Thursday, April 23, 2026

Uzbekistan Day 7 Bukhara

 

      Day 7 Bukhara
 
     หลังจากพายุทรายเมื่อคืนก่อนทำให้วันนี้อุณภูมิลดลงมาจากเกือบสามสิบองศาเหลืออยู่แค่สิบองศาในช่วงเช้าและสิบแปดองศาในช่วงบ่าย แผนที่จะไปดูแสงกลางคืนในเมืองเมื่อคืนไม่ประสบผลสำเร็จเพราะพอเดินไปถึงแล้วปรากฏว่าพายุทรายเข้าพอดี ทั้งเมืองจากที่ท้องฟ้าแจ่มใสแต่ภายในพริบตากลายเป็นสีหม่นจากทรายเม็ดละเอียดที่ปลิวว่อนไปทุกอณูอากาศ ฉันตกใจทำอะไรไม่ถูก รอบตัวมีแต่ผู้คนวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง เด็กๆร้องไห้กระจองอแง ของที่ระลึกที่วางขายตามริมทางปลิวกระจัดกระจาย ลูกโป่งพวงใหญ่ๆของพ่อค้าทนแรงลมไม่ไหวปลิวหายไปในท้องฟ้า ตั้งสติได้รีบวิ่งไปหลบใต้ช่องประตูมัสยิด หันหน้าเข้ากำแพงใช้ผ้าพันคอพันรอบปากรอบจมูก ปิดตากันทรายเข้าแล้วได้แต่ภาวนาให้ลมสงบลงเร็วๆ ได้ยินเสียงผู้ร่วมชะตากรรมหลายคนสวดมนต์กันหลากหลายภาษา ประตูมัสยิดปิดก็ได้แต่อาศัยพื้นที่ใต้ซุ้มประตูจนพายุเบาลงระดับหนึ่งก่อนจะตัดสินใจวิ่งบ้างเดินเร็วๆบ้างกลับที่พักที่ห่างออกไปเกือบสองกิโล กลับมาถึงทั้งเนื้อทั้งตัวเต็มไปด้วยทรายที่แทรกเข้าไปได้ถึงในรูหูและในปากเคี้ยวดังกรุบกรับ
 
      วันนี้ตัดสินใจนอนต่อที่นี่อีกหนึ่งคืนเพราะยังอยากดูแสงของเมืองยามค่ำคืน หลังจากอาหารเช้าก็ออกเดินสำรวจเส้นทางใหม่ๆ เดินไปเรื่อยๆสบายๆเพราะอากาศเย็นสิบองศา เกือบชั่วโมงก็ถึงตลาดใหญ่ประจำเมือง ตลาดนี้เป็นตลาดที่สวยกว่าตลาดอื่นๆในเมืองที่ผ่านมา มีการจัดวางสินค้าแยกเป็นหมวดหมู่คนละพื้นที่ ผักผลไม้ เนื้อสัตว์ เสื้อผ้า การเกษตร เครื่องเทศ เดินเพลินมากจริงๆ แวะซื้ออินทผลัมแห้งกับถั่วพิสตาชิโอมานั่งแทะกินกลางแสงแดดอุ่นๆ
ใช้เวลาที่ตลาดนานหลายชั่วโมงก่อนที่จะเดินเลาะเลียบไปเส้นทางอื่นๆ แวะถ่ายรูปบ้าง นั่งดูผู้คนบ้าง กว่าจะรู้ตัวก็ใช้เวลาไปหกเจ็ดชั่วโมง
 
แสงสียามค่ำคืนของเมืองBukharaสวยสมกับที่ตั้งใจรอดู สถาปัตยกรรม ศาสนาสถานโบราณอายุสองพัันกว่าปีตั้งตระหง่านอยู่กลางเมือง มีการจัดแสงออกมาได้สวยงามสมกับเป็นหนึ่งในเมืองเอกของเส้นทางสายไหม แม้แต่ร้านขายของที่ระลึกก็ทำออกมาให้กลมกลืนกับสถานที่และบรรยากาศ ไหนๆก็ฟินกับสถานที่ขนาดหนักก็เลยตัดสินใจลองกินอาหารประจำชาติเสียคืนนี้ทั้งๆที่ใจอยากจะลองเป็นอาหารเที่ยง มื้อนี้เป็นอาหารเย็นมื้อแรกในรอบ7เดือนเลยทีเดียวเชียว Plov หรือ Pilaf คือข้าวหมกกึ่งๆข้าวผัด เป็นการหุงข้าวพร้อมๆกับเนื้อแกะหรือเนื้อวัว แครอท ใส่ไขมันสัตว์ลงไปในจำนวนมากถึงมากที่สุดจนเคลือบข้าวเงาวับ มีเครื่องเทศจำพวกกระวาน ยี่หร่าและขมิ้นเป็นตัวชูรสและกลิ่น เพิ่มความเค็มด้วยเกลืออีกเล็กน้อย รสชาติจัดว่าอร่อยแต่ถ้ากินบ่อยๆก็คงไม่ไหวเพราะมีความมันมาก พวกเขาถึงต้องตัดเลี่ยนด้วยชาร้อนหม้อโตๆ พรุ่งนี้ฉันก็คงจะมีกลิ่นเฉพาะเหมือนผู้คนที่นี่ กลิ่นไขมันแกะ กลิ่นเครื่องเทศที่ซึมออกมาตามรูขุมขนและเสื้อผ้า กลิ่นที่เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง.
 
 


















 



 

Uzbekistan Day 6 Bukhara

 

Day 6 Bukhara
 
     เมืองโบราณอายุกว่า 2,000 ปีทางตะวันตกเฉียงใต้ของอุซเบกิสถาน เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมอิสลาม ได้รับการยกย่องว่าเป็นศูนย์กลางการศึกษาศาสนาอิสลามที่สำคัญในศตวรรษที่ 8 และได้รับฉายาว่าเป็นเมืองแห่งโดมและหอคอย และเป็นจุดแวะพักและศูนย์กลางการค้าที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งบนเส้นทางสายไหม ซึ่งเชื่อมต่อตะวันออกและตะวันตก ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ว่าเป็นตัวอย่างเมืองยุคกลางในเอเชียกลางที่สมบูรณ์ที่สุด รุ่งเรืองสูงสุดในสมัยราชวงศ์ซามานิด (ศตวรรษที่ 10-12) และเป็นแหล่งรวมสถาปัตยกรรมอิสลามโบราณ
ยุคทอง (ศตวรรษที่ 10-12): ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ซามานิด บูคารากลายเป็นศูนย์กลางวิทยาศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม
ร่องรอยอารยธรรม: เมืองยังคงรักษาโครงสร้างเมืองยุคกลางไว้ได้อย่างสมบูรณ์ โดยมีสถานที่สำคัญ อาทิ สุสานอิสมาอิล ซามานิด (Ismail Samani) ที่เป็นเอกลักษณ์ และป้อมปราการคัลยัน (Kalon Minaret)
การรุกรานและประวัติศาสตร์: เคยถูกรุกรานโดยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช, มองโกล และเติร์ก ทำให้วัฒนธรรมมีความหลากหลายและซับซ้อน
*ข้อมูลจากเน็ต
 
      เป็นอีกหนึ่งวันที่ตื่นแต่เข้าแล้วออกเดินสำรวจเมืองเพราะเมื่อคืนมาถึงที่พักเกือบสี่ทุ่มก็เลยยังไม่ได้เห็นอะไรเลย ลงจากรถก็เข้าห้องพักแล้วออกจากห้องมาอีกทีตอนเช้า ที่พักเป็นบูทิกโฮเทลห้องกว้างขวางสะดวกสบายแต่หลังจากที่ออกมาเดินก็พบว่าโลเคชั่นค่อนข้างจะสลับซับซ้อนและอยู่ไกลจากเขตเมืองและสถานที่ท่องเที่ยว ถ้าเดินกลางวันก็เดินได้พอไหวแต่ถ้าเดินกลางคืนก็คงลำบากไหนจะตรอกซอกซอยแบบเขาวงกตและไหนจะความมืด และวางแผนไว้ว่าอยากจะออกมาเดินดูแสงไฟประดับเมืองช่วงกลางคืนด้วย กลับเข้าไปที่พักนั่งกินอาหารเช้ากับนักท่องเที่ยวสาวญี่ปุ่นและและหนุ่มอินเดียอีกหนึ่งคน คุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันสักพักก็แยกย้ายกัน หนุ่มอินเดียเดินทางต่อไปเมืองอื่น สาวญี่ปุ่นอยู่ต่ออีกสองสามคืน ฉันกลับเข้าห้องไปอาบน้ำสระผมแล้วเก็บข้าวของย้ายที่พักไปอีกฝั่งหนึ่งของเมือง
 
     ที่พักใหม่ถูกใจทุกอย่างและเขารับเงินดอลล่าร์ทำให้ยิ่งถูกใจยิ่งขึ้นเพราะพกทิปดอลล่าร์ที่ได้จากนักเรียนมาหลายใบอยู่ ค่าที่พัก20ดอลล่าร์ต่อคืนบวกค่าลงทะเบียนนักท่องเที่ยวอีก4ดอลล่าร์แลกกับห้องพักสะอาดๆแอร์เย็นเฉียบและโลเคชั่นที่ไม่เลวเลยก็ถือว่าแสนคุ้ม
เก็บข้าวของเสร็จก็ออกมาเดินดูจุดท่องเที่ยว รู้สึกชอบเมืองนี้มาก มีศิลปะสวยๆ มีความเก่าแต่ดูขลัง มีโดม อาคาร สิ่งก่อสร้าง หอคอย มัสยิด ซินากอก(โบสถ์ยิว) ร้านรวงขายของท้องถิ่นเยอะแยะมากมาย กลางเมืองก็มีสวนสาธารณะให้นั่งหลบแดด เดินเพลินๆถ่ายรูปไปเรื่อยๆจนแบตเตอรี่กล้องถ่ายรูปหมดไปแล้วสองรอบยกนาฬิกาขึ้นดูปรากฏว่าใช้เวลาไปสี่ชั่วโมงกว่าๆ อากาศยามบ่ายร้อนจัดก็เลยตัดสินใจกลับห้อง ระหว่างทางแวะร้านขายของชำซื้อน้ำดื่มและคุ้กกี้นิดหน่อยเอาไว้กินเล่นรอเวลาออกมาดูแสงคืน





 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

Uzbekistan Day 5 Khiva - Urgench - Bukhara

 

      Day 5 Khiva - Urgench - Bukhara
 
       วันนี้ตื่นนอนเช้ากว่าสองสามวันที่ผ่านมา มีความรู้สึกว่าได้พักผ่อนเติมพลังอย่างเพียงพอแล้วหลังจากอาหารเช้าก็เก็บข้าวของยัดใส่เป้เช็คเอาท์ออกจากที่พัก ปฏิเสธข้อเสนอ15อเมริกันดอลล่าร์รถบริการไปส่งที่สถานีรถไฟUrgenchจากที่พัก แต่แบกเป้ออกเดินไปออกประตูเมืองด้านเหนือแล้วเลี้ยวซ้ายเดินเลาะกำแพงเมืองไปเรื่อยๆเพราะจำได้ว่าเมื่อวานเดินผ่านแล้วเห็นมีรถรางวิ่งอยู่ ศึกษาจากเน็ตได้ความว่ารถรางนี้วิ่งไปถึงเมืองUrgenchใช้เวลาหนึ่งชั่วโมง กว่ารถไฟจะออกก็บ่ายสองกว่าๆมีเวลาเยอะแยะก็เลยลองนั่งรถรางไป รถรางสายนี้เป็นรถรางสายเดียวในประเทศอุสเบกิสถาน ค่าโดยสาร 4,000som หรือประมาณ 11บาท จอดบ่อยมากสถานีติดสถานีแต่นั่งสบายและให้ความรู้สึกได้ท่องเที่ยวและสัมผัสกับคนท้องถิ่นดีมาก คนอุสเบน่ารักพอเห็นคนต่างชาติก็เข้ามาคุยด้วย กว่าจะคุยกันรู้เรื่องก็ทำเอาเมื่อยมือ
 
      นั่งรถรางจนสุดสายคนขับต้องเชิญลง กะว่าจะลงไปเที่ยวตลาดแต่ปรากฏว่าเลยมาแล้วก็เลยตัดสินใจเรียกYandex(หรือ Grab/Boltแบบบ้านเรา)ที่โหลดแอปมาไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ได้ซิมการ์ดอุสเบแต่ยังไม่ได้ลองใช้ ไปส่งที่สถานีรถไฟ ราคาค่าโดยสาร40บาท เอาเป้ไปฝากไว้ที่สถานีรถไฟเพราะขี้เกียจแบกแล้วเรียกYandexไปส่งที่ตลาด ตลาดUrgench ก็คล้ายๆกับตลาดKhivaแต่มีขนาดใหญ่กว่าเพราะเมืองใหญ่กว่า เดินดูจนเหนื่อยก็เรียกรถกลับไปส่งที่สถานีรถไฟเหมือนเดิม
 
      บ่ายสองสี่สิบห้านั่งรถไฟจาก UrgenchไปยังBukhara เป็นเส้นทางท่องเที่ยวยอดนิยมที่เชื่อมเมืองประวัติศาสตร์บนเส้นทางสายไหม ใช้เวลาหกชั่วโมงกว่าๆนั่งอยู่ในรถไฟเพื่อที่จะมองออกไปยังทะเลทรายกับหญ้าแห้งๆ แรกๆก็ยังพอตื่นเต้นดูนั่นดูนี่แต่พอหลายๆชั่วโมงและเริ่มมืดก็มีความรู้สึกว่าคิดถูกแล้วที่ไม่ตามเส้นทางสายไหมตั้วแต่ต้นสายจนสุดสาย ความคิดที่จะตามรอยทรานไซบีเรียก็จบลงวันนี้เช่นกัน
กว่าจะถึงเมืองBukharaก็สามทุ่มครึ่งแล้ว ได้รถจากที่พักมารับเพราะไม่อยากฝ่าฟันแท็กซี่ตอนออกมาจากสถานีรถไฟ ใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงก็ถึงที่พัก
 
   








 

Uzbekistan Day 4 Khiva

 

Day 4 Khiva
ยังอยู่ในเขตเมืองโบราณ หลังจากอาหารเช้าใช้เวลาสองสามชั่วโมงเดินเล่นรอบกำแพงเมืองเมือง กำแพงสูงๆทำจากดินมีทางเข้าออกเหนือใต้ออกตก ช่วงเช้าของวันอาทิตย์ยังไม่ค่อยมีคนอากาศก็ยังไม่ร้อนก็เลยเดินสบายๆไปเรื่อยๆ สังเกตดูผู้คนท้องถิ่นเขาจะมีลักษณะครึ่งๆระหว่างรัสเซียกับเอเชีย มีโครงหน้าเป็นรัสเซียมีสีผมเข้มเป็นเอเชีย หนุ่มๆสาวๆก็แต่งตัวกันตามปรกติ พวกมีอายุหน่อยก็แต่งแบบท้องถิ่นตามแบบมุสลิม ระหว่างที่เดินผ่านบ้านเรือนจมูกก็จะได้กลิ่นอาหารจากเนื้อสัตว์พวกแพะและแกะซึ่งเป็นเนื้อสัตว์ที่มีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์ กลิ่นหัวหอมผัดเนย และกลิ่นขนมปังอบ รวมๆกันก็เป็นกลิ่นเดียวกันกับที่ตุรกี อียิปต์ และอีกหลายที่ๆเคยไป
ช่วงเที่ยงผู้คนเริ่มคึกคัก ธุรกิจท่องเที่ยวเริ่มมีลูกค้าเข้ามาอุดหนุน ร้านรวงขายของเยอะแยะมากมายในเขตเมือง ผ้าลวดลายสวยๆ ชุดประจำชาติ โดยเฉพาะหมวกขนสัตว์สไตล์ Papakha หรือหมวกขนแกะ/อูฐฟูๆ นอกจากจะขายดีแล้วยังมีให้เช่าเป็นไอเทมยอดฮิตสำหรับการถ่ายรูปในKhiva ใกล้ป้อมใหญ่มีการเปิดเพลงอุสเบครึกครื้นเด็กๆและหนุ่มสาวออกมาเต้นรำกันสนุกสนาน
ช่วงเย็นกลับออกมาเดินเล่นอีกรอบแต่คราวนี้ซื้อตั๋วขึ้นไปเดินบนกำแพงเมืองเพื่อจะได้ดูจากมุมสูงเป็นการสั่งลาเมืองKhivaเพราะพรุ่งนี้จะเดินทางต่อไปเมืองอื่น
 
 
 

Uzbekistan Day 3 Khiva a UNESCO World Heritage

 

Day 3 Khiva a UNESCO World Heritage
 
      Khivaเป็นเมืองโบราณที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,500 ปี ตั้งอยู่ทางตะวันตกของอุซเบกิสถาน เป็นอดีตเมืองหลวงของอาณาจักรข่านแห่งคีวา (Khanate of Khiva) ที่รุ่งเรืองในฐานะศูนย์กลางการค้าบนเส้นทางสายไหม โดดเด่นด้วยเขตเมืองเก่า Ichan Kala ซึ่งเป็นมรดกโลก UNESCO ที่อนุรักษ์สถาปัตยกรรมอิสลามยุคกลางไว้อย่างสมบูรณ์ ลืมตาตื่นขึ้นมาในห้องพักภายในเขตเมืองโบราณ ภายในห้องตบแต่งสไตล์อุสเบแต่ผนังทำขึ้นใหม่ด้วยคอนกรีตไม่ได้เป็นดินเหนียวเหมือนตัวอาคารด้านนอกทั้งเมือง
อาหารเช้ามื้อแรกของประเทศที่เคยมาครั้งแรกประกอบไปด้วยขนมปังที่เรียกว่า "นอน" (Non) หรือ "ซามาร์คันด์นอน" (Samarkand Non) เป็นขนมปังพื้นเมืองที่มีลักษณะเป็นแผ่นกลม หนา ตรงกลางบุ๋มและมักมีการฉลุลายสวยงาม อบในเตาดินเผา (Tandoor) จนผิวนอกกรอบ เนื้อในนุ่มแน่น มีกลิ่นหอมและมักโรยหน้าด้วยงา เป็นอาหารหลักที่สำคัญและเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวอุซเบก ไส้กรอก ไข่ดาว และแยมแอพพริคอทรสชาติหวานจัด นั่งกินไปเรื่อยๆไม่เร่งรีบเพราะทริปนี้วางแผนไว้ว่ามาเพื่อพักผ่อน กินให้อิ่ม นอนให้มาก ดูนั่นนี่นิดหน่อยไม่ต้องตามเก็บจนครบ 
 
     เดินออกจากที่พักก็เหมือนหลุดออกมาอีกโลก กำแพงบ้านและผนังบ้านในเขตเมืองโบราณซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของopen air museum ทำด้วยดินเหนียวผสมหญ้า ทั้งเมืองจะเป็นสีเดียวกันหมด ผังเมืองจะออกแนวสลับซับซ้อนมีตรอกซอกซอยเยอะแยะไปหมด ออกมาปุ๊บหลงทางปั๊บเป็นไปตามความคาดหมาย อาศัยโหลดแอปแผนที่แบบที่ไม่ต้องใช้เน็ตไว้เมื่อคืนนี้แล้วก็เลยพอจะใช้คลำทางออกจากเมืองเก่าได้ เดินออกนอกกำแพงเมืองโบราณตามหาร้านขายซิมการ์ด และตู้เอทีเอ็ม ระหว่างทางก็หยุดดูนั่นดูนี่ไปเรื่อยๆ ลองกดเงินจากตู้เอทีเอ็มไปเกือบสิบที่กว่าจะเจอตู้ที่รับบัตรจากไทยเล่นเอาใจเสียเพราะแทบไม่มีเงินอุสเบติดตัวอยู่แล้ว เดินเข้าไปร้านขายโทรศัพท์และซิมการ์ดหลายร้านกว่าจะเจอร้านที่มีซิมนักท่องเที่ยวขาย วิธีการซื้อก็เหมือนทั่วๆไปลงทะเบียน ถ่ายรูป รอสักพักก็มีเน็ตใช้ มีเงินมีเน็ตหูตาก็เริ่มสว่างไสวขึ้นคราวนี้ก็ไม่ต้องกลัวหลงทางและกังวลอะไรแล้ว 
 
     สถานที่แรกที่ตั้งใจไปดูคือตลาดสด หลังจากที่เดินลัดเลาะไปเรื่อยๆก็มาถึงตลาดขนาดใหญ่ขายสารพัดอย่าง ผักผลไม้เนื้อสัตว์วางกับพื้นดินบ้าง บนตั่งเล็กๆบ้าง ด้วยว่าเป็นเมืองทะเลทรายก็เลยมีฝุ่นเยอะคลุ้งไปหมดแต่ที่น่าแปลกใจคือไม่เห็นมีแมลงวัน เดินทะลุทะลวงอยู่ชั่วโมงกว่าๆก็ยังดูไม่ทั่วก็เลยตัดสินใจว่าพอแล้ว แวะซื้อน้ำดื่มขวดเล็กจากร้านค้าในตลาดพ่อค้าแม่ค้าและเด็กๆให้ความสนใจเรามากมีแอบมอง ทักทายบ้าง อาจตะเป็นเพราะไม่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาที่นี่ ระหว่างทางเดินกลับมีผู้ชายคนหนึ่งทักทายแล้วถามว่ามาจากฟิลิปปินส์เหรอ ไม่เรามาจากไทยแลนด์ เขาบอกว่าเขามียิมต่อยมวยมาดูสิ เดินตามเข้าไปดูในตึกทึบๆตรงกันข้ามแบบไม่กลัวว่าเขาจะหลอก ข้างในมีเวทีมวย มีอุปกรณ์ฝึกซ้อม ทุกอย่างเป็นมืออาชีพมากๆ เขาบอกว่าเขาเป็นโคชแล้วย้อนถามเราว่ารู้จักปาเกียวไหม เราว่ารู้จักสิแล้วเธอรู้จักบัวขาวไหม ฝ่ายนั้นเงียบไป สงสัยจะไม่รู้จัก
 
      หลังเที่ยงอากาศเริ่มร้อนเดินจนแผ่นหลังเริ่มชื้นจั๊กกะแร้เริ่มเปียกก็กลับมาถึงเมืองโบราณ ให้รางวัลตัวเองด้วยเบียร์แก้วโตกับวิวหลักล้านที่ระเบียงชั้นบนของร้านอาหาร นั่งดูความสวยงามของสิ่งก่อสร้างสมกับชื่อเมืองพันโดม (City of a Thousand Domes) ไกลลิบๆมองเห็นยอดหอคอย Kalta Minor สีฟ้าสดใส ป้อม Kunya Ark ที่เคยเป็นที่ประทับของข่าน ฤทธิ์ของเบียร์บวกกับอากาศร้อนก็เลยตัดสินใจกลับเข้าที่พักไปพักผ่อนแต่กว่าจะหาที่พักเจอก็เดินวนอยู่หลายรอบเหมือนเดินอยู่ในเขาวงกต แอร์เย็นๆ ห้องเงียบๆกับสองชั่วโมงของการพักผ่อนแล้วออกไปเดินหาซื้อน้ำดื่ม ผลไม้ เมล็ดถั่วเอามาไว้กินในห้อง เย็นๆกะว่านักท่องเที่ยวคงกลับไปกันบ้างแล้วก็เดินออกไปสำรวจเมืองโบราณอีกรอบ แสงสุดท้ายของวันกระทบยอดโดมให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่และอบอุ่นในเวลาเดียวกัน
 
    








 
 

Uzbekistan Day 1 Day 2 Chiangrai - Bangkok - Tashkent - Urgench

 

      Day 1 Day 2
      Chiangrai - Bangkok - Tashkent - Urgench
      
     ออกจากบ้านตั้งแต่ห้าโมงเย็นกว่าๆของวันที่เก้านั่งเครื่องไฟลท์สุดท้ายมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิประมาณสามทุ่ม นั่งๆนอนๆเล่นแถวสนามบินทั้งคืนย้อนอดีตสมัยหัดเดินทางใหม่เมื่อหลายสิบปีก่อนก็ทำแบบนี้ จะเช่าโรงแรมนอนก็ไม่คุ้มค่าเงินค่าเดินทางเข้าออกสนามบินเพราะบินต่อไฟลท์เช้า Uzbegistan Airlines พาออกจากกรุงเทพบินตรงไปTashkentเมืองหลวงของอุสเบกีสถาน ระหว่างที่ผ่านชิดขอบน่านฟ้าของอัฟกานิสถานชะโงกมองลงมาเห็นภูเขาคลุมด้วยหิมะสวยงามสมคำล่ำลือ บนเครื่องมีคนไทยอยู่สองสามกลุ่มที่มากับทัวร์ได้ยินเสียงคุยกันอยู่แว่วๆ ต้องต่อเครื่องไปเมืองUrgenchอีกสองชั่วโมง แค่ปัญหาก็คือสนามบินอยู่ห่างกันไม่สามารถเดินเท้าได้ จำได้ว่าเคยอ่านผ่านๆว่านั่งแท็กซี่ไปได้ หรือนั่งรถเมล์ก็ได้ กดเงินสดออกมาจากตู้เอทีเอ็มในสนามบินแต่ไม่ทันได้ซื้อซิมการ์ดเพราะเดินผ่านออกนอกเขตมาแล้วกลับเข้าไปไม่ได้ คิดว่าคงเหมือนสนามบินอื่นๆในโลกที่่มีจุดขายซิมการ์ดอยูหลายๆจุดทั้งด้านนอกและด้านใน สนามบินนานาชาติTashkentไม่! มีจุดเดียวอยู่ตรงที่รับกระเป๋า พลาดแล้วพลาดเลย พอไม่มีเน็ตชีวิตก็มืดมัวจะเอายังไงต่อ เรียกแท็กซี่ก็ไม่ได้เพราะต้องเปิดแอปเรียก แท็กซี่สนามบินก็ราคามหาโหด ตัดสินใจเดินออกไปนอกอาคารอาศัยความจำอันเป็นเลิศตามที่เคยอ่านผ่านๆมาว่ามีป้ายรถเมล์อยู่หลังลานจอดรถ มาถึงป้ายรถเมล์ดันไม่รู้ว่าต้องขึ้นสายไหน อ่านป้ายหน้ารถก็ไม่ออกสักกะตัว เดินไปถามคนนั้นคนนี้ก็ไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษ ขึ้นไปถามคนขับรถก็พูดกันไม่รู้เรื่อง เหลียวไปเหลียวมาเจอนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นก็เลยขอเขาGoogleให้ว่าต้องขึ้นรถสายไหน 11 และ 77 คือรถที่ต้องขึ้น รอรถมาขึ้นไปแล้วยื่นแบ็งค์100,000som ให้คนขับรถ พี่แกสั่นหัวดิก อ่ะไม่รับหรือไม่มีเงินทอนหรืออะไร? เห็นคนที่ขึ้นมาทีหลังยื่นบัตรไปแตะเครื่องจ่ายเงินแล้วมีเสียงดังปี๊ดแล้วก็ไปนั่ง ก็เลยล้วงบัตรเอทีเอ็มSCBที่มีอยู่ไปแตะบ้าง ปี๊ดดดด อ่ะคงใช้ได้เพราะไม่เห็นคนขับว่าอะไร ( มาเช็คดูในแอปธนาคารทีหลังโดนหักไปสี่บาทกว่าๆ ค่ารถ ) ขึ้นรถได้แล้วก็ยังไม่จบเพราะไม่รู้จะลงป้ายไหนก็เลยไปขอให้น้องนักเรียนช่วย โชคดีน้องพูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อยน้องก็เลยบอกว่าให้นั่งไปเรื่อยๆสิบห้านาทีแต่น้องจะลงหนึ่งป้ายก่อนเราให้เรานั่งต่อไปอีกหนึ่งป้าย ลงรถมาก็อีหยังวะเพราะป้ายรถเมล์อยู่หลังลานจอดรถแล้วสนามบินอยู่ตรงไหน? เดินไปเดินมาแบบงงๆพยายามมองหาตึกอาคารผู้โดยสารหรืออะไรสักอย่าง นู้นนน… ไกลโพ้น เดินมาจนถึงหน้าอาคารเล็กๆดูไม่สมกับเป็นอาคารผู้โดยสาร สอบถามพนักงานรักษาความปลอดภัยว่านี่Terminal3ใช่ไหม เขาบอกว่าใช่ก็เริ่มใจชื้น ความบันเทิงยังไม่จบเพราะมาถึงก่อนเวลาบินถึงสามสี่ชั่วโมงแต่ไฟลท์ดีเลย์ไปอีกเกือบชั่วโมง เรียกได้ว่าสองวันนี้ใช้เวลาเกือบทั้งหมดอยู่สนามบิน
 
     นั่งSilkaviaเครื่องบินเล็ก ATR 72-600จากTashkent มาUrgench ใช้เวลาสองชั่วโมง รวมเวลาที่ดีเลย์กว่าจะถึงUrgench ก็สามทุ่ม แอบชมตัวเองที่ยอมจ่ายขอบคุณตัวเองที่ยอมจ่าย15$จองแท็กซี่ของที่พักให้มารับเพราะสนามบินUrgenchเล็กมาก รถราก็แทบไม่มี ถ้าไม่จองรถไว้คงลำบากละทีนี้ นั่งรถมาอีกเกือบ50นาทีกว่าจะถึงที่พักในเมืองเก่าKhiva
เช็คอิน จ่ายค่าที่พักค่าแท็กซี่เงินSomที่กดมาก็หมดพอดีเพราะคิดว่าจะจ่ายค่าที่พักกับค่ารถเป็นดอลล่าร์ตามที่ตกลงกันไว้แต่พอมาถึงเขาจะเอาแต่เงินSom ไม่เป็นไรพรุ่งนี้ค่อยไปกดใหม่และหาซื้อซิมการ์ดด้วย
หรือว่าจริงๆแล้วฉันชอบความอิรุงตุงนัง?