Day 7 Bukhara
หลังจากพายุทรายเมื่อคืนก่อนทำให้วันนี้อุณภูมิลดลงมาจากเกือบสามสิบองศาเหลืออยู่แค่สิบองศาในช่วงเช้าและสิบแปดองศาในช่วงบ่าย แผนที่จะไปดูแสงกลางคืนในเมืองเมื่อคืนไม่ประสบผลสำเร็จเพราะพอเดินไปถึงแล้วปรากฏว่าพายุทรายเข้าพอดี ทั้งเมืองจากที่ท้องฟ้าแจ่มใสแต่ภายในพริบตากลายเป็นสีหม่นจากทรายเม็ดละเอียดที่ปลิวว่อนไปทุกอณูอากาศ ฉันตกใจทำอะไรไม่ถูก รอบตัวมีแต่ผู้คนวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง เด็กๆร้องไห้กระจองอแง ของที่ระลึกที่วางขายตามริมทางปลิวกระจัดกระจาย ลูกโป่งพวงใหญ่ๆของพ่อค้าทนแรงลมไม่ไหวปลิวหายไปในท้องฟ้า ตั้งสติได้รีบวิ่งไปหลบใต้ช่องประตูมัสยิด หันหน้าเข้ากำแพงใช้ผ้าพันคอพันรอบปากรอบจมูก ปิดตากันทรายเข้าแล้วได้แต่ภาวนาให้ลมสงบลงเร็วๆ ได้ยินเสียงผู้ร่วมชะตากรรมหลายคนสวดมนต์กันหลากหลายภาษา ประตูมัสยิดปิดก็ได้แต่อาศัยพื้นที่ใต้ซุ้มประตูจนพายุเบาลงระดับหนึ่งก่อนจะตัดสินใจวิ่งบ้างเดินเร็วๆบ้างกลับที่พักที่ห่างออกไปเกือบสองกิโล กลับมาถึงทั้งเนื้อทั้งตัวเต็มไปด้วยทรายที่แทรกเข้าไปได้ถึงในรูหูและในปากเคี้ยวดังกรุบกรับ
วันนี้ตัดสินใจนอนต่อที่นี่อีกหนึ่งคืนเพราะยังอยากดูแสงของเมืองยามค่ำคืน หลังจากอาหารเช้าก็ออกเดินสำรวจเส้นทางใหม่ๆ เดินไปเรื่อยๆสบายๆเพราะอากาศเย็นสิบองศา เกือบชั่วโมงก็ถึงตลาดใหญ่ประจำเมือง ตลาดนี้เป็นตลาดที่สวยกว่าตลาดอื่นๆในเมืองที่ผ่านมา มีการจัดวางสินค้าแยกเป็นหมวดหมู่คนละพื้นที่ ผักผลไม้ เนื้อสัตว์ เสื้อผ้า การเกษตร เครื่องเทศ เดินเพลินมากจริงๆ แวะซื้ออินทผลัมแห้งกับถั่วพิสตาชิโอมานั่งแทะกินกลางแสงแดดอุ่นๆ
ใช้เวลาที่ตลาดนานหลายชั่วโมงก่อนที่จะเดินเลาะเลียบไปเส้นทางอื่นๆ แวะถ่ายรูปบ้าง นั่งดูผู้คนบ้าง กว่าจะรู้ตัวก็ใช้เวลาไปหกเจ็ดชั่วโมง
แสงสียามค่ำคืนของเมืองBukharaสวยสมกับที่ตั้งใจรอดู สถาปัตยกรรม ศาสนาสถานโบราณอายุสองพัันกว่าปีตั้งตระหง่านอยู่กลางเมือง มีการจัดแสงออกมาได้สวยงามสมกับเป็นหนึ่งในเมืองเอกของเส้นทางสายไหม แม้แต่ร้านขายของที่ระลึกก็ทำออกมาให้กลมกลืนกับสถานที่และบรรยากาศ ไหนๆก็ฟินกับสถานที่ขนาดหนักก็เลยตัดสินใจลองกินอาหารประจำชาติเสียคืนนี้ทั้งๆที่ใจอยากจะลองเป็นอาหารเที่ยง มื้อนี้เป็นอาหารเย็นมื้อแรกในรอบ7เดือนเลยทีเดียวเชียว Plov หรือ Pilaf คือข้าวหมกกึ่งๆข้าวผัด เป็นการหุงข้าวพร้อมๆกับเนื้อแกะหรือเนื้อวัว แครอท ใส่ไขมันสัตว์ลงไปในจำนวนมากถึงมากที่สุดจนเคลือบข้าวเงาวับ มีเครื่องเทศจำพวกกระวาน ยี่หร่าและขมิ้นเป็นตัวชูรสและกลิ่น เพิ่มความเค็มด้วยเกลืออีกเล็กน้อย รสชาติจัดว่าอร่อยแต่ถ้ากินบ่อยๆก็คงไม่ไหวเพราะมีความมันมาก พวกเขาถึงต้องตัดเลี่ยนด้วยชาร้อนหม้อโตๆ พรุ่งนี้ฉันก็คงจะมีกลิ่นเฉพาะเหมือนผู้คนที่นี่ กลิ่นไขมันแกะ กลิ่นเครื่องเทศที่ซึมออกมาตามรูขุมขนและเสื้อผ้า กลิ่นที่เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง.
No comments:
Post a Comment