Tuesday, September 26, 2017

Nepal September 2017 : Day 6


     September 11 : Day 6 Bhaktapur


     สียงกุกกักริมหน้าต่างห้องชั้นสามปลุกให้ฉันตื่นแต่เช้า ลุกขึ้นไปเลื่อนผ้าม่านออก นกพิราบคู่ต้นตอของเสียงบินจากขอบระเบียงด้วยความตกใจ แดดอุ่นๆสาดเข้ามาในห้องพาดผ่านแขนสีเข้มที่มีรอยขาวจากส่วนที่สายนาฬิกาทับไว้ ฉันนั่งลงบนขอบเตียงหมุนดัดตัวไปมาสี่ห้าครั้ง แล้วลุกขึ้นยืนทำโยคะแบบง่ายๆก่อนจะไปเข้าห้องน้ำ แต่งตัวเสร็จกก็คว้ากล้องถ่ายรูปลงไปชั้นล่าง เดินช้าๆมุ่งหน้าไปยัง Taumadhi Square เช้าตรู่แบบนี้ยังไม่ค่อยมีผู้คนมากนัก จะมีก็แต่คนสูงวัยที่นำดอกไม้มาบูชาตามวัดเล็กๆริมทาง ภาพคุ้นตาแบบนี้ทำให้ฉันนึกถึงบาหลีเพราะเป็นศาสนาเดียวกันกับที่นี่ ผู้คนก็แต่งกายคล้ายกันและมีดอกไม้ทัดหูเหมือนๆกัน วัดของพวกเขารวมไปถึงสิ่งก่อสร้างเล็กๆที่อยู่ตามมุมถนน มีเชิงเทียนทำจากเหล็กเป็นแถวยาว จุดธูป วางดอกไม้ ไหว้เสร็จก็ใช้นิ้วแตะผงสีแดงที่เรียกกันว่าซินดูร์หรือบินดิเจิมตรงหน้าผากของตัวเอง ฉันนั่งศึกษาเรื่องนี้อยู่พักใหญ่จึงได้ความว่าแต่ละแห่งการเจิมซินดูร์จะไม่เหมือนกัน บ้างก็เจิมเฉพาะหญิงที่แต่งงานแล้ว บ้างก็เจิมได้ทุกเพศทุกวัย บ้างก็เจิมได้เฉพาะนักบวช แต่ที่นี่ถือเป็นหลักว่าการบูชาจะไม่สมบูรณ์หากผู้ที่ทำการบูชาไม่ได้เจิมซินดูร์ ถึงฉันจะไม่ได้นับถือศาสนาเดียวกับพวกเขาแต่ฉันก็ยกมือไหว้เมื่อเดินผ่านวัดเหล่านั้นเสมอ บางครั้งจะมีนักบวชเดินมาหาและเจิมหน้าผากให้ เงินในจำนวนที่ฉันพอจะแบ่งทำบุญกับเขาได้จะถูกหย่อนลงในภาชนะที่นักบวชถือมา

    Taumadhi Square ยามเช้ามีตลาดเล็กๆกระจายอยู่รอบบริเวณ กระสอบเก่าๆถูกนำมาปูข้างถนนหรือไม่ก็ตามขอบแนวกำแพงที่ทรุดลงจากเหตุแผ่นดินไหว แตงกวา ฝักกระเจี๊ยบ มะระขี้นก หัวผักกาด ผักกาด และผักอีกไม่กี่ชนิดถูกนำมาวาง กล้วยขายเป็นกองกองละสี่ห้าลูก พริกเม็ดกลมๆสีเขียวแดงดูน่ารัก พ่อค้าแม่ขายแต่ละคนไม่ได้มีสินค้ามาขายมากมาย แต่ละคนก็ขายกันคนละอย่าง คนหนึ่งขายกระเจี๊ยบห้ากอง อีกคนขายแตงกวาสามกอง มันเป็นธุรกิจที่ฉันคิดว่ายุติธรรมมาก แอบนึกไปถึงหลายปีก่อนที่ตลาดปาปัวนิวกินี มีพ่อค้าแม่ค้าหลายเจ้าขายบริการไฟแช็ก ไฟแช็กธรรมดาๆหนึ่งอันมัดเชือกผูกติดกับหลักไม้ ใครอยากจุดอยากเผาอะไรก็มาจ่ายเงินแล้วจุดใช้ มันน่าทึ่งตรงที่ว่าเขาไม่ได้ขายอะไรพ่วงไปด้วย ร้านของเขาคือพื้นหญ้า หลักไม้ และไฟแช็ก


    สายๆฉันกลับเข้ามาที่พัก โต๊ะอาหารโต๊ะใหญ่มีแต่ฉันกับหนึ่งสาวจากอังกฤษและอีกหนึ่งสาวจากเปรู อาหารเช้าฝีมือเด็กหนุ่มพนักงานสารพัดตำแหน่งอร่อยใช้ได้ เขาปิ้งขนมปังด้วยกระทะร้อนๆ เสริฟพร้อมกับมะเขือเทศย่าง แฮชบราวน์เนยและแยม กาแฟใส่นมหอมจนฉันอดใจไม่ไหว นั่งคุยกับสาวๆได้ความว่าเป็นกลุ่มอาสาสมัครจากกาฐมัณฑุมาเที่ยวที่นี่สองสามวัน เราคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการกันอยู่ค่อนชั่วโมงก่อนจะแยกย้ายกันไป เสร็จจากอาหารเช้าฉันใช้เวลาเวลาไปกับออกเดินสำรวจเมืองฝั่งเหนือจนถึงบ่ายแดดจัดก็แวะกินโยเกิร์ตใส่ถ้วยดินเผาที่โปรดปรานเสร็จก็กลับเข้ามาพักผ่อน สีโมงเย็นแดดอ่อนลงฉันออกเดินอีกรอบทางฝั่งใต้ เดินลึกเข้าไปตามตรอกซอกซอยเล็กๆเห็นการก่อสร้างยังมีอยู่ทุกจุดของเมือง ถุงบรรจุทรายหนักอึ้งถูกแบกไว้บนหลังพร้อมกับสายที่รัดไว้กับหน้าผาก ครั้งแล้วครั้งเล่าที่พวกเขาขนมันขึ้นไป ชั้นที่สอง ชั้นที่สาม ชั้นที่สี่ ชั้นที่ห้า ผู้หญิงนั่งอยู่กันเป็นกลุ่มๆบรรจงขัดก้อนอิฐดินเผาที่พังทลายลงมาก้อนแล้วก้อนเล่าเพราะเหตุแผ่นดินไหวสองปีก่อน เขาจะขัดทำความสะอาดก้อนอิฐพวกนี้และจะทำให้มันเป็น "บ้าน" อีกครั้งด้วยแววตามุ่งมั่น ฉันเดินผ่านซากปรักหักพังเหล่านั้นไปเรื่อยๆ มองออกไปเห็นทุกสิ่งก่อสร้างบนหลืบเขาแห่งนี้ที่พังทลายด้วยจิตใจที่ห่อเหี่ยว อยากจะปลอบโยนพวกเขา บอกพวกเขาว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะดีขึ้นพร้อมกับกาลเวลา แต่คำเดียวที่ฉันสื่อสารกับพวกเขาได้ก็คือ นามัสเต และใจที่รื้อไปด้วยน้ำตา


    ฉันบอกลาพระอาทิตย์กับอาหารเย็นบนดาดฟ้าของชาวธิเบต ร้านอาหารเล็กๆแอบอยู่ในซอกลึกลับที่ด้วยฉันเหลือบเห็นด้วยความบังเอิญและมันก็เป็นความบังเอิญที่ดีมาก ถึงแม่ว่าจะต้องพาตัวเองขึ้นมาสูงลิบกับบันไดที่แสนชันจนต้องหยุดหอบหลายครั้งคราแต่วิวที่เห็นมันก็ทำให้หายเหนื่อย ลมเย็นๆกระทบหน้า ภาพของหุบเขาสลับซับซ้อนที่ปรากฏอยู่รอบตัวสามร้อยหกสิบองศา เด็กชายชาวธิเบตนำอาหารมาเสริฟพร้อมรอยยิ้มเป็นมิตร มีน้องสาวตัวเล็กๆของเขาแอบมองมาจากด้านหลัง Momo Daal และTarkari ของพวกเขาไม่ได้อยู่ในภาชนะสวยงามเหมือนที่ฉันกินที่ร้านใหญ่โตวันก่อน โต๊ะกินข้าวที่นี่ก็เป็นโต๊ะพลาสติกธรรมดา น้ำก็ยกมาให้ทั้งขวดไม่มีแก้วใส่ให้ แต่อาหารของพวกเขาอร่อยมากมาย แกงถั่วข้นคลั่กมันเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดสำหรับฉันเพราะเป็นแหล่งโปรตีนแทนจากเนื้อ ผัดมันฝรั่งกับผักอีกสองสามอย่างใส่เครื่องเทศหอมพอได้กลิ่น ข้าวเมล็ดป้อมๆนุ่มละมุนในปาก


    เมืองเล็กๆท่ามกลางหุบเขา เมืองที่เกือบจะล่มสลายด้วยภัยธรรมชาติ เมืองที่มีอะไรๆน่าสนใจเยอะแยะ เมืองที่มีรสชาติเหมือนลูกหว้าสุกจัด และจะเป็นอีกหนึ่งเมืองที่ฉันจะไม่ลืม Bhaktapur








Nepal September 2017 : Day 1 - Day 5



    Nepal September 2017
    September 6 : Day 1 Chiangrai - Bangkok
    September 7 : Day 2 Bangkok - Katmandu
    September 8 : Day 3 Katmandu
    September 9 : Day 4 Katmandu

    September 10 : Day 5 Katmandu - Bhaktapur

      ฉันตื่นนอนแต่เช้าตรู่ เป็นการตื่นนอนเช้าแรกในโรงแรมราคาประหยัดหลังจากที่นอนโรงแรมหรูในเมืองมาสองคืนเพื่อให้รางวัลตัวเองเนื่องในวันคล้ายวันเกิด ห้องเล็กๆพร้อมห้องน้ำในตัวมันให้ความสะดวกสบายพอสมควรสำหรับหนึ่งคืน หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จก็เก็บของใส่เป้แบกลงมาข้างล่าง เป้ใบเล็กมีเสื้อผ้าแค่ไม่กี่ผืนแต่ที่ทำให่มีน้ำหนักก็คือกล้องถ่ายรูปตัวใหญ่พร้อมเลนส์เสริมอีกสองอันที่หอบหิ้วมาด้วย เมื่อวานก่อนเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรมในเมืองฉันตัดสินใจแยกเสื้อผ้าส่วนหนึ่งออกใส่กระเป๋าสำรองแล้วฝากทางโรงแรมไว้จนถึงวันสุดท้ายก่อนกลับบ้านค่อยมารับคืน เด็กหนุ่มพนักงานโรงแรมนอนยาวหลับอยู่บนโซฟา ห้องอาหารยังคงเงียบกริบ ฉันส่งเสียงเรียกเบาๆจนเขาขยับตัวตื่นและเวลาอีกไม่ถึงยี่สิบนาทีกาแฟร้อนๆกลิ่นหอมๆก็มาวางอยู่ตรงหน้าฉัน กี่สัปดาห์แล้วที่ไม่ได้ลิ้มรสกาแฟด้วยสาเหตุของสุขภาพ ฉันตัดสินใจจิบกาแฟครึ่งถ้วยนั้นช้าๆพร้อมกับซึมซาบรสชาติเข้าไปให้ถึงส่วนที่ลึกที่สุดของประสาทสัมผัส ปาดเนยลงขนมปังแผ่นหนาสองแผ่นวางทับออมเล็ตที่มีรสเผ็ดนิดๆ นั่งกินช้าๆไม่รีบเร่งแล้วตบท้ายด้วยมะละกอสุกรสหวานแหลม
เช็คเอ้าท์พร้อมล่ำลาพนักงานโรงแรมเสร็จก็เดินลัดเลาะออกมาตามซอกซอยเล็กๆหาทางออกมาถนนใหญ่ ผังเมืองย่านทาเมลของกาฐมัณฑุดูคล้ายๆกับผังเมืองเมืองพาราณาสี มีรูเล็กรูน้อยทะลุไปมาคล้ายกับโพรงมด ฉันเช็คดูทิศทางจากจีพีเอสบนโทรศัพท์มือถือจนแน่ใจว่าต้องออกทิศไหนแล้วก็ก้าวเท้าไปเรื่อยๆ มุดซอกนั้นออกซอกนี้อยู่นับสิบนาทีก็ทะลุออกมาถึงถนนใหญ่ คนขับแท็กซี่ตรงรี่เข้ามาถามว่าฉันจะไปไหน ฉันบอกจุดหมายว่า เมืองBhaktapur ภัคตปูร์ เขาบอกว่าอยู่ที่ราคาหนึ่งพันรูปี ระยะทางสิบหกกิโลเมตรกับเงินสามร้อยบาทมันไม่แพงเลย แต่ฉันเดินทางคนเดียวทุกการใช้จ่ายคือจ่ายเต็มๆ บวกกับระยะเวลาอีกหลายวันที่ต้องกินอยู่ที่นี่ทำให้ต้องประหยัด อากาศตอนเก้าโมงเช้าของกาฐมัณฑุเริ่มดุดัน แดดจ้าพร้อมกับควันรถทำให้บรรยากาศดูเลวร้าย ฉันควักหน้ากากอนามัยพร้อมกับแว่นกันแดดอันโตมาใส่ เสื้อแขนยาวคลุมถึงหลังมือพร้อมกางเกงฮาเร็มทำให้รู้สึกปลอดภัย แอบเข้าข้างตัวเองว่าอย่างน้อยมลพิษเหล่านั้นคงสัมผัสตัวน้อยลง

     เกือบยี่สิบนาทีกับการเดินฝ่าฟันมลพิษและผู้คนฉันก็พาตัวเองมาถึง Bhaktapur Bus Park เป็นสถานีขนส่งหนึ่งในหลายๆสถานีในเมืองนี้ รถเมล์เก่าบ้างใหม่บ้างหลายสิบคันจอดเรียงรายอยู่ ฉันเอ่ยถามผู้คนแถวนั้นว่าต้องขึ้นรถคันไหน พยายามกระดกลิ้นรัวออกเสียงให้ฟังดูแขกๆซึ่งก็ได้ผลทุกครั้ง หากยังไม่เข้าใจจริงๆก็มีที่จดเอาไว้เป็นภาษาเขา การเดินทางมันสอนฉันไว้หลายๆอย่าง รถเมล์เนปาลสนุก มีฉันคนเดียวที่เป็นต่างชาติ คนขับเปิดเพลงแขกให้ฟังโยกไปมาคึกคัก มีตาคมๆหลายๆคู่แอบมองดูฉัน คงตกใจที่ฉันถอดหน้ากากอนามัยและแว่นตาออกมาโชว์ฟันจอบพร้อมกับสิวเม็ดเท่าบ้านที่เกิดจากฝุ่นในอากาศที่นี่ ได้เพื่อนใหม่เป็นสาวเนปาลีนั่งข้างๆ นางไอจนน่ากลัวว่าปอดจะหลุดออกจากร่างฉันก็เลยแบ่งฟิชเชอร์แมนเฟรนด์ให้ไปสองเม็ด นางถามแอดเฟสบุ๊คแนวเดียวกันกับที่ฉันโดนถามมาแล้วหลายสิบครั้งจากหนุ่มที่เจอบนถนนในเวลาสามวันที่ผ่านมา นั่งคุยกันได้สักพักนางก็ลงรถไป รถจากกาฐมัณฑุไปบักตปุรใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงสนนราคายี่สิบห้ารูปี เด็กท้ายรถบอกให้ฉันลงเมื่อฉันที่หมายแล้วรถก็แล่นไปเมืองอื่นต่อ ฉันลงรถมาแบบงงๆเพราะจู่ๆกูเกิ้ลแมพที่เปิดไว้ก็ไม่มีสัญญาณ ข้ามถนนเดินตรงไปเรื่อยๆจนเจอกับกลุ่มรถแท็กซี่ พวกเขาถามว่าฉันจะไปไหน ฉันตัดสินใจไปตั้งหลักที่ Bhaktapur Durbar Sqare เพราะเป็นชื่อเดียวที่จำได้จากการอ่านประวัติเมืองเมื่อคืน และจำได้ว่าโรงแรมที่จองไว้อยู่ใกล้ๆกัน คนขับรถแท็กซี่ยิ้ม(อ่อน)พร้อมกับชี้ไปแล้วบอกว่าเดินไปห้าเมตร หลังกำแพงนั้นคือ Bhaktapur Durbar Square 😝

    อาศัยกูเกิลแมพโหมดออฟไลน์ฉันเดินลัดเลาะไปจนเจอโรงแรมที่จองไว้ เจ้าของโรงแรมต้อนรับฉันด้วยชาเนปาลหอมกรุ่น แต่แอบคิดในใจว่าวันนี้จัดทั้งชาทั้งกาแฟจะเป็นไรมั้ยนิ คุยกันถูกคอได้อัพเกรดเป็นห้องชั้นสามพร้อมระเบียง ห้องตกแต่งสวยงามพร้อมเตียงใหญ่ในแบบที่ฉันชอบ ตัดสินใจจองต่ออีกหนึ่งคืนเพราะเริ่มชอบที่นี่ เก็บเป้ให้เข้าที่ คว้ากล้องออกเดินเข้าไปในเมือง เมือง Bhaktapur เป็นเมืองที่น่าสงสารมาก เหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ยี่สิบห้า เมษายน ปีสองพันสิบห้า ทำให้เมืองเกือบทั้งเมืองเสียหาย สองปีกว่าผ่านไปแล้วแต่ร่องรอยความเสียหายยังมีให้เห็นอยู่ทั่ว ชาวบ้านยังคงซ่อมแซมบ้านตัวเองอยู่ บางบ้านก็ต้องสร้างใหม่ทั้งหลัง เสียงการก่อสร้างยังดังอยู่ทั่วเมือง ฉันเดินไปเรื่อยๆจนสังเกตว่ามีเสียงมอเตอร์ไซค์ขับตามฉันมาได้สักพักก็เลยหันกลับมาดู หนุ่มเนปาลท่าทางเรียบร้อยเจ้าของมอเตอร์ไซค์คันโตยิ้มกว้างให้ฉัน Where are you going? เขาถามด้วยประโยคภาษาอังกฤษชัดถ้อยชัดคำ ฉันตอบเขาไปว่าเดินดูเมืองไปเรื่อยๆ เขาเชื้อเชิญให้ฉันซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์และแน่นอนฉันไม่ได้ปฏิเสธ หมู่บ้านนี้ไปทะลุหมู่บ้านโน้น โรงเรียน วัดฮินดู จุดที่แผ่นดินไหวแรงที่สุด หมู่บ้านปั้นหม้อ สารพัดที่ที่เขาพาฉันไปดู ไม่แน่ใจว่าด้วยความบังเอิญหรือบุญถึงจึงทำให้ได้เข้าไปถึงวัดพุทธแห่งหนึ่งในหลืบเขาหนทางสลับซับซ้อน แล้วก็ได้รับอานิสงส์อาหารกลางวันจากที่นี่ด้วย มือฉันกำลังถือจานอาหารที่แม่ออกและแม่ชีตักให้ ตาก็เหลือบขึ้นมองบนผนัง สาธุ ใจมันตื้นตันไปหมด น้ำตาออกมาคลอเบ้า พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชการที่เก้า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐินพระราชทานทอดถวายณ.วัดแห่งนี้ วัดมุนีวิหาร เมื่อวันที่สิบเอ็ด ตุลาคม พุทธศักราชสองพันห้าร้อยห้าสิบสอง กินอาหารจนหมดจานยกมือไหว้พระบรมฉายาลักษณ์แล้วเดินไปในวิหาร ปัจจัยส่วนหนึ่งที่มีอยู่ถูกหย่อนลงไปในตู้บริจาค สาธุ สาธุ สาธุ บุญแท้ๆที่ได้มาถึง

   หนุ่มเนปาลยังคงตั้งหน้าตั้งตาพาฉันซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ขึ้นลงเขาไปเรื่อยๆจนฉันต้องขอร้องเขาให้ไปส่งที่วัดแห่งหนึ่งไม่ไกลจากที่พัก เขาเฝ้าถามถึงที่พักแต่ฉันก็เลี่ยงที่จะไม่ตอบ ฉันอ้างว่ายังไม่กลับที่พักตอนนี้แต่จะถ่ายรูปอยู่แถวๆนี้ไปเรื่อยๆ และต้องการจะอยู่คนเดียว เขาไม่ได้เรียกร้องอะไรและไม่ได้อะไรนอกจากน้ำดื่มหนึ่งขวดที่ฉันซื้อให้เขา บางทีเรื่องของน้ำใจมันก็ยิ่งใหญ่นัก แต่บางทีในมุมมองของนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นที่อยากช่วยมันมีเส้นบางๆที่อยู่ระหว่างคือ ระวังตัว กับ น้ำใจ
Bhaktapur เมืองเล็กๆ เศร้าๆ กลางหุบเขาของประเทศเนปาล











  

Monday, August 21, 2017

No real ending


  There is no real ending
  It's just the place where I stop the story.

  Life is tough, but also beautiful.



Tuesday, August 1, 2017

นักขโมยจิตวิญญาณ



      ฉันตั้งใจทำงานมาเกือบสิบปี ทุ่มทั้งแรงกายแรงใจ คิดหาสิ่งใหม่ๆมาเพิ่มเติม  ทั้งวัตถุดิบคุณภาพสูง การตกแต่งอาหาร เทคนิควิธีการสอน เตรียมพร้อมรับงานตลอด 24ชั่วโมง วันหนึ่งมีเด็กสาวชาวอาข่ากับฝรั่งต่างชาติมาเรียนทำอาหารกับฉัน ไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้นเขาก็เปิดสอนทำอาหารบ้าง เลียนแบบทุกสิ่งทุกอย่างจากฉันไป ขโมยความคิดของฉันที่อุตส่าห์สะสมมาเกือบชั่วชีวิต 

  เขาจะรู้มั้ยว่า เขาไม่ได้แค่ขโมยความคิดของฉัน แต่เขาได้ขโมยจิตวิญญาณของฉันไปด้วย
    
          โลกใบนี้บางทีก็โหดร้ายนัก

   ---------------------------------------------------








Friday, July 14, 2017

....


    Once upon a time.... love is pain





Monday, July 3, 2017

ความรู้สึก


 ความรัก  อ่อนหวาน ละมุนซึมซาบไปทุกส่วนของร่างกาย


  ความโกรธ แผดเผา เร่าร้อน


  ความคิดถึง  เจ็บปวด กรีดลึกลงบนหัวใจ



  กว่าจะผ่านพ้นไปได้ กว่าจะกลับมาเป็นตัวเอง แทบสิ้นกำลัง


Tuesday, June 13, 2017

Memories



   
     Someday when the pages of my life end, I know many of you will be one of the most beautiful chapters. 
     

     A million feelings

     A thousand thoughts


     A hundred memories


     just from one person