแฟในหมู่บ้านและตบท้ายด้วยการชวนไปเที่ยวบ้าน ไม่ได้คิดอะไรเยอะกับอายุ53และมีหนุ่มชวนไปเที่ยวบ้านตกลงไป อย่างน้อยก็ไม่เสียเวลานั่งรอรถเปล่าๆ ก่อนจะไปก็คุยกันให้เคลียร์ว่าไปทำไม มีจุดประสงค์อะไร ดูเข้าใจตรงกันทั้งสองฝ่ายก็ไป มิตรภาพหายากและเก็บรักษายากกว่าสถาณะอื่นใด เป็นนักเดินทางไม่ใช่นักเก็บแต้ม บ้านในจอร์แดนสร้างด้วยหินก้อนหนาใหญ่ป้องกันความร้อนได้ดี ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องครัวดูน่ารักกระทัดรัด มีพื้นที่ด้านนอกและระเบียงทำเป็นที่โล่งๆกว้างๆปูพรมวางหมอนอิงไว้นั่งชิวสูบบุหรี่ บารากู่ และจิบชา นั่งคุยกันไปเรื่อยๆจนถึงสิบโมงครึ่งแท็กซี่ก็มารับ บอกลาเพื่อนใหม่ชาวPetraถ้ามีโอกาสมาเมืองไทยให้ทักหากันจะได้ตอบแทนน้ำใจ
    เกือบสองชั่วโมงในรถแท็กซี่กับคนขับที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เขาก็พามาส่งที่สถานีรถไฟ ดูในแผนที่ก็อยู่ห่างจากจุดนัดพบกับทางเบดูอินแค้มป์อยู่เกือบสิบกิโลเมตร ทักท้วงไปก็คุยไม่รู้เรื่องก็เลยตัดสินใจลงรถมายืนเคว้งอยูริมถนน แดดตอนเที่ยงกว่าๆร้อนจนเห็นแสงระบิบระยับก็เลยเข้าไปหลบแดดในคาเฟ่ร้างริมทาง คิดในใจจะเอายังไงต่อ จะโบกรถก็คงยากเพราะไม่ค่อยมีรถผ่าน สุดลูกหูลูกตามีแต่ทะเลทราย คาเฟ่ร้าง และสถานีรถไฟเก่าๆ ดูโทรทัศน์ยังพอมีสัญญาณอยู่ก็เลยส่งข้อความไปหาแค้มป์เบดูอิน บอกเขาว่าเกิดอะไรขึ้น เขาใจดีมากให้รออยู่ที่เดิมแล้วจะออกมารับ รอสักพักก็เห็นรถ4x4สีขาวใส่คอกหลังขับผ่านเปลวแดดมา ทำความรู้จักกันตามธรรมเนียมเรียบร้อยแล้วว่าชื่อสุไลมาน เขาบอกว่าต้องการไปแจ้งความที่สถานีตำรวจไหมที่แท็กซี่ไม่ไปส่งถึงจุดหมาย สามารถร้องเรียนและให้ตำรวจยึดใบอนุญาตแท็กซี่ได้ โห… เป็นเรื่องเลยนะเนี่ย ตอนแรกก็แอบหัวเสียเรื่องแท็กซี่แต่ก็ไม่อยากทำให้เป็นเรื่องเป็นราวก็เลยปล่อยผ่าน บอกขอโทษสุไลมานที่ต้องเสียเวลามารับถึงข้างนอกเขตรับส่ง เขาใจดีมากบอกว่าเต็มใจบริการ
สุไลมานขับรถพาเข้ามาในหมู่บ้านที่เป็นสำนักงานขายที่พักและทัวร์ของเขา ในทะเลทรายWadi Rum มีแค้มป์เบดูอินประมาณห้าสิบที่ อยู่กระจายกันไปตามขอบภูเขาหิน มีทั้งแบบเป็นกระโจม เต็นท์ และโดม ดูแลโดยชาวเบดูอินทั้งหมด หลังจากออกจากสำนักงานในหมู่บ้านแล้ว ต้องขับรถต่อไปอีกเกือบครึ่งชั่วโมงเข้าไปในทะเลทรายเพื่อเข้าที่พัก นั่งในรถมองไปข้างทางรู้สึกตื่นตาตื่นใจ ต้นไม้ทะเลทราย ภูเขาหิน กระโจมเบดูอิน มาถึงที่พักได้แบบกระโจมทั้งหลังตามที่จองไว้พร้อมทัวร์และอาหารสองมื้อ 70JOD เอาเป้ไปเก็บในกระโจมเบดูอินมีพรมปูพื้นขึ้นไปถึงผนัง โทนสีขาว แดง เข้ากับภูเขาหินน้อยใหญ่ที่อยู่รอบบริเวณตัดกับทะเลทรายสีแดงอมชมพูกว้างสุดลูกหูลูกตา เข้าห้องน้ำ ล้างหน้าล้างตาพอสดชื่นแล้วออกไปที่เต๊นท์ส่วนกลางได้เพื่อนใหม่มาอีกหนึ่งคนเป็นคุณป้าจากอังกฤษ คุยกันไปเรื่อยๆจนได้เวลาบ่ายสามก็ถึงเวลาทัวร์4x4ที่จองไว้ ทั้งแค้มป์มีลูกค้าแค่สองคนก็เลยสบาย กระโดดขึ้นนั่งหลังกระบะแล้วปล่อยให้สุไลมานขับรถแล่นฉิวไปตามเส้นทางในทะเลทราย ภูเขาหินขนาดใหญ่น้อยสูงต่ำคละกันไป พันธุ์ไม้ทะเลทรายขึ้นเป็นหย่อมๆสู้กับความร้อนและแห้งแล้ง ผ่านภูผามหึมาซึ่งเป็นฉากหนึ่งของภาพยนต์หลายเรื่องอย่างเช่นDune 1และ2, The Martian, Prometheus และ Lawrence of Arabia ขับรถไปเรื่อยๆสู้กับแสงแดดจัดยามบ่ายทิ้งฝุ่นตลบไว้ด้านหลัง ภาพข้างหน้าเหมือนกับที่เคยดูในหนังแนวอวกาศ ภูมิประเทศสูงต่ำ มีหิน มีภูผา มีแอ่งลึก เหมือนอยู่บนดาวดวงไหนสักดวงที่ไม่ใช่ดาวโลก ขับมาสักพักใหญ่ก็แวะพักที่โอเอซีส สุไลมานแนะน้ให้เดินทะลุโอเอซีสออกไปอีกด้านแล้วเขาจะขับรถไปดักรอด้านหน้า คุณป้าเพื่อนร่วมทัวร์ปฏิเสธเพราะเห็นทางก็ท้อขอนั่งรถไปสบายๆ เดินไปคนเดียวเรื่อยๆบนพื้นทรายสีแดงละเอียดแทบเป็นผง พอย่ำเท้าลงไปทรายก็ยุบตัวจนมิดเท้ากว่าจะยกขึ้นก็ต้องฝืนแรงเฉื่อย ก้าวแล้วก้าวเล่าไปกว่าครึ่งชั่วโมงกว่าจะทะลุไปถึงอีกฝั่งได้แต่ก็คุ้มค่ากับการที่ได้เห็นภาพสวยๆระหว่างทาง
    ขับรถต่อมาจนถึงภูผาสูงรูปโค้งมีรูกว้างอยู่ด้านล่างเป็นที่เดียวกับที่ใช้เป็นภาพโปรโมทWadi Rum และJordan สุไลมานบอกว่าถ้าอยากลองปีนก็ลองได้จะถ่ายรูปให้จากด้านล่าง แหงนขึ้นมองจนคอตั้งบ่าหายใจเข้าลึกๆแล้วตัดสินใจปีน ความชัน ความลื่น และความสูง ยอมพ่ายแพ้แก่ความพยายาม ไปยืนเก๋ๆอยู่ข้างบนได้ในที่สุด สุไลมาลเห็นความพยายามก็เลยพาไปอีกที่หนึ่ง สูง โค้ง ชัน ไม่แพ้กัน ก็เลยปีนไปอีกรอบแบบไม่ขัดศรัทธา แข้งขาที่ยังปวดร้าวกับการเดินPetraไปสองวันตอนนี้ไม่รู้สึกอะไรแล้วเพราะก้าวข้ามความรู้สึกนั้นไปหรือว่าเพราะเจ็บจนชินก็ไม่แน่ใจ รอยแผลหกล้มก็เริ่มแห้งตกสะเก็ดเป็นบางส่วน เดินทางต่อไปฝ่าฝูงอูฐทะเลทรายเป็นระยะๆ บางตัวก็ขี้สงสัยเข้ามาใกล้รถและยอมให้ลูบตัว อูฐมีกลิ่นเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนสัตว์ใดๆในโลก
    หกโมงครึ่งขับรถมาถึงเนินทรายสวยๆ มองไปด้านหน้าพระอาทิตย์กำลังจะตกดินอยู่หลังโขดหินเหมือนภาพวาด สุไลมานจอดรถแล้วลงไปจัดการก่อไฟจากกิ่งไม้แห้งๆสองสามกิ่ง หยิบกาน้ำใบเล็กมาจากท้ายรถเติมน้ำลงไปกับใบชาหนึ่งกำมือ ระหว่างนั้นก็หันไปเด็ดใบไม้ชนิดหนึ่งมาทุบๆและหยอดน้ำลงไปเอามือหยิบมาถูๆกลายเป็นสบู่มีโฟมสีขาว ทดลองทำดูบ้างปรากฏว่ามือนุ่มมาก
ชาร้อนๆกับบรรยากาศรอบตัวทำให้รู้สึกว่าตัวเองโชคดีชะมัดที่ได้มาอยู่ตรงนี้ ดวงอาทิตย์ลดต่ำลงมากๆแสงรอบตัวก็เปลี่ยนตาม จากส้มแสดของดวงอาทิตย์กระทบกับแดงชมพูของทะเลทรายกลายเป็นมืดมิดไปในที่สุด
    มาถึงแค้มป์เข้าไปในกระโจมอาบน้ำสระผมล้างเอาผงทรายออกจากเนื้อตัวแล้วก็กลับมาที่กระโจมใหญ่สำหรับอาหารค่ำ ชาวเบดูอินใช้วิธีขุดหลุมลึกแล้วเอาอาหารห่อผ้าลงไปฝัง กลบให้สนิทและก่อไฟด้านบนอบอาหารจนสุก เนื้อไก่คลุกกับเครื่องเทศ แครอท มันฝรั่ง และบวบ หลังอาหารเย็นออกไปนั่งที่ลานแค้มป์ไฟ ต้มชากาใหญ่ไว้แล้วดับไฟในเตาให้สนิทความมืดก็มาเยือน ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีอินเตอร์เนต ทั่วทะเลทรายมีแต่ความมืดมิดและเงียบสงัดได้ยินแต่เสียงหายใจของตัวเอง ไปลากเอาเบาะนั่งจากกระโจมใหญ่มาปูแล้วนอนหงายดูท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวและทางช้างเผือก เห็นชัดเจนสวยงามแบบที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนในชีวิต สุไลมานยื่นโทรศัพท์ของเขาให้แล้วเปิดแอปที่ใช้ดูดาว ยื่นโทรศัพท์ส่องไปบนท้องฟ้าบนจอก็จะออกมาเป็นภาพเส้นโยงดวงดาวต่างๆ นั่งนอนเงียบๆดูดาวไปจนดึกดื่นก็เดินฝ่าความมืดกลับกระโจม ใจก็อยากนอนอยู่ใต้ดวงดาวจนถึงเช้าแต่เกรงใจสุไลมานที่ต้องมานั่งเฝ้าอยู่ห่างๆตามธรรมเนียมเจ้าบ้าน
    กลับมาถึงกระโจมที่พักเดินออกไปด้านหลังมีเก้าอี้สองสามตัววางอยู่ หย่อนตัวไปกึ่งนั่งกึ่งนอน แสงดาวบนท้องฟ้าสว่างพอที่จะทำให้มองเห็นความยิ่งใหญ่ของภูผาเป็นฉากหลัง พื้นทะเลทรายและพืชพันธุ์บางชนิดขึ้นเป็นพุ่มๆทิ้งระยะห่าง หายใจเข้าออกลึกๆเก็บทุกรายละเอียดไว้ในความทรงจำ Wadi Rum ทะเลทรายแห่งจอร์แดน
 







 



 

Jordan

 


 
10 กันยายน Petra
 
   หกโมงเช้าตื่นขึ้นไปรับกล่องอาหารกลางวันที่สั่งไว้จากที่พักแล้วกลับมาแพคเป้ใบเล็กพร้อมขึ้นหลัง น้ำดื่ม กล้องถ่ายรูป แว่นตา แบตสำรอง ผ้าโพกหัวชะมาฆะมัดไว้บนหูเป้ให้เห็นชัดเจนเพื่อกันเหล่าแม่ค้าพ่อค้าทั้งหลายมารุมเสนอ เขาเห็นว่าเรามีแล้วก็ไม่ถามแล้วเราก็จะได้เดินสบายๆ วันของการเดินเขา14กิโลเมตรจากประตูหลังมาประตูหน้าก็พร้อมจะเริ่ม
      เดินลงเนินขึ้นเนินมานั่งจิบกาแฟอาหรับรอที่สถานีขนส่งจนถึง7:30รถตู้ก็ออกไปส่งที่ประตูหลังของPetraใช้เวลา15นาทีในการเดินทาง เข้าจุดตรวจตั๋วเรียบร้อยแล้วหากใครอยากเริ่มเดินจากที่นี่ก็เดินได้เลย ฉันเลือกที่จะนั่งรถ4x4ในระยะสองกิโลเมตร แลกกับค่าบริการ5JODเพราะทางเป็นทรายผงเล็กๆทุกครั้งที่ย่ำเท้าลงไปก็มีฝุ่นฟุ้งขึ้นมาแทน ยกขาก้าวลำบากมาก และดูเหมือนว่าแทบทุกคนที่มาเดินก็ทำวิธีเดียวกัน เริ่มเดินช่วงแรกสามสี่กิโลเมตรเพื่อไปมหาวิหารเอลเดียร์ (The Monastery / Ad Deir)ทางเป็นหินกรวดลาดชันขึ้นตลอดจนขาเริ่มสั่น ใจก็เริ่มท้อสงสัยว่าจะทำเกินตัวไปไหม ระยะเวลาหลายๆเดือนที่ผ่านมาตื่นมาตั้งแต่ตีสี่ตีห้ามาซ้อมเดิน/วิ่งเหมือนเปล่าประโยชน์ เดินบ้างหยุดบ้างไปเรื่อยๆอยากจะหยุดนานก็กลัวหลงทางเพราะมีอีกสี่ห้าคนอยู่ข้างหน้าก็ทำเนียนๆเดินตามเขาไป ยิ่งเดินภาพข้างหน้าก็เริ่มสวยขึ้นเรื่อยๆ ภูเขาหินน้อยใหญ่สลับสี บางช่วงลึกเป็นหุบเหว บางช่วงเป็นแอ่งเวิ้งแล้วค่อยๆลาดเอียงสูงบ้างต่ำบ้าง ตาก็อยากจะชมวิวแต่สมองก็เตือนให้ดูทาง เดินลัดเลาะซอกหินผาขึ้นไปถึงจุดสูงสุดมองไปอีกฝั่งเป็นฝั่งดินแดนปาเลสไตล์แล้วไปหยุดสูดหายใจลึกๆเก็บภาพข้างหน้าไว้ในความทรงจำ
    กิโลเมตรที่ห้าถึงเก้าเป็นขั้นบันไดหินแปดร้อยขั้นขาลง คำว่าบันไดหินที่เขาเรียกกันที่นี่ไม่ได้แปลว่าบันไดเป็นขั้นๆลาดดิ่งลงไปแต่มันคือหินก้อนใหญ่น้อยหลายก้อนเรียงกันเป็นขั้นๆคดเคี้ยวลดเลี้ยวโอบขนานไปกับซอกหินผา ตอนเดินต้องระวังไม่ให้เหยียบพลาด ไม่ให้สะดุด และไม่ให้ลื่น ค่อยๆก้าวไปทีละขั้นละขั้น แอบดีใจที่ตัดสินใจควักกระปุกถอยHOKAดอกยางแน่นมาใช้ทริปนี้ กล้ามเนื้อขาเริ่มกระตุกเพราะความล้าจากการใช้งานหนักจนต้องหยุดพักเข้าไปนั่งจิบน้ำในกระโจมของชาวเบดูอินข้างทาง พวกเขาใช้ชีวิตง่ายๆในกระโจม มีกาต้มน้ำต้มชา ขายของเล็กๆน้อยๆให้นักท่องเที่ยว เด็กๆผมหยิกตาคมน่ารักและพวกเขามีความพยายามสูงมากในการนำเสนอสินค้า เดินผ่านลงมาเรื่อยๆจนหมดขั้นบันไดแล้วผ่านThe Colonnaded Street ถนนเสาโรมันโบราณและตลาดเก่า Great Temple & Qasr al-Bint นครโบราณและวัดศักดิ์สิทธิ์ The Royal Tombs สุสานกษัตริย์ที่แกะสลักบนหน้าผาอย่างยิ่งใหญ่ และ จบที่ Nabatean Theatre
โรงละครโบราณที่ขุดเจาะเข้าไปในภูเขาหิน จนถึงร้านอาหารสำหรับบริการนักท่องเที่ยวสั่งน้ำส้มคั้นสดมานั่งจิบพอให้สดชื่นแล้วเดินต่อจนมาถึงจุดที่หยุดเดินแล้วย้อนกลับเมื่อวาน จากนั้นก็เป็น มหาวิหารคาสเนห์ Treasury และ The Sig ตามลำดับ
    เริ่มเดินตั้งแต่แปดโมงครึ่งจนถึงเกือบบ่ายโมงก็มาถึงประตูด้านหน้าPetra ปาดเหงื่อแล้วหันหลังกลับไปดูภูเขาหินที่ทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่ลืมจะบอกตัวเองว่า “ยังพอไหวอยู่นะ” แล้วให้รางวัลตัวเองด้วยไอศครีม 1 แท่ง
 


 




 

 

Jordan

 

9 กันยายน Amman - Wadi - Musa
 
      ตื่นมาตั้งแต่ตีสี่กว่าๆอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย ตีห้าก็ได้เวลาเดินแบกเป้ออกจากที่พัก เสียงทำพิธีในมัสยิดดังก้องกังวาลไปทั่วเมืองตัดความความเงียบสงบของยามเช้าทำให้รู้สึกขลังและทึ่งในศาสนา เดินลัดเลาะออกมาตามถนนตามแผนที่ในgoogle map มุ่งไปที่สถานีJett Bus ขึ้นเนินลงเนินอยู่หลายรอบก็ถึงจุดหมายและเข้าใจว่าทำไมเจ้าของที่พักและข้อมูลในเน็ตแนะนำให้นั่งแท็กซี่ไป ถึงแม้ว่าระยะทางแค่หนึ่งกิโลเมตรแต่ความชันก็ทำให้รู้สึกเหนื่อยได้ง่ายๆทั้งๆที่แอบซุ่มเทรนร่างกายมาได้หลายเดือนแล้ว
 
    รถออกหกโมงครึ่งแต่ขึ้นรถกันตั้งแต่หกโมงตามกฏของJettซึ่งเป็นบริษัทเดินรถหนึ่งเดียวในประเทศนี้ ระยะทางจากสถานีJett Abdali จุดขึ้นจนถึง Petra จุดลง 236กิโลเมตร ใช้เวลาสามชั่วโมงครึ่งบนเส้นทางDesert Highway ราคาบัตรโดยสาร10JOD พักเข้าห้องน้ำ ดื่มกาแฟ ระหว่างทางหนึ่งครั้ง จุดประสงค์ที่มาเมือง Wadi-Musa เมืองทางใต้ของประเทศจอร์แดนก็คืออยากเห็นPetra เมืองโบราณที่ถูกแกะสลักขึ้นจากภูเขาหินทรายสีชมพูอมแดง ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ และเป็นมรดกโลกโดยองค์การ UNESCO เมืองPetra ถูกสร้างขึ้นโดย ชาวนาบาเทียน (Nabataeans) ซึ่งเป็นชนเผ่าเร่ร่อนในทะเลทรายเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน (ประมาณศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล) พวกเขาเป็นอัจฉริยะด้านการสกัดหินและการจัดการระบบชลประทานในทะเลทราย ในอดีตเพตราเคยเป็นศูนย์กลางการค้าขนาดใหญ่ที่มั่งคั่งมาก เป็นจุดตัดของเส้นทางลำเลียงเครื่องเทศและผ้าไหมที่เชื่อมต่อระหว่างอียิปต์ อาระเบีย ซีเรีย และเมดิเตอร์เรเนียน หลังจากเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่และการเปลี่ยนเส้นทางการค้า เมืองนี้ก็ถูกทิ้งร้างและเลือนหายไปจากแผนที่โลก เหลือเพียงชาวเบดูอินท้องถิ่นที่รู้ทางเข้า จนกระทั่งนักสำรวจชาวสวิสชื่อ โยฮันน์ ลุควิก บวร์กฮาร์ท (Johann Ludwig Burckhardt) มาค้นพบอีกครั้งในปี ค.ศ. 1812
    รถมาถึงประตูทางเข้าหลักสิบโมงกว่าๆ ลงจากรถแล้วมายืนงงๆอยู่แต่งงไม่ได้นานเพราะจะโดนรุมโดยคนขับรถแท็กซี่ที่พยายามเสนอการบริการ เดินเลี่ยงๆออกมาแล้วกดดูแผนที่ที่พักที่จองไว้ ในรีวิวเขียนไว้ว่าเดินได้จากจุดจอดรถก็เลยเดินไปเรื่อยๆขึ้นเนินมาอีกสี่ห้าเนินพร้อมกับท่องคำว่า อดทน อดทน จนในที่สุดก็ถึง เอาเป้ใบใหญ่ฝากไว้เพราะยังไม่ถึงเวลาเช็คอินน์แล้วโหลดเป้ใบเล็กใส่กล้องถ่ายรูป โทรศัพท์ กระเป๋าตังและเอกสารต่างๆ ไม่ลืมน้ำดื่มติดไปด้วยแล้วเดินลงเนินขึ้นเนินไปประตูทางเข้าPetra ก่อนถึงจุดตรวจบัตรแวะซื้อผ้าโพกหัวแบบดั้งเดิมของประเทศจอร์แดนเรียกว่าShemagh (ชะมาฆะ - شماغ) หรือบางครั้งเรียกว่า Keffiyeh (เคฟฟิเยห์ - كوفية)เพราะถ้าไม่ซื้ออีกสามสิบสี่สิบร้านข้างหน้าก็จะเรียกร้องให้ซื้อ ส่งเงินให้พ่อค้า5JODพร้อมบริการมัดให้เรียบร้อย เดินสวยๆไปสแกนJordan Passราคา75 JODที่ซื้อเหมารวมวีซ่าและเข้าPetraได้สองวันแลกเอาบัตรแบบง่ายๆ อากาศตอนเที่ยงวันร้อนจัด ทางเดินระยะแรกขรุขระมีฝุ่น มีหินก้อนเล็กๆ ค่อยๆเดินไปตามทางพร้อมบอกปฏิเสธคนเสนอขี่ม้า ขี่ลา ขี่อูฐ ไปเรื่อยๆ จนเข้าเขต The Siq ช่องเขาแคบๆ ระยะทางประมาณ 1.2 กิโลเมตร ซึ่งเป็นทางเดินหลักขนาบด้วยหน้าผาสูงชันเพื่อเข้าสู่ตัวเมือง ช่วงนี้ค่อยสบายหน่อยมีร่มเงาของหน้าผา สีสันรวมถึงรูปลักษณะของหน้าผาทำเอาตะลึงแหงนดูเพลินจนสะดุดหินล้ม แรงพอที่ทำให้กางเกงขาดทะลุหัวเข่าได้แผลมาแบบมึนๆ ทิชชู่เปียก เบตาดิน มีติดเป้นั่งทำแผลแล้วลุกขึ้นเดินต่อจนถึงจุดที่สอง The Treasury (Al-Khazneh)มหาวิหารศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกแกะสลักเข้าไปในเนื้อหิน สูงกว่า 40 เมตร ซึ่งเป็นภาพจำของเพตราที่โด่งดังไปทั่วโลก และเป็นฉากในภาพยนตร์เรื่อง Indiana Jones and the Last Crusade (1989) แสดงโดย Harrison Ford พระเอกในดวงใจ สวยตะลึงใจจนต้องขอให้นักท่องเที่ยวคนอื่นถ่ายรูปให้
    เดินลึกเข้าไปอีกจนถึงร้านขายเครื่องดื่มแล้วนั่งพักดูบรรยากาศไปเรื่อยๆ มีหลายๆจุดยิบย่อยที่เดินผ่านมาสามารถเดินลัดเลาะซอกผาขึ้นไปหนึ่งสองชั่วโมงแล้วมองลงมาจะเห็นทั้งเมืองแต่ตัดสินใจไม่เสี่ยง อีกเส้นทางหนึ่งจากจุดนี้คือเดินขึ้นบันไดหิน800ขั้นไปออกประตูด้านหลัง รวมระยะทางทั้งหมดตั้งแต่ทางเข้า14กิโลเมตร ตัดสินใจหยุดการเดินวันนี้แค่ตรงนี้แล้วย้อนกลับออกทางเดิม เพราะยังมีเวลาพรุ่งนี้อีกเต็มวันจะใช้สูตรเดินย้อนศรจากประตูด้านหลังมาด้านหน้า จะได้ไม่ต้องขึ้นบันได800ขั้นแต่เปลี่ยนเป็นการลงแทน
ขากลับก็ไม่ได้ง่ายกว่าขามา แดดยามบ่ายร้อนจนเห็นแสงยิบๆ ตาพร่าจนเห็นแสงขาวกว่าจะออกมาถึงทางเข้าก็เล่นเอาเสื้อผ้าทั้งชั้นนอกชั้นในเปียกซกไปหมด แวะเข้าไปเอาความเย็นจากแอร์ในพิพิธภัณฑ์Petra เดินดูงานแสดงพอให้เหงื่อแห้งแล้วกัดฟันเดินขึ้นเนินลงเนินอีกหลายรอบจนถึงที่พัก
    
อาบน้ำเย็นๆ แอร์เย็นๆ ตอนค่ำไปกินอาหารเย็นมื้อแรกในระยะเวลาหลายเดือนเป็นประจำถิ่นใต้ของจอร์แดนเป็นชุดข้าวหน้าปลาทอด Sayadiyah เซ็ตยอดฮิตที่เพตรา จานหลักคือปลาทอด Samak Maqli ปลาเนื้อขาวชุบแป้งทอดกรอบๆ เสิร์ฟมาพร้อมกับข้าวเหลือง Sayadiyah ข้าวบาสมาตีหุงขมิ้น / เครื่องเทศ หอมๆ สีเหลืองอ่อนๆ กินคู่ปลาทอด บีบเลมอนใส่ลงไปนิดๆ มาพร้อมกับ Maze:Hummus เมซเซ่: ฮุมมูส ทำจากถั่วลูกไก่บดกับทาฮินี (งาบด) น้ำมะนาว วิธีอร่อยคือฉีกขนมปังพิต้าจิ้มเล, สลัดถ้วยเล็ก มะเขือเทศ แตงกวาคลุกซอสทาฮินี / โยเกิร์ต รสเปรี้ยวๆ มันๆ ไว้ตัดเลี่ยนปลาทอด, คูบูซ Khubz / พิต้าจอร์แดน แผ่นนุ่มๆ แล้วยังมีพิต้าเอาไปทอดซ้ำจนกรอบ กินเล่นแทนข้าวเกรียบเคียงมาด้วย ของหวาน + ผลไม้เป็นแอปเปิ้ลเขียวหนึ่งลูกมาคู่กับขนมสี่เหลี่ยมสีน้ำตาลบาสบูซา / นามูระ Basbousa เค้กเซโมลินาราดน้ำเชื่อม โรยอัลมอนด์ กินนั่นนิดนี่หน่อยเพราะไม่ชินกับการกินอาหารเย็นทำให้ไม่หิว คว้าแอ้ปเปิ้ลติดมือมาเผื่อวันพรุ่งนี้
     Petraตอนกลางคืนเงียบเหงา ที่พักใหญ่โตมีเตียงราวห้าสิบเตียงมีนักท่องเที่ยวพักอยู่สองห้อง 
 
 
 
 

 

 

 

 

Jordan

 

      6-7กันยายน Chiangrai - Bangkok - Muscut - Amman.
 
Dead Sea Here I ...
     ควบน้องพวงแสดออกจากบ้านมาตั้งแต่ค่ำวันที่6กันยายนมาจอดไว้ที่สนามบิน เลือกไฟลท์สุดท้ายจากเชียงรายมาดอนเมืองแล้วต่อด้วยรถบัสฟรีมาถึงสุวรรณภูมิ กว่าจะถึงก็เลยเที่ยงคืนไปแล้วนั่งรอนอนรอไปเรื่อยๆจนถึงเช้าเพื่อขึ้นโอมานแอร์ไปลงต่อเครื่องที่มัสกัตเพื่อไปอัมมานตามที่วางแผนไว้ มีเวลาต่อเครื่องหนึ่งชั่วโมงมันก็แอบท้าทายอยู่เพราะเวลาน้อยมาก ด้วยเพราะเคยมาต่อเครื่องที่สนามบินนี้มาก่อนและรู้ว่าสนามบินไม่กว้างใหญ่มากนักก็เลยกล้าจอง เรื่องราคาก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลเพราะเป็นสายการบินที่พอจะจ่ายได้ณ.ตอนนี้ ทั้งโลกเป็นเหมือนกันทุกที่ตั๋วเครื่องบินแพงแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงไปด้วย วิ่งลงเครื่องขึ้นเครื่องพอกระตุ้นการทำงานของหัวใจสุดท้ายก็ทันเวลาพอดิบพอดี เครื่องแรกจากกรุงเทพมามัสกัตหกชั่วโมงเครื่องเกือบเต็ม เครื่องที่สองมัสกัตมาอัมมานสี่ชั่วโมงมีผู้โดยสารไม่ถึงสี่สิบเปอร์เซ็นต์ สบายมากนอนมาจนแอร์ไม่กล้าปลุกกินข้าว
     บ่ายสามกว่าๆเวลาจอร์แดนก็มาถึงท่าอากาศยานนานาชาติควีน อาเลีย (Queen Alia International Airport)เดินผ่านตม.มาแบบสบายๆไม่ถามดูแม้แต่Jordan Passที่รวมวีซ่าไว้แล้ว เขาน่าจะลิ้งค์เข้ากับระบบจากหมายเลขพาสปอร์ตแล้ว กระเป๋าไม่ต้องรอเอาเพราะไม่มี ตามสไตล์มีเป้ใบเดียวเที่ยวได้รอบโลก เดินออกมาหาตู้เอทีเอ็มกดดูกี่ตู้ๆก็ทำรายการไม่ได้จนเหงื่อเปียกจั๊กกะแร้จากความวิตกกังวล ฉุกขึ้นมาได้ว่าหรือว่าจะเป็นเพราะบัตรTravel Card ที่เพิ่งถอยมาใหม่จากธนาคารสีม่วงใช้งานไม่ได้ ก็เลยเปลี่ยนเป็นบัตรมาสเตอร์สีม่วงก็ยังกดไม่ได้อีก มีอีกใบบัตรมาสเตอร์สีฟ้าธนาคารบ้านๆที่มองข้ามมาตลอด กดเงินออกมาได้สมใจทำเอาใจชื้นเพราะแอบคิดดูแล้วถ้าใช้ไม่ได้สักใบเงินดอลล่าร์สหรัฐที่พกติดตัวมาคงไม่พอสำหรับทั้งทริปเป็นแน่ ได้เงินหน้าตาแปลกๆมาแต่เป็นธนบัตรมูลค่ามากก็เลยเดินเนียนๆไปซื้อน้ำเพราะอยากแตกให้เป็นธนบัตรย่อย ออกมานอกตัวอาคารมาหาขึ้นAirport Busไปในเมือง ค่าโดยสารสามJODกว่าๆจำได้ไม่แน่นอน 1JODเท่ากับ 46บาท ตรงที่ขายตั๋วมีเครื่องแตะบัตรอยู่ก็เลยลองเอาบัตรTravel Cardมาแตะปรากฏว่าผ่านฉลุย อ่ะนะ ได้ใช้ประโยชน์บ้างละอุตส่าห์ทำมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ
นั่งAirport Bus มาลงสถานี 7th Circle เพราะจะแวะซื้อตั๋วรถบัสไปDead Sea วันพรุ่งนี้ แต่พนักงานบอกว่าเส้นทางDead Seaงดให้บริการไปพักใหญ่แล้ว ต้องใช้บริการแท็กซี่หรือบริษัทรถเช่า ทำเอางงไปชั่วครู่เพราะไม่ได้เตรียมแผนสำรองเอาไว้ อากาศจอร์แดนร้อนอบอ้าวจนคิดอะไรไม่ออกเลยตัดสินใจใช้แอปCareem ( เหมือน Grab หรือ Bolt บ้านเรา )เรียกรถมารับไปที่พักที่จองไว้จะได้ไม่ต้องมาปวดหัวกับการต่อรองค่าบริการอีก
     ที่พักเล็กๆที่จองไว้อยู่ในซอกของอาคารน้อยใหญ่ในเมืองหลวง มีสวนหลังบ้านกว้างขวางตบแต่งแบบตะวันออกกลาง ริมรั้วมีต้นทับทิมออกลูกระโยงระยางน่ารัก ฝากเจ้าของที่พักช่วยหาเพื่อนแชร์ค่ารถไปDead Seaวันพรุ่งนี้ แต่เขาก็เบ่งรับเบ่งสู้ว่าจะมีคนอื่นไปเพราะจำนวนนักท่องเที่ยวไม่เยอะ หลังจากอาบน้ำพักผ่อนแล้วช่วงค่ำๆก็จะออกเดินไปสำรวจเมือง เจ้าของที่พักเห็นกำลังสะพายกระเป๋าออกห้องก็เลยถามว่าจะไปไหนและอาสาขับรถไปส่งแถวParis Square ย่านฮิปสำหรับกาแฟ เครื่องดื่มเบาๆ ภูมิประเทศของอัมมานก็คือเป็นเนินเขาขึ้นลงทั้งเมือง เดินที่นี่เหนื่อยมากและคนท้องถิ่นก็ไม่นิยมเดินมีแต่ขับรถหรือเรียกรถบริการ ขากลับกว่าจะถึงที่พักเดินกลับเล่นเอาเหนื่อยจนหุบปากไม่ลงเพราะต้องใช้ช่วยจมูกหายใจ ถุงผลไม้สองสามอย่างอย่างละนิดละหน่อย พลัม องุ่น แอปเปิ้ล และฝรั่งลูกเล็กอีกสองสามลูกที่ซื้อระหว่างทางรู้สึกหนักจนอยากปาทิ้ง
    เกือบสี่ทุ่มเจ้าของที่พักส่งข้อความมาบอกว่าไม่มีคนอื่นไปDead Seaพรุ่งนี้ ก็เลยต้องหารถเอง ไหนๆก็มาแล้วจะราคาเท่าไหร่ก็จะไปให้เห็นกับตา หาเอามั่วๆตามข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตได้มาสามสี่เจ้า ลองส่งข้อความไปหาสอบถามราคาบางเจ้าก็100 80 70 65 มีอยู่เจ้าหนึ่ง40 ก็เลยเอาเจ้านี้ เพราะx46-47เข้าไปขนหน้าแข้งก็จะร่วงตั้งแต่วันแรก ค่ารถ 40JOD ยังจะมีค่าเข้าไปใช้บริการในรีสอร์ตอีก 30-50JOD
8 กันยายน ครบรอบวันเกิดปีที่ 53 ตื่นมาแต่ตีสองตีสามเพราะแปลกที่ แปลกเวลา จอร์แดนช้ากว่าไทย4ชั่วโมง ทำนั่นนี่รอรถมารับตอนเก้าโมงเช้า คนขับชื่ออิยาดพูดภาษาอังกฤษคล่องปรื๋อ คุยกันไม่ถึงสิบนาทีก็รู้สึกสนิทเหมือนรู้จักกันมาก่อน ระยะเวลาหนึ่งชั่วโมงกับการขับรถไปDead Sea น่าสนใจมากทั้งภูมิประเทศและเรื่องราวจากปากคนขับรถ เขาถามว่าทำไมถึงจะไปรีสอร์ตนี้เขามีอีกที่แนะนำ ดีกว่า สวยกว่า ไอ่เราก็คิดในใจว่ามาแบบนี้อีกแล้วเคยเจอมาบ่อยระหว่างทางท่องเที่ยว แต่ก็อยากจะลองก็เลยเปลี่ยนแผนไปรีสอร์ตที่เขาแนะนำซึ่งใหม่มาก ไม่มีแม้แต่ชื่อบนGoogle map เป็นรีสอร์ตห้าดาว มีห้องพักลักษณะเป็นเคบินอยู่แปดเก้าหลัง โดดเด่นด้วยสระว่ายน้ำแบบอินฟินิตี้ (Infinity Pool) ขนาดใหญ่ มีเทอเรสชมวิวทะเลที่สวยงาม และมีทางเดินลงหาดส่วนตัวเพื่อไปเล่นน้ำทะเลเดดซีและพอกโคลนได้โดยตรง ที่ทำให้รู้สึกว่าตัวเองพิเศษคือที่นี่ไม่รับลูกค้าwalk in รับแต่ผ่านบริษัททัวร์และแขกin house พี่อิยาดพาเข้ามาจนได้จนต้องถามราคาอีกหลายๆรอบเพราะกลัวโดนหลอก 40JODค่ารถไปกลับรวมคนขับ 15JODค่าบริการใช้สระน้ำ ลงหาด พอกโคลน ผ้าเช็ดตัวและbuffetอาหารกลางวัน โหหหห…โชคดีชะมัดเพราะอีกที่ที่เล็งไว้ค่าเข้า30-50ไม่รวมอาหาร/ผ้าเช็ดตัว การมาเที่ยวDead Seaถ้าจะลงไปเล่นน้ำต้องมีที่อาบน้ำจืดทันทีหลังขึ้นมาเพราะน้ำทะเลมีความเค็มมากจนไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ คราบเกลือจะเกาะอยู่ตามร่างกายทำให้แสบร้อน ลงไปในน้ำได้นานสุดต่อครั้งสิบห้านาที
     ถึงที่รีสอร์ตพี่อิยาดจอดรถแล้วบอกว่าตามสบายนะ จะกลับกี่โมงก็ได้ทั้งๆที่ข้อตกลงคือ2-3ชั่วโมง พนักงานรีสอร์ตพาไปดูห้องอาหาร ห้องอาบน้ำ ห้องน้ำ ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า สระว่ายน้ำ ถังโคลนสำหรับพอกตัว และแนวหาดที่สามารถลงไปว่ายได้ หลังจากเปลี่ยนมานุ่งกางเกงช้างขาสั้นและเสื้อวิ่งแล้วก็ค่อยๆหย่อนตัวลงในDead Sea ทะเลสาบน้ำเค็มขนาดใหญ่ที่เป็นจุดต่ำที่สุดในโลกบนภาคพื้นดิน โดยอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึงประมาณ 430 เมตร มีชื่อเสียงระดับโลกในฐานะทะเลที่ไม่มีวันจม ซึ่งดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมาสัมผัสประสบการณ์ลอยตัวอันน่าทึ่งนี้ ค่อยๆนั่งลงและหงายตัวลงไปในน้ำ ตัวก็จะลอยเพราะความหนาแน่นของน้ำและน้ำที่นี่เค็มกว่าน้ำทะเลทั่วไปถึงสิบเท่า พอลอยตัวได้ก็พูดกับตัวเองว่า “ทำได้แล้วนะ มาถึงแล้วนะ น้ำเค็มมาก ตัวลอยได้จริงๆ!!!” ขึ้นจากน้ำแล้วไปล้างตัวกับน้ำจืดบนหาดแล้วกลับมาลงน้ำเค็มอีก จืด เค็ม จืด เค็มอยู่หลายรอบให้สาสมกับความใฝ่ฝันในหลายๆปี อายุ53มันไม่ได้แย่นะ อายุ53ดีจังได้ไล่ตามฝัน
     เล่นน้ำจนเบื่อจนไม่อยากลงเล่นสระน้ำจืดทั้งๆที่สระก็สวยงามยิ่งใหญ่อลังการ ชุดว่ายน้ำที่เตรียมมาก็เลยไม่ได้ใช้งาน ไลน์บุฟเฟต์จะเป็นแนวตะวันออกกลางร้อยเปอร์เซ็นต์ ข้าวหมก ไก่หมก แกะหมก มันฝรั่งอบ สลัดร้อยแปดพันเก้าแบบ ตบท้ายด้วยมาฮาเบีย บักลาวา คูนาฟา ของหวานที่หวานเจี๊ยบบบ ด้วยน้ำเชื่อม ถั่วพิสตาชิโอ้และชีส พี่อิยาดกลับมาส่งที่ที่พักราวบ่ายสามโมง ควักเงินออกมานับให้ตามจำนวนที่ตกลงกันไว้ 40+15 แถมให้อีก 5 ยังไม่พอล้วงไปอีกกระเป๋าดึงใบ5อเมริกันดอลล่าร์ให้พี่แกอีก พร้อมกับบอกขอบคุณที่เติมเต็มให้วันนี้เป็นวันพิเศษเพราะเป็นวันคล้ายวันเกิด พี่อิยาดทำท่าตกใจ อ้าว.. วันเกิดเหรอ งั้นรอเดี๋ยว แล้วไปเปิดท้ายรถเอาโลชั่นทาผิวที่สกัดมาจากแร่ธาตุในDead Seaให้ หนึ่งหลอดใหญ่ๆ150ml
 
     ขอบคุณทุกเรื่องราว ขอบคุณทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ดีบ้าง ดีน้อยบ้าง แต่ก็ทำให้ชีวิต53ปีที่ผ่านไปมีคุณค่า มีเรื่องราวให้จดจำ และมีร่องรอยของการผ่านมันมาได้ ขอบคุณตัวเองเป็นที่สุดที่เข้มแข็งและอดทน

 



Thursday, April 23, 2026

UzbekistanDay 12 Tashkent

 

     Day 12 Tashkent
 
      หลังจากอาหารเช้าแล้วก็เริ่มเก็บข้าวของเพื่อเช็คเอาท์แล้วเอาเป้มาฝากไว้ที่รีเซฟชั่น มีอีกสองสามที่ที่ยังอยากจะเห็นและทำก่อนจะจบการเดินทางครั้งนี้ ที่แรกที่แวะคือ Ko‘kaldosh Madrasah (Kukeldash Madrasah)โรงเรียนสอนศาสนาอิสลามสมัยยุคกลางที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง สร้างขึ้นประมาณปี ค.ศ. 1570 โดยผู้ปกครองราชวงศ์ไซบานิด (Shaybanid) ซึ่งได้รับฉายาว่า "Kukeldash" มีความหมายว่า "พี่น้องทางนม" (milk brother) เป็นสถาปัตยกรรมสไตล์อิสลามแบบดั้งเดิม ใช้อิฐสีเหลือง มีลานกว้างตรงกลาง (Courtyard) และมีห้องหอพักนักศึกษา (Khudjras) ล้อมรอบ ซุ้มประตูหลักมีความสูงถึง 20 เมตร ในอดีตเคยถูกใช้เป็นป้อมปราการ สถานที่ประหารชีวิต และเคยได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวในปี 1868 ก่อนจะได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ ปัจจุบันใช้เป็นโรงเรียนสอนศาสนา แอบมองลอดช่องประตูเห็นในแต่ละล้องเรียนมีนักเรียนหลากหลายอายุคละกันไป
 
     แดดเริ่มแรงอากาศเริ่มร้อนก็เดินมาถึงตลาดChorsu เดินเล่นไปเรื่อยๆเห็นมีร้านตัดผมก็เลยเข้าไปสอบถามราคา ไม่มีใครใช้ภาษาอังกฤษก็ต้องใช้ภาษามือกันไป สนนราคาสระตัด200,000som ไม่ได้คาดหวังอะไรมากแค่อยากจะตัดผมที่ยาวเฟื้อยแทบจะถึงเอวออก เหลือไว้แค่พอมัดได้ เทคนิคการสระผมที่นี่ไม่มี แค่ทำให้เปียก ใส่แชมพูแล้วล้างออก ไม่นวด ไม่เกา ไม่เช็ด มานั่งเก้าอี้ตัดทั้งๆที่ผมเปียกโชก น้ำหยดเปียกเสื้อลงไปถึงกางเกงก็ก็ไม่รู้สึกแย่เพราะเย็นสบายตัว เทคนิคการตัดก็ง่ายๆ ตัดให้ได้ความยาวที่ลูกค้าต้องการ เช็คระดับผมหนึ่งรอบแล้วใช้กรรไกรซอยไล่ปลายผมตามด้วยเป่าให้แห้งมีจัดทรงนิดหน่อยตามด้วยนวดขมับสองทีเป็นอันเสร็จพิธี
 
     เงินSomยังพอมีติดกระเป๋าก็เลยแวะไปฝั่งที่ขายต้นไม้ ได้เมล็ดผักมาอีกหลายซองแต่ก็ไม่มีอะไรพิเศษเหมือนประเทศอื่นๆที่พันธุ์ผักละลานตามากกว่า ได้ผลไม้แห้งมาอีกอย่างละนิดละหน่อยพอไม่ให้เกะกะและหนักเกินไปเพราะไม่ได้ซื้อน้ำหนักโหลดกระเป๋า
 
-คนส่วนมากไปในอุสเบกิสถานขับChevrolet (น่าจะ80%ขึ้นไป)
-คนมีอันจะกินจะใส่ฟันทอง
-ทุกอย่างคุมโทน เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย
-ราคาของนักท่องเที่ยวกับราคาของคนท้องถิ่นไม่เหมือนกัน ต่างกันมากกก
-ซื้อของต้องต่อรอง
- การคมนาคมสะดวกสบาย โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ใช้แอปYandexหาวิธีการเดินทาง ชำระค่าโดยทางโดยแตะบัตรVisa
- Google Map ไม่เวิร์คกับที่นี่ แผนที่ไม่ตรง
 






 

Uzbekistan Day 11 Tashkent

 

    Day 11 Tashkent
 
      ไม่ได้เป็นแบบท้องถิ่นที่เคยกินมาตลอดสิบวันที่ผ่านไป เป็นอาหารของคนในเมือง ขนมปัง ไส้กรอก ไข่ดาว ฉันแอบดีใจที่เสพความเป็นท้องถิ่นไว้เต็มที่แล้วก่อนหน้านี้ หลังจากอาหารเช้าก็เดินออกไปขึ้นรถเมล์ไปลงถนนใหญ่แล้วเดินลัดเลาะหมู่บ้าน เวลาแปดโมงกว่าๆอากาศเย็นสบาย ใส่เสื้อพูลโอเวอร์ทับเสื้อยืดแขนสั้นได้ความพอดี ตามถนนหนทางยังคงเงียบสงบ สังเกตดูพบว่าชีวิตโดยทั่วไปในอุสเบกิสถานจะเริ่มต้นหลังเก้่าโมงเช้า มาถึงHazrati Imam Complex (หรือ Hastimom/Hastimam) ศูนย์กลางทางศาสนาและวัฒนธรรมอิสลามที่สำคัญที่สุดในเมือง ตั้งอยู่ใกล้สุสานของท่าน Abu Bakr Muhammad Kaffal Shashi โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมเอเชียกลางที่สวยงาม มีโดมสีน้ำเงินและกระเบื้องโมเสกละเอียดอ่อนสวยงามมาก ในบวิเวณนี้ประกอบไปด้วย สุสาน Hazrati Imam สถานที่ฝังศพของอิหม่ามท่านแรกของทาชเคนต์
มัสยิด Hazrat Imam มัสยิดขนาดใหญ่ที่มีโดมสีน้ำเงินและสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิม
Mui-Mubarak Madrasah โรงเรียนสอนศาสนาที่จัดแสดง "คัมภีร์อูธมาน" (Uthman Qur'an) ซึ่งเชื่อว่าเป็นคัมภีร์อัลกุรอานที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และBarak-Khan Madrasahโรงเรียนสอนศาสนาศตวรรษที่ 16 ที่มีสถาปัตยกรรมงดงาม
 
       ไม่ไกลจากนั้นเป็นที่ตั้งของศูนย์อารยธรรมอิสลามแห่งอุซเบกิสถาน (Center for Islamic Civilization / Islom Sivilizatsiya Markazi)คือศูนย์กลางวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ และการศึกษาขนาดใหญ่ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศอุซเบกิสถาน ตั้งขึ้นเพื่อรวบรวม ศึกษา และเผยแพร่ร่องรอยประวัติศาสตร์มรดกทางปัญญาและศาสนาอิสลามของอุซเบกิสถาน รวมถึงเป็นสถานที่เก็บรักษาคัมภีร์กุรอานอุสมาน (Samarkand Kufic Quran) อันเก่าแก่ หน้าที่หลักเป็นทั้งพิพิธภัณฑ์, สถาบันวิจัย, หอสมุด และศูนย์ศิลปหัตถกรรมพื้นเมือง ไฮไลท์มีห้องแสดงคัมภีร์กุรอานที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และจัดแสดงโบราณวัตถุ เอกสารทางประวัติศาสตร์ เป้าหมายเพื่อสร้างสะพานเชื่อมระหว่างยุคทองของอิสลามกับอุซเบกิสถานยุคใหม่ เพื่อส่งเสริมความรู้ ความอดทน และความก้าวหน้า ค่าเข้าชมชาวต่างชาติอยู่ที่310,000som และชาวอุสเบกอยู่ที่60,000som คุ้มทุกบาททุกสตางค์ ตั้งแต่วินาทีแรกถึงวินาทีสุดท้ายในเวลาสองชั่วโมงไม่มีคำว่าน่าเบื่อ การจัดแสดงทำออกมาดีมากแบบไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน มีวิธีการนำเสนอเรื่องราวที่น่าติดตาม นำเทคโนโลยีมาใช้ให้ดูตื่นเต้นสวยงาม ระบบแสงสีเสียง จอโค้งจอแบน จอกลม เรียกว่าโครตของการนำเสนอคงไม่เกินจริง และนี่ก็เป็นคำชมจากใจคนที่ไม่ค่อยอินกับพิพิธภัณฑ์แบบฉัน
 
     เดินออกด้านหลังพิพิธภัณฑ์ลัดเลาะไปตามทางเดินเล็กๆดูวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น บ้านเรือนที่นี่มีการคุมโทนสีอย่างอย่างลงตัว ไม่มีบ้านสีฉูดฉาดให้เห็น ทุกอย่างออกแนวเอิร์ทโทนถึงแม้ว่าเมืองใหญ่อย่างTashkentและSamarkandจะมีสีสันขึ้นมาบ้างนิดหน่อยแต่ก็ไม่มากมายอะไร แวะดื่มกาแฟร้อนถ้วยโตกับคุ้กกี้หนึ่งชิ้นริมทาง ราคากาแฟสดที่นี่จะแพงกว่าชามาก ทุกครั้งที่สั่งมาหนึ่งถ้วยจะต้องจ่ายเงินถึง50,000som แวะตลาดChorsuอีกครั้งหลังจากที่พึ่งมาเมื่อวาน อยากได้ชาดอกไม้หอมๆไปชงกินที่บ้านแต่ก็ซื้อแบบทุลักทุเลเพราะต้องเล่นเกมส์ต่อรองราคาแบบหนักหน่วงชนิดครึ่งต่อครึ่ง ด้วยความที่เป็นคนขี้เกรงใจคนและต่อราคาไม่เป็นสุดท้ายก็ยอมแพ้ได้ชามาแค่หยิบมือแลกกับเงินจำนวนมากที่จ่ายไป เดินผ่านร้านอาหารท้องถิ่นริมทางสั่งDonerกลับมากินที่พักหนึ่งชิ้น ส่งสัญญาณถามคนขายว่า แบ้ แบ้… คนขายสั่นหัวตอบกลับมาว่า มอ มอ… อีกหนึ่งอย่างที่ฉันชอบในการเดินทาง การสื่อสารกับคนท้องถิ่น