Saturday, September 20, 2014

Classic USA Road Trip, 4th September - 27th September 2014. Part 1


   520ไมล์ 9ชั่วโมงครึ่ง จากรัฐไอดาโฮมาถึงรัฐมอนแทน่า สู่ทางเข้าด้านตะวันตกของเยลโลว์สโตน ใช้เส้นทางหมายเลข 12 90 287 และจบลงที่ 191ขับรถขึ้นลงภูเขาลูกแล้วลูกเล่าดูเหมือนว่าจะไม่มีที่สิ้นสุด ยิ่งหนทางไกลเท่าไหร่ฉันก็รู้สึกว่าตัวฉันเล็กลง เล็กลง ไปทุกที ภูเขาสูงๆยังมีหิมะคลุมอยู่บนยอดสีสันตัดกันน่าดู ขาว เขียว นำ้ตาลเข้ม ภูเขาลูกที่ตำ่กว่าปกคลุมไปด้วยต้นสนหลายๆพันธุ์ ถนนตัดตามลำธารสายเล็กๆคดเคี้ยว นำ้ใสๆไม่ได้ลึกอะไรมองเห็นโขดหินใต้นำ้รูปร่างแปลกตา นึกไปถึงพู่กันกับสีและผ้าใบที่วางอยู่มุมกระท่อมน้อยที่เชียงราย อยากเอามาละเลงสีสวยๆตามที่ตาเห็นตอนนี้ มันเป็นการขับรถที่ยาวนานครั้งหนึ่งในชีวิตฉัน อเมริกากว้างใหญ่มากแต่ประชากรไม่ได้กระจายกันอยู่ทั่วประเทศ บางครั้งฉันขับรถเกือบชั่วโมงกว่าจะเจอบ้านซักหลังหรือปั๊มนำ้มันซักแห่ง อดคิดไม่ได้ว่าถ้ารถเสียจะต้องรอความช่วยเหลือนานเท่าไหร่เพราะหลายๆที่ก็ ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ผ่านจุดสวยๆมากมายแต่ไม่สามารถจอดรถถ่ายรูปได้เพราะรถที่ขับบนเส้นทางนี้ใช้ ความเร็วสูงมากและไม่มีที่ให้จอดริมทาง ได้แต่เก็บภาพเหล่านั้นไว้ในความทรงทำให้ลึกและมากที่สุด
    หยุดพักอยู่หลายรอบเพราะความเหนื่อยและง่วง กาแฟที่นี่ไม่มีอะไรมากไปกว่านำ้ร้อนสีนำ้ตาลใสๆหากวัดค่าคาเฟอีนก็คงได้ออก มาไม่มากนัก กาแฟของสตาร์บัคค่อยเข้มขึ้นมาหน่อยแต่ก็ยังเทียบไม่ได้กับของบ้านเรา ผ่านหมู่บ้าน เมืองเล็กๆ ทุกๆที่จะมีร้านคล้ายๆกัน สตาร์บัค เคเอฟซี ซับเวย์ แมคโดนัล เบอร์เกอร์คิง ทาโค่ร้านพวกนี้ไม่สามารถกระตุ้นต่อมอยากฉันได้เพราะที่ไหนๆก็มี ยอมเสียเงินเพิ่มนิดหน่อยหยุดตามซุปเปอร์มาร์เก็ตหาอะไรแปลกๆลอง เนื้อแห้งยี่ห้อแจ็คอะไรซักอย่างเคี้ยวเพลินมากได้อารมณ์ประมาณเนื้อแดด เดียวบ้านเรา อัลมอนด์อบแห้งถุงย่อม ผลไม้อีกหลายๆอย่างที่บ้านเราไม่ค่อยมีหรือแพงก็จัดมาซะหลายลูก นำ้เปล่าขวดโต แค่นี้ก็เอาอยู่แทนที่มื้อกลางวัน แอบเห็นคนที่นี่ซื้อเป๊ปซี่แก้วจัมโบ้จากแมคโดนัลราคาแค่89เซ็นต์แต่เราซื้อ นำ้เปล่าราคาตั้ง1.80$ มิน่าคนที่นี่ถึงอ้วนนักนำ้อัดลมมันถูกนี่เอง
   ขับรถมาเรื่อยๆพอเห็นป้ายให้ระวังควายไบซันก็เริ่มใจชื้น เข้าเขตเยลโล่ว์สโตนละงานนี้ต้องขอบคุณจีพีเอสของโทรศัพท์ที่ใช้อยู่ ของเขาแม่นจริงๆแถมใช้เป็นกล้องถ่ายรูปก็ได้อีก อิอิ หิวจนตาลายรีบหาที่ชิมปลาเทร้าท์ชื่อดังจากแม่นำ้ที่นี่ รสชาติไม่ผิดหวังจริงๆแต่แอบบ่นในใจหน่อยว่าปลาครึ่งตัวเนี่ยนะ600กว่าบาท ที่บ้านกินกันได้เป็นอาทิตย์ อั๊ยยยย เที่ยวหลายวันงบมันก็ร่อยหรอมั่งอะนะ ไม่เป็นไรพรุ่งนี้แก้ตัวกินเบาๆหน่อยละกัน แอบดูห้องพักเห็นมีไมโครเวฟกับกาต้มนำ้บริการอยู่ กาแฟฟรี อาหารเช้ารวมอยู่แล้ว ขำๆกันไปอีกยาววววว...
— feeling strong at Yellowstone National Park.




    เดอะ เยลโลว์สโตน วันตามล่าหาควายไบซัน
   ตั้งแต่ขับรถเข้ามาในเขตเยลโลว์สโตนเมื่อวานก็เห็นแต่ป้ายระวังชนควาย ระวังชนหมี ระวังชนกวาง จึงตั้งใจไว้ว่าวันนี้อย่างน้อยจะต้องได้เห็นควายไบซันตัวเป็นๆให้ได้ เพราะตอนเป็นเด็กเคยดูละครทีวีแล้วนางเอกก็ชอบด่าพระเอกที่(เล่น)เป็นลูกครึ่งว่า ไอ้ควายไบซัน ตอนนั้นก็แอบสงสัยอยู่ว่าทำไมไม่ควายเฉยๆทำไมต้องควายไบซัน??
    เสียงคนข้างห้องตื่นกันตั้งแต่เช้าตรู่คงเตรียมตัวไปส่องสัตว์ช่วงเช้า สำหรับสุวรรณี No! เปิดม่านหน้าต่างดูเห็นยังไม่สว่างดีแถมมีนำ้แข็งบางๆเกาะกระจกรถอีกเต็ม นึกถึงสภาพตัวเองยืนสั่นขูดกระจกรถก่อนขับไปทำงานเหมือนที่เคยทำมานับสิบปี ช่วงที่อยู่ยุโรปแล้วถอดใจ แถมประสบการณ์ส่องสัตว์เช้ามืดเหมือนที่ครั้งหนึ่งเคยทำที่ประเทศกัวเตมาลา เมื่อหลายปีก่อนก็เป็นประสบการณ์ที่ไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่ ตื่นมาตีสาม นั่งเรืออีกชั่วโมง เดินป่าอีกสามสี่ชั่วโมง เจอนกสองตัวกับควายอีกสองตัว มะเอาดีกว่าาาาา... ไปสายหน่อยขอแค่เห็นควายไบซันซักตัวสองตัวก็พอใจละ
สายๆขับรถเข้าไปในเขตอุทธยาน จ่ายค่าเสียหายไป50$สำหรับตัวเองและอีก25$ของไอ้Jeepเล็ก นำ้มันเติมมาเต็มถังจากข้างนอก ลิตรละ 1.10$ อย่าให้เล่าต่อเรื่องราคานำ้มันเลยเดี๋ยวจะยาวแถมลามปามไปถึงคนโน้นคนนี้ อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน (Yellowstone National Park) เป็นอุทยานแห่งแรกของโลกและของสหรัฐอเมริกา ตั้งอยู่ในเขตติดต่อสามรัฐได้แก่ ไวโอมิง มอนแทนา และไอดาโฮ แต่พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในรัฐไวโอมิง เป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ มีเนื้อที่มากกว่า 8,992 ตารางกิโลเมตร ภายในอุทยานประกอบไปด้วยที่ราบสูงและภูเขาสูงมีหน้าผาชัน และมีทะเลสาบเยลโลวสโตน เป็นอุทยานแห่งชาติที่มีบ่อน้ำร้อน น้ำพุร้อนมากกว่า 10,000 แห่ง และ 250 แห่งเป็นบ่อน้ำพุร้อน(เป็นแมกมาใต้ดินที่พุ่งออกมา) และน้ำพุร้อนที่สำคัญคือ น้ำพุร้อนโอลด์เฟทฟุล มีน้ำพุงออกมาทุก ๆ 33 และ 93 นาทีโดยไม่เปลี่ยนแปลงเลยในรอบ 100 ปี มีน้ำตกกว่า 300 แห่งและสามารถค้นพบได้อีกมากมาย สัตว์ป่าที่น่าสนใจในอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน ได้แก่ หมีกริซซ์ลี หมีดำ ควายป่าไบซัน กวางมูส กวางเอลก์ แพะภูเขาบิกฮอร์น แมวป่า หมาป่า
    ขับรถเข้าไปไม่ถึง10ไมล์รถเริ่มติด นี่ขนาดไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยวของที่นี่ ขับตามๆกันไปจนมาถึงต้นตอของรถติด ควายไบซันสามสี่ตัวยืนเล็มหญ้าอยู่กลางทุ่งลิบๆตา รีบหาที่จอดรถและคว้ากล้องกับเลนส์18/200มาส่อง ได้รูปควายมาตัวเท่าขี้ตาแมว สมน้ำหน้าตัวเองที่ขี้เกียจหิ้วเลนส์เสริม ขับเข้าไปลึกเรื่อยๆเริ่มเจอควายเพิ่มขึ้นอีกหลายตัว ความตื่นเต้นเริ่มน้อยลงจนเกิดอาการเบื่อควายเลยเปลี่ยนเป้าหมายไปที่บ่อนำ้ พุร้อน นำ้พุร้อนที่นี่ไม่ได้เหม็นกำมะถันตุๆแบบทางบ้านเรากลิ่นค่อนข้างน้อยแถมมี สีสันสวยงามแตกต่างกันไป การจะไปดูนำ้พุร้อนสีสวยๆก็ต้องลงทุนเดินระยะทางจากที่จอดรถก็ไกล้ไกลแตก ต่างกันไปแต่สรุปแล้ววันนี้ฉันคงเดินมากกว่า40กม. อากาศเย็นๆทำให้เดินไม่เหนื่อยนัก ขาสั้นก็อาศัยเดินเร็วๆแซงฝรั่งตัวโตๆคนแล้วคนเล่า น่าภูมิใจชะมัด ให้กำลังใจตัวเองว่าเดินเยอะขนาดนี้เย็นนี้อนุญาตให้ตัวเองกินไก่ทอดKFC แถมมันบดอีกถ้วยนึง เอาเป๊ปซี่อีกแก้วก็ได้
   ขับผ่านผ่านนำ้พุร้อนอีกหลายร้อยบ่อผ่านภูเขาอีกหลายสิบลูกจนรู้สึกว่าหู อื้อและสภาพภูมิทัศน์เปลี่ยนไป บนภูเขาที่ขับรถอยู่ยังมีหิมะคลุมเป็นจุดๆ เช็คระดับความสูงได้เกือบ3,000เมตร มิน่าหูถึงดับ ขึ้นเขาลงเขาอีกหลายครั้งจนบ่ายกว่าจึงตัดสินใจกลับออกมาทางประตูตะวันตก เยลโลว์สโตนกว้างใหญ่เกินไปเอาไว้พรุ่งนี้ค่อยมาต่อส่วนที่เหลือ. A big big girl in the big big world
— at Yellowstone National Park.


Chapter3

เสียงกุกกักดังขึ้นมาจากมุมห้องฉันลืมตาขึ้นมองมาต้นเสียง ความมืดยังคงปกคลุมห้องของโรงแรมริมทะเลสาปที่ฉันเข้าพักตั้งแต่เมื่อคืนนี้ ฉันขยับตัวเพ่งสายตาฝ่าความมืดเห็นเงาของคนตัวสูงเดินเข้ามาหา มืออุ่นยื่นมาสัมผัสแก้มฉัน "ขอโทษนะ ผมทำให้คุณตื่นเหรอ จะออกไปวิ่งแต่ผมหารองเท้าไม่เจอก็เลยค้นในกระเป๋า" ฉันนอนนิ่งเงียบอยู่สัมผัสของมืออุ่นๆข้างนั้นทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย "คุณนอนต่อนะ มันยังเช้ามากและข้างนอกก็หนาว อีกสองชั่วโมงผมจะกลับมาพร้อมกาแฟแบบที่คุณชอบ" เขาโน้มตัวมาแนบคางสากๆแนบแก้มฉัน ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้งหลังจากเสียงปิดประตูตามหลัง ฉันยังนอนนิ่งอยู่ใต้ผ้าห่มสีขาวนุ่มหนาผืนโต อากาศยามเช้าตรู่ริมทะเลสาปของนอร์ทเวสท์ค่อนข้างเย็นแต่เขาก็ยังคงออกไปวิ่งตามปรกติทุกเช้าไม่ว่าจะที่บ้านหรือออกมาเที่ยวพักผ่อนหลายวันแบบนี้ ฉันเสียอีกที่ตามใจตัวเองจนเคยตัวจะทำอะไรแต่ละอย่างต้องให้อารมณ์พร้อม ฉันจึงเป็นคนที่ทำอะไรเยอะมากแต่ไม่สม่ำเสมอ เขาเคยบอกฉันว่าฉันเหมือนกับภาพวาดabstract มันมีอะไรเยอะแยะมากมายในนั้นไม่แน่ใจว่าคืออะไรบ้างแต่รวมกันมันออกมาน่าสนใจ
  ฉันตัดสินใจลุกจากที่นอนอันแสนอบอุ่นคว้าเสื้อคลุมผืนยาวนุ่มที่ทางโรงแรมจัดเตรียมไว้ให้มานุ่งห่ม เท้าสอดเข้าไปในรองเท้าบู้ทบุขนแกะนุ่มคู่โปรดที่หอบหิ้วไปด้วยทุกที่ เปิดไฟแรงเทียนตำ่สองดวงตรงมุมห้องพร้อมปรับอุณหภูมิเครื่องทำความอุ่นให้สูงขึ้นอีกนิด เดินย้อนกลับมาหาภาพเขียนที่เขียนค้างไว้และยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เปิดไฟเหนือภาพเขียนพร้อมกับเตรียมสีและพู่กัน อยากเขียนให้เสร็จวันนี้พรุ่งนี้จะได้เก็บข้าวของย้ายไปนอนในเมืองไกล้สนามบินเตรียมพร้อมกับการเดินทางกลับไทยในวันถัดไป ปรับขาตั้งผ้าใบให้สูงขึ้นอีกนิดและเริ่มลงสีเหลืองทองเหลือบน้ำตาลลงบนภาพเขียน มันเป็นรูปของต้นไม้กำลังเปลี่ยนสีที่เรียงรายอยู่ริมทะเลสาป ฉากหลังที่เห็นอยู่ลิบๆเป็นภูเขาสีนำ้เงินเข้มที่ยอดยังมีหิมะสีขาวจัดเหลือบอยู่ ฉันเริ่มเขียนรูปนี้เมื่อสองวันก่อนหลังจากที่ดื่มด่ำกับความงามของสถานที่จริงและซึมซับทุกรายละเอียดไว้จนหมดก็กลับมาตั้งผ้าใบเขียนรูปในห้อง ฉันไม่ชอบเขียนรูปกลางแจังมันมีหลายสิ่งหลายอย่างรอบตัวที่เคลื่อนไหวมากเกินไปทำให้ไม่มีสมาธิ กลิ่นสีอะคริลิคจางๆไม่ฉุนเฉียวเหมือนสีน้ำมันที่ฉันเคยโปรดปรานเมื่อหลายปีก่อน เขาอีกนั่นแหละที่ทั้งขอร้อง บังคับและอ้อนวอนให้ฉันหยุดใช้สีน้ำมันเขียนรูป "มันอันตรายเกินไป กลิ่นของมันทำลายระบบประสาทและกล้ามเนื้อคุณของคุณได้อย่างร้ายกาจเลยนะตัวเล็ก" เขายังบรรยายเรื่องความเลวร้ายของสีน้ำมันให้ฟังเรื่อยๆจนฉันตัดสินใจใช้มันในที่สุด เหมือนกับอีกหลายๆอย่างที่เขาเคยเตือนฉัน "คุณดื่มเบียร์จัดมากนะช่วงนี้ ทุกวันและวันละหลายๆแก้ว คุณลองมาดื่มไวน์แทนมั้ย ดื่มกับผมวันละแก้วช่วงหัวค่ำหรือกับมื้อเย็นก็ได้" เขามักจะมีวิธีพูดให้ฉันไม่รู้สึกแย่ เขารู้ว่าถ้าเขาห้ามฉันฉันก็คงทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามอยู่ดี ฉันดื่มเบียร์เพราะในสังคมของฉันมันเป็นเครื่องดื่มที่นิยมและราคาก็พอรับกันได้ ฉันเองก็ไม่ได้ดื่มเพื่อรสชาติแต่ดื่มเพราะชอบในเอฟเฟคของการดื่ม ชอบที่จะได้พูดคุยกับคนอื่น หัวเราะกันได้ง่ายขึ้น จากนั้นเขาก็จัดหาไวน์แบบที่ฉันชอบ เยอรมันไอซ์ไวน์ขวดเล็กเรียวที่หายากและราคาสูงกว่าไวน์ชนิดอื่นเพราะผลิตจากผลองุ่นที่แข็งตัวจากคืนที่อุณหภูมิติดลบ ดื่มไวน์กับชีสอีดัม ชีสบรี ตามด้วยองุ่นไร้เม็ดลูกเล็กจึงเป็นกิจกรรมที่เราทำร่วมกันทุกครั้งที่มีโอกาสได้เจอกันและกว่าที่ฉันจะรู้สึก ฉันก็ค่อยๆละจากวงเบียร์ที่เคยคิดว่าเป็นกิจกรรมสังคมที่สนุกที่สุดพอหันกลับไปดื่มเบียร์อีกฉันกลับไม่ชอบในรสชาติของมันอีกเลย ความเอาใจใส่เล็กๆน้อยๆที่เต็มไปด้วยรายละเอียดของเขาทำให้ฉันแปลกใจได้เสมอ เพลงที่ฉันชอบฟัง อาหารที่ฉันชอบกิน เครื่องดื่มที่ฉันชอบ โทรศัพท์ที่ฉันชอบวางทิ้งไว้แล้วหาไม่เจอ เขาดูเหมือนจะจดจำทุกอย่างและคอยบอกเตือนฉัน
  ฉันปาดพู่กันลงบนผ้าใบเป็นครั้งสุดท้ายและขยับตัวถอยออกมาชื่นชมผลงานของตัวเอง มันไม่ใช่ชิ้นงานที่ดีที่สุดแต่ฉันก็พึงพอใจกับมัน ทิ้งไว้ให้แห้งครึ่งวันแล้วแขวนไว้ท้ายรถกว่าจะขับถึงบ้านเขาก็ใช้เวลาหลายชั่วโมงภาพคงแห้งพอดี ฉันจัดการเก็บล้างอุปกรณ์เขียนภาพแพ็คลงในกระเป๋าผ้าใบใหญ่สีมอๆที่มักจะฝากเขาดูแลให้จนกว่าฉันจะกลับมาใช้งานมันอีก ซึ่งมันก็ไม่เกินปีละสองครั้งตั้งแต่เรารู้จักกันมา ฉันเคยถามเขาแบบขำๆว่าเราควรเรียกความสัมพันธ์ระหว่างเราว่าอะไร เขาเงียบไปพักใหญ่แล้วตอบว่า "มันเป็นทุกอย่างที่คุณอยากให้มันเป็น เราเป็นทีมที่ดีที่สุด เราไม่เคยมีปัญหาตั้งแต่คบหากันมา" ณ.จุดนี้เขากับฉันมีหนึ่งอย่างที่เหมือนกัน เราต่างไม่อยากสัมผัสกับความผิดหวัง และความล้มเหลวในการใช้ชีวิตคู่ เราทั้งคู่ผ่านอะไรๆมามากมายในชีวิตก่อนหน้าที่จะมาเจอกัน เราทั้งคู่จึงหลีกเลี่ยงคำว่ารักและทดแทนด้วยความห่างใยและใส่ใจ
  เสียงเปิดประตูพร้อมกับไอเย็นแทรกเข้ามา กาแฟถ้วยกระดาษถ้วยโตกรุ่นไอหอมโชยถูกยื่นมาจากข้างหลัง พร้อมกับสัมผัสเย็นๆจากจมูกของเขาบนไหล่ฉัน "ผมคิดถึงคุณมากเลยระหว่างที่ผมออกวิ่ง อยากกอดคุณไว้แนบอกผมตลอดไป" เราสบตากันในกระจกบานใหญ่และยิ้มให้กันอย่างอบอุ่นท่ามกลางกลิ่นหอมหวานของกาแฟยามเช้า

 

Chapter 2



   ความเงียบครอบครองห้องสี่เหลี่ยมห้องนี้ยาวนานเหมือนชั่วกัปชั่วกัลป์ ไฟที่คุโพลงอยู่ในเตาผิงมุมห้องไม่ได้ทำให้ฉันสัมผัสถึงความอบอุ่น กลับรู้สึกเยือกเย็นเหมือนยืนอยู่บนเทือกเขาเรนเนียร์ในเดือนธันวา " เราเลิกกันเถอะ" ฉันเอ่ยขึ้นหลังจากที่ทนต่อแรงกดดันแห่งความเงียบงันนั้นไม่ไหว " ร่างสูงที่ยืนพิงผนังห้องไกล้ประตูขยับเล็กน้อย แสงไฟจากห้องครัวที่สาดมาด้านหลังทำให้เกิดเงาของเขาทาบมาบนโซฟาตัวใหญ่ที่ฉันนั่งซุกตัวอยู่ตั้งแต่เช้า เสียงถอนหายใจของเขาดังขึ้นหนักหน่วงและยาวนาน " ฉันคงทำให้คุณมีความสุขตลอดไปไม่ได้ ฉันเบื่อที่จะต้องเดินทางไปๆมาๆ ระยะทางมันไกลเกินไปและน่าเบื่อเกินไป พวกตรวจคนเข้าเมืองก็ไม่สุภาพเหมือนยุโรปกับเอเชียหรือแม้แต่เเอฟริกา ฉันเบื่อฝนตกและอากาศหนาว ฉันเบื่อที่ต้องปิดประตูหน้าต่างหมกตัวอยู่แต่ในบ้าน " ความเงียบกลับมาอีกครั้งหลังจากที่ฉันได้พรั่งพรูอารมณ์ส่วนหนึ่งออกไป " คุณไม่มีความสุขเหรอกับเวลาที่เราได้อยู่ด้วยกัน? " เสียงทุ้มแกมสั่นสะท้อนถึงความรู้สึกภายในของผู้ถามฉันอึ้งไปกับคำถามง่ายๆของเขา
   ช่วงแห่งเวลาที่เราใช้ร่วมกันมีเรื่องราวมากมายที่ทำให้ฉันหัวเราะ ยิ้มและลืมทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว ครั้งนั้นเรานั่งเรือไปกลางแม่นำ้อันกว้างใหญ่ บนเรือมีเรา กัปตันเรือและเหมดที่คอยดูแลเรื่องอาหารเครื่องดื่มและความสะดวกสบายอื่นๆ ฉันง่วนอยู่กับการเปลี่ยนเลนส์กล้องถ่ายรูปอยู่บนกาบเรือด้านหน้า หันมามองเขาเห็นเขากำลังเล็งกล้องมาทางฉัน ฉันยิ้ม ยิ้มในท่าทางยกกล้องแบบเก้ๆกังๆของเขา เขาพึ่งมาหัดใช้กล้องเมื่อไม่นานมานี้ คงเป็นเวลาเดียวกันกับที่เราเริ่มคบกันแต่เขาก็ขยันที่จะเรียนรู้จากหนังสือและสื่อต่างๆ เริ่มต้นด้วยซื้อกล้องรุ่นใหม่ราคาสูงมาใช้งานและภายในเวลาไม่ถึงปีก็ขยับเป็นรุ่นที่โปรมากขึ้นใหญ่มากขึ้นและแน่นอนที่สุดแพงมากขึ้นและเปลี่ยนเป็นครั้งที่สามก่อนหน้าทริปเรือนี้ ฉันแหย่เขามาตลอดเรื่องกล้องใหม่เขาก็แค่ทำหน้าเขินๆและตอบกลับมาว่า " ก็ผมอยากถ่ายรูปสวยๆแบบคุณน่ะและเราจะได้มีกิจกรรมทำร่วมกันระหว่างที่เราเดินทาง ผมเองก็ชอบมากนะเรื่องถ่ายรูปเพียงแต่ไม่มีโอกาสได้ทำมันมาก่อนแค่นั้นเอง " สุดท้ายเขาก็เป็นฝ่ายสอนฉันเรื่องคุณสมบัติต่างๆของกล้องและเลนส์เพราะเขาศึกษามาอย่างลึกซึ้ง ฉันเสียอีกที่แม้ว่าจะจับกล้องมานับสิบปีแต่การเรียนของฉันมาจากภาคปฏิบัติล้วนๆ ตั้งแต่ตามตากล้องนิตยสารท่องเที่ยวไปในในฐานะผู้ช่วยช่างภาพ ตามตากล้องนิตยสารแฟชั่นใปจัดแสง และขยับมาเป็นช่างภาพอิสระและในที่สุดก็แค่งานอดิเรก    ความคิดของเขาน่ารักเสมอจนฉันอดไม่ได้ที่จะขยับไปนั่งพิงอกเขาตรงกลางเรือพร้อมกับสอดส่ายสายตามองหามุมสวยๆในเวิ้งนำ้สำหรับบันทึกลงในกล้องคู่ใจ ความสุข....
  ครั้งที่เราขับรถแลนด์ โรเวอร์ คันเล็กของเขาไปตามไฮเวย์หมายเลขหนึ่งเพื่อมุ่งหน้าไปยังภูเขาสูงลิบที่มีหิมะคลุมตลอดปีแม้จะเป็นเดือนกันยายน ฉันในฐานะผู้โดยสารที่ดีวุ่นอยู่กับการหมุนหาคลื่นวิทยุฟังเพราะๆกับระยะทางหลายร้อยไมล์ พลันก็มีเสียงเพลงจากคลื่นหนึ่งแทรกมา we wish you a Merry Christmas we wish you a Merry Christmas... เพลงคริสมาสต์ในเดือนกันยายน! ฉันกับเขาร้องกรี๊ดออกมาพร้อมกันฉันเร่งเสียงวิทยุให้ดังขึ้น เขากดปุ่มกระจกรถลงเปิดหลังคาผ้าใบรถออก และเราก็ประสานเสียงกันร้องเพลงคริสมาสต์บนไฮเวย์หมายเลขหนึ่งพร้อมกับโบกไม้โบกมือหัวเราะให้กับรถบรรทุกคันโตที่ขับสวนไปมาเป็นระยะ  ความสุข....
  กับครั้งที่เราปั่นจักรยานไปตามถนนขรุขระที่ไหนซักแห่ง ทางแย่มากจนฉันอดกังวลไม่ได้ว่าเราจะหลงทางจักรยานเสียหรือขาดนำ้ตายกลางทางแต่เขาก็ยังยิ้มและปลอบฉันว่าเราจะปลอดภัย ฝุ่นสีแดงจัดผสมกับเหงื่อทำให้หน้าตาเราดูตลก และอดหัวเราะขำกับหน้าตาของแต่ละฝ่ายไม่ได้ ปั่นผ่านกระท่อมหลังเล็กที่มีเด็กๆสองสามคนยืนแหงนมองดูบนต้นไม้ฉันปั่นตามเขาผ่านกลุ่มเด็กๆไปพลันหางตาก็เหลือบเห็นว่าวสีแดงตัวเล็กติดค้างอยู่บนกิ่งไม้ ฉันปั่นจักรยานกลับมายังกลุ่มเด็กๆและพยายามจะเอื้อมมือไปหยิบว่าวตัวนั้นให้พ้นจากกิ่งไม้แต่มันสูงเกินไปสำหรับฉัน พลันมือใหญ่ก็เอื้อมมาจากด้านหลังหยิบว่าวตัวจิ๋วออกจากพันธนาการยื่นส่งให้เด็กๆได้อย่างง่ายดาย " ตัวเล็ก " เสียงเขาแหย่ฉัน " ยักษ์ " ฉันตอบกลับ แล้วเราก็หัวเราะใส่กันพร้อมกับฟันขาวๆตัดกับหน้าแดงๆเลอะฝุ่นเหงื่อ  ความสุข....
  กับอีกครั้งที่เราต่างคนต่างนั่งทำงานของตัวเองอย่างเงียบๆในห้องเอ็กซ์คลูสีฟ เลาจ์ ของโรงแรมดังทีไหนซักแห่งหนึ่ง เขาง่วนอยู่กับการเตรียมข้อมูลสำหรับการสัมนาวันรุ่งขึ้น ฉันยุ่งอยู่กับการตอบอีเมล์ลูกค้าสองสามราย และอัพเดทเวปไซต์ของบริษัททัวร์เล็กๆที่ตัวเองเป็นเจ้าของอยู่แล้วต่อด้วยเล่นเกมส์ที่ชอบ เขาลุกขึ้นยืนแล้วถามฉันว่าอยากดื่มอะไรเพิ่มมั๊ย ฉันตอบไปว่าขอไวน์แดง เขาหายไปสักครู่และกลับมาพร้อมกับไวน์แดงสองแก้วในมือ " ไวน์แดงไม่ใช่ไวน์ที่คุณชอบที่สุด ผมขอโทษด้วยที่โรงแรมนี้ไม่มีไวน์ขาวรสหวานแบบที่คุณชอบ เอาไว้คราวหน้าผมจะหาไอซ์ไวน์ดีๆมาให้คุณนะ ให้อร่อยเหมือนกับที่คุณเคยเล่าให้ผมฟังเมื่อตอนคุณขับรถไปชิมถึงที่โรงบ่มในเยอรมัน " ฉันยิ้มขอบคุณเขา เขาจดจำรายละเอียดเรื่องราวต่างๆได้ดีเสมอ เขาขยับมาดูหน้าจอแลปท้อปของฉัน " งานคุณเสร็จแล้วเหรอ เบื่อมั๊ยที่ต้องมานั่งเฝ้าผมทำงาน เอางี้เราไปว่ายนำ้กันดีกว่า แดดไม่จัดเหมือนตอนกลางวันแล้ว ว่ายนำ้แล้วผมจะทานำ้มันมะพร้าวบนหลังให้คุณก่อนคุณเข้านอนคืนนี้คุณจะได้หลับสบาย "  ความสุข....

  นำ้หนักตัวที่ทิ้งลงมาบนโซฟาทำให้ฉันตื่นจากภวังค์ ร่างอุ่นๆขยับมาชิดฉัน มือข้างหนึ่งยื่นมาวางไว้บนไหล่ของฉัน  " คุณไม่มีความสุขใช่มั๊ย? " ความรู้สึกเจ็บแปรบแล่นผ่านหัวใจของฉันเมื่อเขาทวนคำถามเดิม ฉันสับสน งุนงงกับความรู้สึกของตัวเอง เพียงแค่มือที่วางบนใหล่ฉันมันชั่งมีอานุภาพมากมาย มันหลอมละลายภูเขาหิมะที่อยู่ในใจฉันได้อย่างง่ายดาย เหมือนว่าห้องทั้งห้องกลับมาอบอุ่นอีกครั้ง " ฉันขอโทษ ฉันคงเหนื่อยเกินไปกับการเดินทาง มันเป็น24ชั่วโมงที่แสนยาวนานบนเครื่องบินชั้นประหยัดสองลำนั้น มาเจอปัญหาที่สนามบินปลายทางอีก " เขารั้งตัวฉันชิดอกกว้างของเขา มือใหญ่ลูบบนแผ่นหลังฉันช้าๆอ่อนโยน " หลับตาซะคนดี ผมจะกอดคุณไว้กับอกผม มันผ่านพ้นไปแล้ว คุณไม่ต้องกังวลอะไรแล้ว พักผ่อนให้เต็มที่พอคุณตื่นมาพรุ่งนี้เช้าคุณก็จะเห็นว่าโลกมันสดใสน่าสัมผัสแค่ไหน ถึงข้างนอกฝนจะตกหรือจะหนาวเหน็บแค่ไหนคุณก็จะอบอุ่นและเป็นสุข " ฉันขยับซุกตัวแน่นอยู่ในอ้อมอกกว้างของเขา ที่ที่อันแสนจะอบอุ่นปลอดภัย มีความรู้สึกเหมือนตัวเองกลับไปเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งที่หาทางกลับบ้านเจอหลังจากหลงทางมาทั้งวัน " ฉันมีความสุขคะที่ได้อยู่กับคุณ " ฉันส่งเสียงเล็กๆออกมาก่อนที่จะหลับลงไปด้วยความง่วงงุนแต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงวงแขนแข็งแรงที่กอดกระชับฉันแน่นยิ่งขึ้น
   ความสุข ความสุข ความสุข เเละ ความสุข

Chapter 1

   "เรารู้จักกันมานานเท่าไหร่ละ?" เสียงคนใกล้ตัวถามในยามบ่ายอันอบอุ่นจากแดดอ่อนๆที่ลอดผ่านต้นสนสูงลิบมายังสวนหลังบ้าน กลิ่นชาอู่หลงหมายเลข16 ที่ฉันหอบหิ้วข้ามน้ำข้ามทะเลมาด้วยกรุ่นมาจากกาสีขาวใบเขื่อง ผสมกับกลิ่นเบเกิลที่อบสุกใหม่ๆฝีมือคนใกล้ตัว นกหลายตัวส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวมาจากต้นแอ้ปเปิ้ลที่ผลสุกเต็มที่จนแทบปริ มองไกลๆเข้าไปในป่าสนเห็นกวางสองสามตัวยืนเล็มหญ้าท่าทางสบายใจ เราทั้งคู่อยู่ในท่าครึ่งนั่งครึ่งนอนบนเก้าอี้ตัวยาวรองด้วยเบาะสีแดงเข้ม ระหว่างเรามีโต๊ะสีขาวตัวเตี้ยที่เต็มไปด้วยปัจจัยที่หก เจ็ด แปด เก้า และสิบ สมาร์ทโฟน ไอแพด แล้ปท้อป ครีมกันแดด หนังสือกองโต เครื่องดื่ม และของขบเคี้ยวอีกสองสามอย่าง "เฮ....คุณได้ยินผมมั๊ย?" คนใกล้ตัวส่งเสียงอีกครั้ง ฉันขยับตัวหันหน้ามามองเขา ถอดเว่นกันแดดอันโตที่ปกปิดแทบจะครึ่งหน้าออก กระพริบตาสองสามครั้งเพื่อให้ตาคุ้นเคยกับแสง ผู้ชายร่างสูงที่นอนเอนอยู่ข้างหน้า ผิวขาวจัดตัดกับหนวดเคราที่ห่างจากคมมีดมาสองสามวัน ขายาวทอดไปจนสุดตัวเก้าอี้ อกกว้างถูกห่อหุ้มไว้ด้วยเสื้อยืดของฝากจากเมืองไทย แววตาเขาที่ฉายออกมาบ่งบอกถึงอารมณ์ในใจ มันสับสน ค้นคว้า กังวล และสงสัย "ซักพักหนึ่งได้แล้วละ" ฉันตอบไป ความเงียบเข้าครอบงำอีกครั้ง สายลม แสงแดด เสียงนก อืมมมม มันเป็นบ่ายที่อภิรมณ์เสียจริง "ไม่ใช่พักหนึ่งแล้วละคุณ เรารู้จักกันมานานนับปี จนบางทีผมยังหลงคิดว่าคุณเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผม" เสียงตอบกลับมาหลังจากเงียบไปพักใหญ่ ใช่สินะวันเวลามันผ่านไปรวดเร็วนักเรารู้จักกันแต่ต่างฝ่ายต่างก็มีชีวิตในแบบของตัวเอง ในที่ของตัวเอง และทุกครั้งที่เรากลับมาเจอกันเราก็ใช้ชีวิตด้วยกันเหมือนกับไม่เคยแยกจากกัน ไม่มีช่องว่าง ไม่มีรอยประสาน ไม่มีอะไรๆให้รู้สึกถึงความห่าง จากอาทิตย์เป็นเดือนเป็นปีเป็นหลายๆปีที่เราใช้ชีวิตแบบนี้ "คุณเคยคิดอยากให้ความสัมพันธ์ของเรามันเป็นเรื่องเป็นราวกว่านี้มั๊ย?" ฉันนิ่งไปพักใหญ่ๆจนเขาคงทนความเงียบอันแสนจะอึดอัดนั้นไม่ไหว "ผมไม่รู้นะว่าเราคบกันในสถานะไหนผมรู้แค่ว่าระยะเวลาที่ผ่านมาคุณทำให้โลกของผมสวยงามขึ้น ผมรู้สึกอบอุ่นและมีความสุขที่ได้คุยกับคุณถึงแม้ว่าบ่อยครั้งจะเป็นการคุยทางโทรศัพท์ ทุกครั้งที่เราได้มีโอกาสอยู่ด้วยกันผมอยากจะหยุดเวลานั้นไว้ คุณทำให้ใจผมสงบและอบอุ่น" ฉันกลั้นหายใจพยายามรวบรวมสมาธิทั้งหมดก่อนจะตอบเขาไปว่า "ฉันไม่คู่ควรกับคุณ ฉันเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาๆที่มีอายุเริ่มต้นด้วยเลขสี่ ฉันไม่สวย ฟันฉันซี่โตเท่าจอบ หน้าฉันตกกระ ร่างกายฉันไม่เพอร์เฟค ฉันทำงานอิสระมีรายได้ไม่แน่นอน บางทีก็มีบางทีก็อด ฉันมาจากครอบครัวธรรมดาๆไม่มีทรัพย์สมบัติอะไร ฉันไม่มีดีกรีด้อกเตอร์เหมือนคุณ ฉันนอนหลับกัดฟันบางทีก็แถมน้ำลายไหล บางวันฉันนอนแช่บนเตียงทั้งวันกับกาแฟถ้วยโตและหนังสือเล่มยักษ์ ฉันเป็นจอมขี้เกียจสระผม ฉันมีโลกส่วนตัวสูง ฉัน......"  ก่อนที่ฉันจะร่ายยาวกว่านี้เขารีบตัดบท " แล้วคุณก็ชอบกินมุสลี่โยเกิร์ตเป็นอาหารค่ำ ชอบใส่รองเท้าบู้ทบุขนแกะนุ่มๆเดินอยู่ในบ้านถึงแม้ว่าอุณหภูมิมันจะสูงกว่ายี่สิบองศา ผมรู้ ผมเห็นสิ่งเหล่านั้นมาตลอดเวลาที่เราคบหากัน มันเป็นตัวคุณเอง คุณไม่เคยทำอะไรที่ไม่ใช่คุณ คงเป็นเพราะสิ่งเหล่านี้ของคุณที่ทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นเมื่ออยู่กับคุณ ผมรู้สึกว่าผมไม่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง ผมเป็นตัวของผมเองได้เหมือนกับที่คุณเป็นตัวของคุณเอง ผมอาจจะเป็นอาจารย์หมอของนักศึกษาแพทย์หลายร้อยคน เป็นหมอใหญ่ของคนไข้อีกนับพันราย แต่พอผมอยู่กับคุณผมก็เป็นแค่ผู้ชายธรรมดาๆคนหนึ่งที่คุณชงชาให้ดื่ม ทำกับข้าวให้กิน ผมชอบทำความสะอาดรองเท้าให้คุณหลังจากที่คุณออกไปเหยียบหญ้าเลอะๆข้างนอก ผมชอบเข็นคุณให้ไปสระผม ผมชอบเป่าผมคุณให้แห้ง ชอบให้คุณปั่นจักรยานตามผมบนถนนเส้นเล็ก ผมไม่ได้สนใจเรื่องรูปลักษณ์หรือเงินทอง ผมสามารถดูแลคุณได้สบายๆจากเงินเดือนของผม " สายตาเราทั้งคู่บรรจบกัน ยังคงมีแววตาแบบเดิมในดวงตาคู่นั้น สับสน ค้นคว้า กังวล ฉันอยากจะดึงแว่นกันแดดอันโตมาปกปิดดวงตาของตัวเองแต่รู้ว่าทำแบบนั้นไม่ได้ มันคงถึงเวลาแล้วที่ต้องคุยถึงเรื่องนี้เพราะที่ผ่านมาเราคุยกันได้ทุกๆเรื่อง เรื่องชีวิตประจำวัน เรื่องครอบครัว เรื่องงาน เรื่องเที่ยว แต่ฉันเองเป็นฝ่ายที่จะเลี่ยงคุย "เรื่องระหว่างเรา" ตลอดเวลานานนับปีผู้ชายคนนี้คอยห่วงใยหวังดีกับฉันมา ยามที่ฉันท่องไปในโลกกว้างเพียงลำพังก็มีแต่เขาที่คอยถามข่าวคราวเป็นห่วงเป็นใยถึงแม้ว่าคำตอบของฉันจะเป็นแค่ I am ok และ I will be ok ก็ตาม "มาเป็นคู่ชีวิตผมนะครับ ผมรู้ว่าคุณไม่ต้องการงานแต่งงานหรูหรา ไม่ต้องการเพชรเม็ดโต ไม่ต้องการป่าวประกาศให้คนทั้งโลกรู้ ผมถึงได้ตัดสินใจถามคุณตอนนี้ จะมีแค่เราสองคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ คุณและผม เรามาตกลงสถานะระหว่างเรา เราโตเกินกว่าจะเรียกกันและกันว่าแฟน ทันสมัยเกินกว่าจะเรียกกันและกันว่าคู่หมั้น กลัวเกินกว่าที่จะเรียกกันและกันว่าสามีภรรยา เราจะเป็นคู่ชีวิตที่เติมเต็มให้กัน ให้ผมได้ดูแลคุณ ให้ผมได้ช่วยเหลือคุณในสิ่งที่ผมพอจะช่วยได้ คุณต่อสู้ดิ้นรนตามลำพังมานานพอแล้วผู้หญิงตัวเล็ก และผมก็อยากให้คุณดูแลผม ชงกาแฟเข้มใส่นมอุ่นๆให้ผม" แสงแดดอันอบอุ่นจากชั่วโมงที่ผ่านมากลับกลายเป็นลมหนาวยะเยือกก่อนจะเปลี่ยนเป็นเปลวร้อนระอุมาจากไหนซักแห่ง อุ้งมือของฉันชื้นไปด้วยเหงื่อ ปล่าวหรอกสายลมแสงแดดยังคงเดิมแต่ใจของฉันมันสะบัดไหวเหมือนพายุเดือนเษา " เหมือนกับเขาอ่านใจฉันออกเมื่อเห็นท่าทีลังเลของฉัน  " อย่ากลัวว่าคุณจะสูญสิ้นความอิสระเสรีของคุณ ผมไม่ได้จะกักขังหน่วงเหนี่ยวคุณไว้กับสถานะของเรา ผมรู้ว่าคุณรักมัน รักที่จะกระโจนไปในโลกกว้างเรียนรู้แสวงหาสิ่งใหม่ๆ รักที่ใช้เวลาว่างไปกับการค้นหาเที่ยวบินที่ถูกที่สุด รักที่จะแพ็คกระเป๋าเดินทางไปยังที่ไหนๆ ผมอยากให้คุณทำในสิ่งที่คุณรัก เพียงแค่ให้ผมได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการเดินทางของคุณ ให้ผมได้รับรู้ว่าคุณอยู่ที่ไหน ทำอะไร คุณรู้มั๊ยผมเป็นห่วงคุณมากแค่ไหนที่จู่ๆก็ได้ข่าวว่าคุณกำลังอยู่กับพวกคนป่าที่ปาปัวนิวกีนี อยู่บนรถไฟในพม่า หรือไม่ก็ไปไปทำอาหารอยู่ที่สเปน"
  มันเป็นวันที่ฉันเงียบที่สุดตั้งแต่เรารู้จักกันมา ในหัวฉันเหมือนกับมีพายุทวิสเตอร์หมุนควงอยู่ข้างใน มันงุนงง สับสน บ้าคลั่ง ค่อนชีวิตฉันมีแต่ตัวเอง ฉันจึงเป็นคนที่ตามใจตัวเองอย่างร้ายกาจที่สุด การที่จะรับใครคนหนึ่งมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตมันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ฉันไม่กล้าแม้แต่จะคิด กลัวตัวเองไม่มีความสุข กลัวเขาจะไม่มีความสุข กลัวจะสูญเสียความรู้สึกดีๆที่มีให้กัน และท้ายสุดกลัวจะสูญเสียเขาไป....
  ร่างสูงลุกขึ้นยืนและก้าวมานั่งบนเก้าอี้ของฉัน มือเขาขยับยกศีรษะฉันวางบนขาแข็งแรงของเขา มือใหญ่พร้อมกับเล็บที่ตัดเจียนสะอาดวางพาดมาบนเส้นผมฉันพร้อมกับลูบไปมาอ่อนโยน "  คุณเหนื่อยใช่มั๊ย? พักเหนื่อยอยู่ในใจผมนะ ผมไม่ได้ขอให้คุณรักผม หรือขอให้คุณทิ้งอะไรๆที่คุณได้สร้างขึ้นมาที่เมืองไทยไว้ข้างหลัง ผมขอแค่เสี้ยวหนึ่งในใจของคุณให้ผม และผมสัญญาว่าจะดูแลให้ดีที่สุด " เสียงอู้อี้ตามมาพร้อมกับริมฝีปากบางแตะมาบนขมับที่ชื้นด้วยเหงื่อของฉัน ฉันหลับตาลง รู้สึกเหนื่อยเหมือนปั่นจักรยานนับสิบกิโล มือใหญ่ยังคงสัมผัสเส้นผมฉัน ท่ามกลางความเงียบงันหูของฉันแว่วเสียงเต้นของหัวใจทั้งสองดวง เวลาผ่านไปช้าๆ เสียงนก สายลม แดดอุ่น ฉันเริ่มผ่อนคลายและสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นอ่อนโยนที่แสนจะเคยชิน ตักอุ่นๆ อกกว้าง กลิ่นครีมอาบน้ำที่คุ้นเคย ฉันขยับตัวยืดแขนออกกอดเอวเขาไว้แล้วสูดหายใจลึกๆ ฉันอยากจะหยุดเวลาไว้ตรงนี้ หยุดทุกอย่าง หยุดคำถาม หยุดคำตอบ หยุดหัวใจ หยุดอะไรๆทุกอย่าง และซึมซับความรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่ท่ามกลางเปลวเทียนนับพัน