Tuesday, September 26, 2017

Nepal September 2017 : Day 9



  
September 14th Day 9 : Patan - Pokhara

   เก้าชั่วโมงกับรถบัสสายนรก โหดที่สุดในชีวิตของการขึ้นรถ
ไหนๆก็มาถึงจุดนี้ละ นอนให้แขกเล่นหน้าซะ
พรุ่งนี้ค่อยเขียนบันทึก 😅









Nepal September 2017 : Day 8


   September 13th : Day 8 Nagarkot - Bhaktapur - Patan


    เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นตอนตีสี่ครึ่ง ฉันงัวเงียดึงผ้าห่มผืนใหญ่หนาออกจากตัวด้วยความเคยชิน ความเย็นวิ่งกรูเข้าสัมผัสทำให้ฉันนึกขึ้นได้ว่าบนภูเขาสูงลิบ ลุกขึ้นไปล้างหน้าแปรงฟันแล้วคว้ากางเกงตัวที่หนาที่สุดมาใส่พร้อมทั้งเสื้อฮีทเทคตัวบางที่หอบหิ้วติดกระเป๋ามาด้วย สวมทับด้วยเสื้อแขนยาวติดฮู้ดอีกหนึ่งตัว เสื้อผ้าพวกนี้ฉันใช้มานานนับสิบปีคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปจริงๆ เช็คแบตเตอรี่กล้องถ่ายรูปให้เรียบร้อยก่อนจะเดินลงไปถนนใหญ่ที่นัดแนะกับคนขับรถไว้ หมอกหนาๆตกลงมาเหมือนกับสายฝน ทางเดินค่อนข้างลืนทำให้ฉันต้องพยายามทรงตัวและเดินลงมาช้าๆ เงี่ยหูฟังเครื่องยนต์รถแทนการใช้สายตาเพราะเห็นแต่หมอกขาวๆรอบตัว คนขับรถดีใจที่เจอฉัน ฉันเองก็ดีใจที่เจอเขาเพราะอ่านในหลายๆบล็อกบอกกันว่าพวกเขาไม่เคยมาตามนัด ทักทายกันเสร็จก็หยอกเย้าเขาไปว่าเธอดีใจที่เจอฉันเพราะกลัวฉันเบี้ยวเธอเหมือนกันใช่มั้ย เขาหัวเราะเสียงดังลั่นภูเขาแล้วตอบฉันว่านักท่องเที่ยวที่นัดเขาไว้ก็ไม่ค่อยมาตามนัด


    รถเก๋งฮุนไดคันเล็กๆค่อยๆไต่เลียบภูเขาขึ้นไปเรื่อยๆ หมอกหนาจัดทำให้ต้องใช้ความระวังมากขึ้นจนค่อนชั่วโมงรถก็พาเรามาถึงจุดหมายทางรถ คนขับชี้หนทางเส้นเล็กๆที่ฉันต้องเดินขึ้นไป View Tower แล้วเขาก็กลับไปนั่งรอในรถ ทางแคบชันและหมอกหนาทำให้การเดินของฉันเป็นไปด้วยความลำบาก อาศัยแสงสว่างจากไฟฉายโทรศัพท์มือถือและก้อนหินสีขาวก้อนโตๆริมทาง ฉันหยุดเดินแล้วเอื้อมมือไปดึงฮู้ดขึ้นคลุมศีรษะเพื่อเพิ่มความอบอุ่น แอบขอบคุณตัวเองที่ไม่เคยขี้เหนียวเรื่องซื้อรองเท้า Flyknitคู่เก่งทำหน้าที่ของมันได้ดีที่สุดในเรื่องของการเกาะพื้นและความยืดหยุ่น หยุดพักเป็นระยะๆเพื่อที่จะไม่ให้หัวใจทำงานหนักเกินไป ปัญหาโรคภัยที่เป็นอยู่มันทำให้ฉันต้องระวังเรื่องนี้และมันก็เกือบจะทำให้การเดินทางครั้งนี้เป็นเพียงแค่แผนการ หลังจากที่ทดสอบสมรรถภาพตัวเองก่อนที่จะออกเดินทางมาที่นี่ บวกกับประกันสารพัดราคาสูงลิ่วที่ซื้อไว้สำหรับทริปนี้ทำให้ฉันค่อนข้างจะมั่นใจว่าฉันจะทำได้ และฉันจะทำในสิ่งที่รักที่สุดให้ได้ หืดขึ้นคอไปหลายสิบรอบฉันก็มาถึงจนได้ นักท่องเที่ยวสี่ห้าคนและฉันยืนอยู่บนจุดสูงสุดของView Tower เราหันหน้าไปหาภูเขาเอเวอเรสต์ จ้องมองอยู่จุดนั้นนานนับสิบนาทีจนทั้งหมดค่อยๆทยอยกันเดินลงไป ฉันยังคงอยู่ตรงนั้น จ้องอยู่ที่จุดของเอเวอเรสต์ จุดที่ไม่มีแม้แต่เงาของภูเขาอันยิ่งใหญ่ จุดที่หลังคาโลกแอบซ่อนตัวอยู่ จุดที่มีแต่เมฆหมอกปกคลุม
กลับมาถึงที่พักด้วยความผิดหวังเล็กๆ เก็บข้าวของลงเป้แล้วออกไปเช็คเอาท์จากที่พักราคาสูงพร้อมกับจ่ายค่าอาหารเย็นเมื่อวานที่ราคาเหมือนโดนปล้น ความเร็วของการเดินลงจากที่พักถึงท่ารถคงจะเป็นสถิติใหม่ มองหารถไปเมือง Bhaktapurก่อนจะต่อรถอีกคันไปเมืองPatan ได้อาหารเช้าจากร้านเล็กๆใกล้กับท่ารถ กาแฟอุ่นๆทำให้ความขุ่นใจลดลงไปได้บ้าง


    รถโดยสารคันเก่าพาฉันลงมาจากภูเขาช้าๆ แวะรับส่งนักเรียนระหว่างทางไปเรื่อยๆทำให้กว่าจะถึงBhaktapurใช้เวลาไปเดือบสองชั่วโมง ลงจากรถพร้อมกับแผนศูนย์ที่มีอยู่ในหัว ไม่รู้ว่าต้องไปขึ้นรถที่ไหนต่อ ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร แต่ดูเหมือนโลกมันก็ไม่ได้โหดร้ายอะไรนักหลังจากที่เดินแบบไร้จุดหมายมาได้สองสามนาทีก็เจอเด็กหนุ่มแต่งชุดนักศึกษายืนอยู่ริมถนน คนที่แต่งชุดนักศึกษา คนได้เรียนหนังสือก็ต้องสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ได้เด็กหนุ่มคนนี้ชี้ทางไปท่ารถที่จะไปเมืองPatanได้ แบกเป้เหงื่อโทรมเดินไปอีกเกือบครึ่งชั่วโมงก็สามารถพาตัวเองมานั่งบนรถโดยสารผุๆได้ ชั่วโมงกว่านิดๆกับยี่สิบห้ารูปีฉันก็มาถึงเมืองPatan เมืองประวัติศาสตร์ อีกเมืองที่ล่มสลายเพราะเหตุแผ่นดินไหว ได้ห้องพักบนชั้นห้าของโรงแรมที่หันหน้าเข้าหา Patan Dubbra Square มันเป็นความโชคดีอย่างยิ่งเพราะคืนนี้ไม่ได้จองโรงแรมไว้ เดินจากท่ารถมาเรื่อยๆจนเหนื่อยก็เลยเปิดดูในอโกด้าแล้วเจอโรงแรมที่ถูกใจก็เลยเดินตามจีพีเอสเข้าไปถามราคาดู ราคาพอรับได้แต่ที่แน่ๆเหนื่อย อยากจะโยนเป้บนหลังทิ้ง อยากจะนอน และก็ได้นอนสมใจในห้องสวย ที่นอนนุ่ม วิวดีที่สุด แต่เป็นคนละโรงแรมกับที่จีพีเอสบอกทางไว้ งีบหลับไปจนบ่ายคล้อยแล้วออกไปเดินดูวัดวา ค่าเข้าชมทุกเมืองในเนปาลแพงลิบแต่ฉันก็เต็มใจจ่ายเพราะรู้ไปว่าให้เขาเอาไปซ่อมแซมบ้านเมืองที่ล่มสลาย Patanสวยงามคลาสสิคเหมือนกับที่ฉันคิดไว้ เป็นแหล่งรวมศิลปะแกะสลักหินแหล่งใหญ่ ผู้คนเป็นมิตร และที่นี่ฉันก็ได้ลิ้มรสอาหารเนปาลีที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมา ถึงแม้ว่ามันจะเป็นมื้อที่แพงที่สุดในเจ็ดวันที่ผ่านมา แต่มันก็เป็น เดอะเบสท์








Nepal September 2017 : Day 7



     September 12 : Day 7 Bhaktapur- Nagarkot

    เกือบเก้าโมงเช้าออกเดินเท้าจากห้องพักเล็กๆ เดินเท้าไปเรื่อยๆพร้อมกับเป้บนหลังที่เหมือนจะหนักขึ้นเรื่อยๆทุกย่างก้าว เดินลัดเลาะผ่านหมู่บ้านวัดวาจนออกมาถึงถนนใหญ่ รีบล้วงหน้ากากอนามัยมาปิดจมูกปากเพราะฝุ่นควัน ถึงแม้อากาศที่นี่จะดีกว่าในเมืองกาฐมัณฑุก็ตาม แต่ฉันก็ยังสัมผัสถึงปริมาณมลพิษทางอากาศได้ สิวนับสิบเม็ดที่ผุดขึ้นบนหน้าเป็นสัญญาณเตือนได้เป็นอย่างดี ก้าวเท้าถี่ๆหลบหลีกการสัญจรบนถนน รถมอเตอร์ไซค์ รถจักรยาน รถยนต์ รถบันทุก รถเมล์โดยสาร รวมถึงผู้คนและสัตว์เลี้ยงใช้ถนนร่วมกัน ระยะห่างระหว่างตัวฉันกับรถราที่วิ่งผ่านนับได้ไม่กี่เซนติเมตร


    เดินไปเรื่อยๆเกือบครึ่งชั่วโมงตามเส้นทางที่ศึกษามาจากแผนที่ล่วงหน้าแล้วจนถึงสถานีขนส่ง ถามเด็กหนุ่มที่ยืนข้างรถจนแน่ใจว่าสถานีขนส่งแห่งนี้มีรถไปเมือง Nagarkot ไม่ลืมที่จะถามราคาให้แน่ใจว่าไม่เกินจากที่นึกไว้ หนุ่มน้อยกระเป๋ารถชี้มือให้ขึ้นไปนั่งหลังคนขับริมหน้าต่าง รถเมล์โดยสารเก่าๆเปิดหน้าต่างทุกบานเริ่มแออัดขึ้นเรื่อยๆหลังจากที่ฉันนั่งลง กว่าจะถึงเวลารถออกก็มีทั้งผู้โดยสารที่ได้ที่นั่งและที่ต้องห้อยโหนจนไม่มีช่องว่างให้ขยับตัว ข้าวของสารพัดกองรวมกันอยู่ระหว่างเบาะคนขับรถและหน้าที่นั่งฉัน ตัดสินใจเลื่อนเป้ของตัวเองขึ้นไว้บนสุดของกองสัมภาระและเหยียบไว้เพื่อจะได้มีที่วางขา รถแล่นเขย่าไปเรื่อยๆตามถนนลูกรัง สะบัดซ้ายเอียงขวาไปตามจังหวะหักพวงมาลัยของคนขับ ไต่เลียบเลาะไปตามถนนริมเขาช้าๆ ฉันชะโงกออกไปดูนอกหน้าต่างมองเห็นหุบเหวลึกอยู่ไกลไม่เกินหนึ่งเมตรจากล้อรถ คนขับเบรคตัวโก่งทุกครั้งที่มีรถสวนมา พวกเขาจะขับให้ชิดแนวของแต่ละฝ่ายมากที่สุด ฝั่งซ้ายชิดกับแถบเขาดินสไลด์ ฝั่งขวาชิดกับหุบเหว เสียววาบในช่องท้องทุกครั้งที่ชะโงกออกไปดูล้อรถ ผู้คนที่นี่กลิ่นเหมือนนมที่เพิ่งคั้นออกมาจากเต้าของวัว หรือเหมือนกลิ่นของเด็กทารกที่กินนมแม่ มันไม่ถึงกับเหม็นแต่มันเป็นกลิ่นเฉพาะ กลิ่นคน จังหวะอันเร่าร้อนของเสียงเพลงที่เปิดในรถ รถแล่นขึ้นสูงไปเรื่อยๆจนสังเกตได้ว่าพืชพันธุ์เปลี่ยนไป จากไม้ยืนต้นกลายเป็นต้นสนนานาพันธุ์ อุณหภูมิเริ่มลดลง พร้อมกับผู้โดยสารที่ทะยอยลงเรื่อยๆระหว่างทาง กว่าชั่วโมงก็ถึงจุดสุดท้ายของรถโดยสาร จุดสิ้นสุดของเส้นทางนี้ เมือง Nagarkot บ้านของเทือกเขาหิมาลัย


    จากจุดที่รถโดยสารจอดถึงที่พักที่จองไว้นับระยะโดยจีพีเอสได้หนึ่งพันแปดร้อยเมตร ฉันตัดสินใจออกเดิน บอกตัวเองว่าไม่ถึงสองกิโลเมตรคงไม่หนักหนาอะไร เดินไปเรื่อยปรากฏว่าทางเริ่มสูงชัน ก้าวแต่ละก้าวเริ่มเล็กลงเล็กลงจนต้องหยุดพักเป็นระยะๆ ไอเย็นกระทบหน้าทำให้รู้สึกดีขึ้น รวบรวมพลังก้าวต่อไปเรื่อยๆและหยุดเช็คจังหวะการเต้นของหัวใจ หนึ่งร้อยสี่สิบห้าครั้งต่อนาทีคือจุดพีค อ้าปากรับออกซิเจนเป็นหมาหอบแดดอยู่หน้าป้ายที่พัก "Hotel At the end of the universe" แหงนขึ้นดูปรากฏว่าต้องปีนบันไดไปอีกครึ่งเขา ถึงว่าตอนจองเห็นในรูปเหมือนว่าจะแตะหิมาลัยได้ วิวจากที่พักมันพอจะทำให้ลืมความเหนื่อยล้าได้ เทือกเขาหิมาลัยทอดตัวให้เห็นอยู่ไกลๆพร้อมกับยอดเขาเอเวอเรสต์เท่าขี้ตาแมว
นั่งดื่มด่ำกับหิมาลัยนานนับสองชั่วโมงพร้อมกับกาแฟนมกาใหญ่ อากาศตอนกลางวันสบายไม่ถึงกับหนาว มีนักท่องเที่ยวไม่กี่คนที่พักที่นี่ สาวชาวแคนาดาขนจักกะแร้ยาวเฟื้อยนั่งเล่นกีตาร์อยู่ข้างๆฉัน เราคุยกันเรื่องนู้นนี้จนบ่ายคล้อยก่อนที่ฉันจะตัดสินใจเดินลงไปสำรวจตลาดข้างล่าง เดินลงง่ายดายนักเพราะไม่ถึงสิบห้านาทีฉันก็มาถึงตลาดเล็กๆริมท่ารถ มีร้านค้าอยู่แค่สองสามร้านและขายของอยู่ไม่กี่อย่าง เดินเข้าไปในโรงแรมใหญ่ที่มีร้านอาหารอยู่ด้านใน นั่งกิน Biriyani จานใหญ่จนหมดเกลี้ยง ข้าวที่ผัดกับเครื่องเทศจนหอมฉุนทำให้เลือดลมดีขึ้น เดินตัวอุ่นออกมาจากร้านอาหารแล้วแวะทักทายกับคนขับรถรับจ้าง สอบถามเรื่องไปวิวทาวเวอร์พรุ่งนี้เช้าเพราะฉันคงเดินสามชั่วโมงจากที่นี่ไปแล้วถึงที่โน่นไม่ไหว คนขับตอบตกลงหลังจากที่ต่อรองราคาอยู่ที่แปดร้อยรูปี หนุ่มน้อยตาคมน้ำใจงามคนขับรถรับจ้างอีกคนเสนอให้ฉันติดรถกลับขึ้นไปข้างบนด้วยเพราะเขาก็จะไปรับลูกค้าแถวนั้น นั่งรถขึ้นเขาสบายตัวแล้วกลับมานอนเหยียดยาวอยู่บนเก้าอี้บนลานกว้างหน้าล้อบบี้ที่พัก อากาศเย็นๆสัมผัสกับเท้าเปล่าเปลือย


    พระอาทิตย์ลาลับขอบเขาไปช้าๆพร้อมกับยอดเขาเอเวอเรสต์ที่ค่อยๆเลือนหายไปจากสายตา อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆแต่ฉันยังคงนอนขดตัวอยู่บนเก้าอี้ยาว อยู่ในอ้อมกอดอันยิ่งใหญ่ของเทือกเขาหิมาลัย อยู่ที่ The end of the universe.










Nepal September 2017 : Day 6


     September 11 : Day 6 Bhaktapur


     สียงกุกกักริมหน้าต่างห้องชั้นสามปลุกให้ฉันตื่นแต่เช้า ลุกขึ้นไปเลื่อนผ้าม่านออก นกพิราบคู่ต้นตอของเสียงบินจากขอบระเบียงด้วยความตกใจ แดดอุ่นๆสาดเข้ามาในห้องพาดผ่านแขนสีเข้มที่มีรอยขาวจากส่วนที่สายนาฬิกาทับไว้ ฉันนั่งลงบนขอบเตียงหมุนดัดตัวไปมาสี่ห้าครั้ง แล้วลุกขึ้นยืนทำโยคะแบบง่ายๆก่อนจะไปเข้าห้องน้ำ แต่งตัวเสร็จกก็คว้ากล้องถ่ายรูปลงไปชั้นล่าง เดินช้าๆมุ่งหน้าไปยัง Taumadhi Square เช้าตรู่แบบนี้ยังไม่ค่อยมีผู้คนมากนัก จะมีก็แต่คนสูงวัยที่นำดอกไม้มาบูชาตามวัดเล็กๆริมทาง ภาพคุ้นตาแบบนี้ทำให้ฉันนึกถึงบาหลีเพราะเป็นศาสนาเดียวกันกับที่นี่ ผู้คนก็แต่งกายคล้ายกันและมีดอกไม้ทัดหูเหมือนๆกัน วัดของพวกเขารวมไปถึงสิ่งก่อสร้างเล็กๆที่อยู่ตามมุมถนน มีเชิงเทียนทำจากเหล็กเป็นแถวยาว จุดธูป วางดอกไม้ ไหว้เสร็จก็ใช้นิ้วแตะผงสีแดงที่เรียกกันว่าซินดูร์หรือบินดิเจิมตรงหน้าผากของตัวเอง ฉันนั่งศึกษาเรื่องนี้อยู่พักใหญ่จึงได้ความว่าแต่ละแห่งการเจิมซินดูร์จะไม่เหมือนกัน บ้างก็เจิมเฉพาะหญิงที่แต่งงานแล้ว บ้างก็เจิมได้ทุกเพศทุกวัย บ้างก็เจิมได้เฉพาะนักบวช แต่ที่นี่ถือเป็นหลักว่าการบูชาจะไม่สมบูรณ์หากผู้ที่ทำการบูชาไม่ได้เจิมซินดูร์ ถึงฉันจะไม่ได้นับถือศาสนาเดียวกับพวกเขาแต่ฉันก็ยกมือไหว้เมื่อเดินผ่านวัดเหล่านั้นเสมอ บางครั้งจะมีนักบวชเดินมาหาและเจิมหน้าผากให้ เงินในจำนวนที่ฉันพอจะแบ่งทำบุญกับเขาได้จะถูกหย่อนลงในภาชนะที่นักบวชถือมา

    Taumadhi Square ยามเช้ามีตลาดเล็กๆกระจายอยู่รอบบริเวณ กระสอบเก่าๆถูกนำมาปูข้างถนนหรือไม่ก็ตามขอบแนวกำแพงที่ทรุดลงจากเหตุแผ่นดินไหว แตงกวา ฝักกระเจี๊ยบ มะระขี้นก หัวผักกาด ผักกาด และผักอีกไม่กี่ชนิดถูกนำมาวาง กล้วยขายเป็นกองกองละสี่ห้าลูก พริกเม็ดกลมๆสีเขียวแดงดูน่ารัก พ่อค้าแม่ขายแต่ละคนไม่ได้มีสินค้ามาขายมากมาย แต่ละคนก็ขายกันคนละอย่าง คนหนึ่งขายกระเจี๊ยบห้ากอง อีกคนขายแตงกวาสามกอง มันเป็นธุรกิจที่ฉันคิดว่ายุติธรรมมาก แอบนึกไปถึงหลายปีก่อนที่ตลาดปาปัวนิวกินี มีพ่อค้าแม่ค้าหลายเจ้าขายบริการไฟแช็ก ไฟแช็กธรรมดาๆหนึ่งอันมัดเชือกผูกติดกับหลักไม้ ใครอยากจุดอยากเผาอะไรก็มาจ่ายเงินแล้วจุดใช้ มันน่าทึ่งตรงที่ว่าเขาไม่ได้ขายอะไรพ่วงไปด้วย ร้านของเขาคือพื้นหญ้า หลักไม้ และไฟแช็ก


    สายๆฉันกลับเข้ามาที่พัก โต๊ะอาหารโต๊ะใหญ่มีแต่ฉันกับหนึ่งสาวจากอังกฤษและอีกหนึ่งสาวจากเปรู อาหารเช้าฝีมือเด็กหนุ่มพนักงานสารพัดตำแหน่งอร่อยใช้ได้ เขาปิ้งขนมปังด้วยกระทะร้อนๆ เสริฟพร้อมกับมะเขือเทศย่าง แฮชบราวน์เนยและแยม กาแฟใส่นมหอมจนฉันอดใจไม่ไหว นั่งคุยกับสาวๆได้ความว่าเป็นกลุ่มอาสาสมัครจากกาฐมัณฑุมาเที่ยวที่นี่สองสามวัน เราคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการกันอยู่ค่อนชั่วโมงก่อนจะแยกย้ายกันไป เสร็จจากอาหารเช้าฉันใช้เวลาเวลาไปกับออกเดินสำรวจเมืองฝั่งเหนือจนถึงบ่ายแดดจัดก็แวะกินโยเกิร์ตใส่ถ้วยดินเผาที่โปรดปรานเสร็จก็กลับเข้ามาพักผ่อน สีโมงเย็นแดดอ่อนลงฉันออกเดินอีกรอบทางฝั่งใต้ เดินลึกเข้าไปตามตรอกซอกซอยเล็กๆเห็นการก่อสร้างยังมีอยู่ทุกจุดของเมือง ถุงบรรจุทรายหนักอึ้งถูกแบกไว้บนหลังพร้อมกับสายที่รัดไว้กับหน้าผาก ครั้งแล้วครั้งเล่าที่พวกเขาขนมันขึ้นไป ชั้นที่สอง ชั้นที่สาม ชั้นที่สี่ ชั้นที่ห้า ผู้หญิงนั่งอยู่กันเป็นกลุ่มๆบรรจงขัดก้อนอิฐดินเผาที่พังทลายลงมาก้อนแล้วก้อนเล่าเพราะเหตุแผ่นดินไหวสองปีก่อน เขาจะขัดทำความสะอาดก้อนอิฐพวกนี้และจะทำให้มันเป็น "บ้าน" อีกครั้งด้วยแววตามุ่งมั่น ฉันเดินผ่านซากปรักหักพังเหล่านั้นไปเรื่อยๆ มองออกไปเห็นทุกสิ่งก่อสร้างบนหลืบเขาแห่งนี้ที่พังทลายด้วยจิตใจที่ห่อเหี่ยว อยากจะปลอบโยนพวกเขา บอกพวกเขาว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะดีขึ้นพร้อมกับกาลเวลา แต่คำเดียวที่ฉันสื่อสารกับพวกเขาได้ก็คือ นามัสเต และใจที่รื้อไปด้วยน้ำตา


    ฉันบอกลาพระอาทิตย์กับอาหารเย็นบนดาดฟ้าของชาวธิเบต ร้านอาหารเล็กๆแอบอยู่ในซอกลึกลับที่ด้วยฉันเหลือบเห็นด้วยความบังเอิญและมันก็เป็นความบังเอิญที่ดีมาก ถึงแม่ว่าจะต้องพาตัวเองขึ้นมาสูงลิบกับบันไดที่แสนชันจนต้องหยุดหอบหลายครั้งคราแต่วิวที่เห็นมันก็ทำให้หายเหนื่อย ลมเย็นๆกระทบหน้า ภาพของหุบเขาสลับซับซ้อนที่ปรากฏอยู่รอบตัวสามร้อยหกสิบองศา เด็กชายชาวธิเบตนำอาหารมาเสริฟพร้อมรอยยิ้มเป็นมิตร มีน้องสาวตัวเล็กๆของเขาแอบมองมาจากด้านหลัง Momo Daal และTarkari ของพวกเขาไม่ได้อยู่ในภาชนะสวยงามเหมือนที่ฉันกินที่ร้านใหญ่โตวันก่อน โต๊ะกินข้าวที่นี่ก็เป็นโต๊ะพลาสติกธรรมดา น้ำก็ยกมาให้ทั้งขวดไม่มีแก้วใส่ให้ แต่อาหารของพวกเขาอร่อยมากมาย แกงถั่วข้นคลั่กมันเป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดสำหรับฉันเพราะเป็นแหล่งโปรตีนแทนจากเนื้อ ผัดมันฝรั่งกับผักอีกสองสามอย่างใส่เครื่องเทศหอมพอได้กลิ่น ข้าวเมล็ดป้อมๆนุ่มละมุนในปาก


    เมืองเล็กๆท่ามกลางหุบเขา เมืองที่เกือบจะล่มสลายด้วยภัยธรรมชาติ เมืองที่มีอะไรๆน่าสนใจเยอะแยะ เมืองที่มีรสชาติเหมือนลูกหว้าสุกจัด และจะเป็นอีกหนึ่งเมืองที่ฉันจะไม่ลืม Bhaktapur








Nepal September 2017 : Day 1 - Day 5



    Nepal September 2017
    September 6 : Day 1 Chiangrai - Bangkok
    September 7 : Day 2 Bangkok - Katmandu
    September 8 : Day 3 Katmandu
    September 9 : Day 4 Katmandu

    September 10 : Day 5 Katmandu - Bhaktapur

      ฉันตื่นนอนแต่เช้าตรู่ เป็นการตื่นนอนเช้าแรกในโรงแรมราคาประหยัดหลังจากที่นอนโรงแรมหรูในเมืองมาสองคืนเพื่อให้รางวัลตัวเองเนื่องในวันคล้ายวันเกิด ห้องเล็กๆพร้อมห้องน้ำในตัวมันให้ความสะดวกสบายพอสมควรสำหรับหนึ่งคืน หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จก็เก็บของใส่เป้แบกลงมาข้างล่าง เป้ใบเล็กมีเสื้อผ้าแค่ไม่กี่ผืนแต่ที่ทำให่มีน้ำหนักก็คือกล้องถ่ายรูปตัวใหญ่พร้อมเลนส์เสริมอีกสองอันที่หอบหิ้วมาด้วย เมื่อวานก่อนเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรมในเมืองฉันตัดสินใจแยกเสื้อผ้าส่วนหนึ่งออกใส่กระเป๋าสำรองแล้วฝากทางโรงแรมไว้จนถึงวันสุดท้ายก่อนกลับบ้านค่อยมารับคืน เด็กหนุ่มพนักงานโรงแรมนอนยาวหลับอยู่บนโซฟา ห้องอาหารยังคงเงียบกริบ ฉันส่งเสียงเรียกเบาๆจนเขาขยับตัวตื่นและเวลาอีกไม่ถึงยี่สิบนาทีกาแฟร้อนๆกลิ่นหอมๆก็มาวางอยู่ตรงหน้าฉัน กี่สัปดาห์แล้วที่ไม่ได้ลิ้มรสกาแฟด้วยสาเหตุของสุขภาพ ฉันตัดสินใจจิบกาแฟครึ่งถ้วยนั้นช้าๆพร้อมกับซึมซาบรสชาติเข้าไปให้ถึงส่วนที่ลึกที่สุดของประสาทสัมผัส ปาดเนยลงขนมปังแผ่นหนาสองแผ่นวางทับออมเล็ตที่มีรสเผ็ดนิดๆ นั่งกินช้าๆไม่รีบเร่งแล้วตบท้ายด้วยมะละกอสุกรสหวานแหลม
เช็คเอ้าท์พร้อมล่ำลาพนักงานโรงแรมเสร็จก็เดินลัดเลาะออกมาตามซอกซอยเล็กๆหาทางออกมาถนนใหญ่ ผังเมืองย่านทาเมลของกาฐมัณฑุดูคล้ายๆกับผังเมืองเมืองพาราณาสี มีรูเล็กรูน้อยทะลุไปมาคล้ายกับโพรงมด ฉันเช็คดูทิศทางจากจีพีเอสบนโทรศัพท์มือถือจนแน่ใจว่าต้องออกทิศไหนแล้วก็ก้าวเท้าไปเรื่อยๆ มุดซอกนั้นออกซอกนี้อยู่นับสิบนาทีก็ทะลุออกมาถึงถนนใหญ่ คนขับแท็กซี่ตรงรี่เข้ามาถามว่าฉันจะไปไหน ฉันบอกจุดหมายว่า เมืองBhaktapur ภัคตปูร์ เขาบอกว่าอยู่ที่ราคาหนึ่งพันรูปี ระยะทางสิบหกกิโลเมตรกับเงินสามร้อยบาทมันไม่แพงเลย แต่ฉันเดินทางคนเดียวทุกการใช้จ่ายคือจ่ายเต็มๆ บวกกับระยะเวลาอีกหลายวันที่ต้องกินอยู่ที่นี่ทำให้ต้องประหยัด อากาศตอนเก้าโมงเช้าของกาฐมัณฑุเริ่มดุดัน แดดจ้าพร้อมกับควันรถทำให้บรรยากาศดูเลวร้าย ฉันควักหน้ากากอนามัยพร้อมกับแว่นกันแดดอันโตมาใส่ เสื้อแขนยาวคลุมถึงหลังมือพร้อมกางเกงฮาเร็มทำให้รู้สึกปลอดภัย แอบเข้าข้างตัวเองว่าอย่างน้อยมลพิษเหล่านั้นคงสัมผัสตัวน้อยลง

     เกือบยี่สิบนาทีกับการเดินฝ่าฟันมลพิษและผู้คนฉันก็พาตัวเองมาถึง Bhaktapur Bus Park เป็นสถานีขนส่งหนึ่งในหลายๆสถานีในเมืองนี้ รถเมล์เก่าบ้างใหม่บ้างหลายสิบคันจอดเรียงรายอยู่ ฉันเอ่ยถามผู้คนแถวนั้นว่าต้องขึ้นรถคันไหน พยายามกระดกลิ้นรัวออกเสียงให้ฟังดูแขกๆซึ่งก็ได้ผลทุกครั้ง หากยังไม่เข้าใจจริงๆก็มีที่จดเอาไว้เป็นภาษาเขา การเดินทางมันสอนฉันไว้หลายๆอย่าง รถเมล์เนปาลสนุก มีฉันคนเดียวที่เป็นต่างชาติ คนขับเปิดเพลงแขกให้ฟังโยกไปมาคึกคัก มีตาคมๆหลายๆคู่แอบมองดูฉัน คงตกใจที่ฉันถอดหน้ากากอนามัยและแว่นตาออกมาโชว์ฟันจอบพร้อมกับสิวเม็ดเท่าบ้านที่เกิดจากฝุ่นในอากาศที่นี่ ได้เพื่อนใหม่เป็นสาวเนปาลีนั่งข้างๆ นางไอจนน่ากลัวว่าปอดจะหลุดออกจากร่างฉันก็เลยแบ่งฟิชเชอร์แมนเฟรนด์ให้ไปสองเม็ด นางถามแอดเฟสบุ๊คแนวเดียวกันกับที่ฉันโดนถามมาแล้วหลายสิบครั้งจากหนุ่มที่เจอบนถนนในเวลาสามวันที่ผ่านมา นั่งคุยกันได้สักพักนางก็ลงรถไป รถจากกาฐมัณฑุไปบักตปุรใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงสนนราคายี่สิบห้ารูปี เด็กท้ายรถบอกให้ฉันลงเมื่อฉันที่หมายแล้วรถก็แล่นไปเมืองอื่นต่อ ฉันลงรถมาแบบงงๆเพราะจู่ๆกูเกิ้ลแมพที่เปิดไว้ก็ไม่มีสัญญาณ ข้ามถนนเดินตรงไปเรื่อยๆจนเจอกับกลุ่มรถแท็กซี่ พวกเขาถามว่าฉันจะไปไหน ฉันตัดสินใจไปตั้งหลักที่ Bhaktapur Durbar Sqare เพราะเป็นชื่อเดียวที่จำได้จากการอ่านประวัติเมืองเมื่อคืน และจำได้ว่าโรงแรมที่จองไว้อยู่ใกล้ๆกัน คนขับรถแท็กซี่ยิ้ม(อ่อน)พร้อมกับชี้ไปแล้วบอกว่าเดินไปห้าเมตร หลังกำแพงนั้นคือ Bhaktapur Durbar Square 😝

    อาศัยกูเกิลแมพโหมดออฟไลน์ฉันเดินลัดเลาะไปจนเจอโรงแรมที่จองไว้ เจ้าของโรงแรมต้อนรับฉันด้วยชาเนปาลหอมกรุ่น แต่แอบคิดในใจว่าวันนี้จัดทั้งชาทั้งกาแฟจะเป็นไรมั้ยนิ คุยกันถูกคอได้อัพเกรดเป็นห้องชั้นสามพร้อมระเบียง ห้องตกแต่งสวยงามพร้อมเตียงใหญ่ในแบบที่ฉันชอบ ตัดสินใจจองต่ออีกหนึ่งคืนเพราะเริ่มชอบที่นี่ เก็บเป้ให้เข้าที่ คว้ากล้องออกเดินเข้าไปในเมือง เมือง Bhaktapur เป็นเมืองที่น่าสงสารมาก เหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ยี่สิบห้า เมษายน ปีสองพันสิบห้า ทำให้เมืองเกือบทั้งเมืองเสียหาย สองปีกว่าผ่านไปแล้วแต่ร่องรอยความเสียหายยังมีให้เห็นอยู่ทั่ว ชาวบ้านยังคงซ่อมแซมบ้านตัวเองอยู่ บางบ้านก็ต้องสร้างใหม่ทั้งหลัง เสียงการก่อสร้างยังดังอยู่ทั่วเมือง ฉันเดินไปเรื่อยๆจนสังเกตว่ามีเสียงมอเตอร์ไซค์ขับตามฉันมาได้สักพักก็เลยหันกลับมาดู หนุ่มเนปาลท่าทางเรียบร้อยเจ้าของมอเตอร์ไซค์คันโตยิ้มกว้างให้ฉัน Where are you going? เขาถามด้วยประโยคภาษาอังกฤษชัดถ้อยชัดคำ ฉันตอบเขาไปว่าเดินดูเมืองไปเรื่อยๆ เขาเชื้อเชิญให้ฉันซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์และแน่นอนฉันไม่ได้ปฏิเสธ หมู่บ้านนี้ไปทะลุหมู่บ้านโน้น โรงเรียน วัดฮินดู จุดที่แผ่นดินไหวแรงที่สุด หมู่บ้านปั้นหม้อ สารพัดที่ที่เขาพาฉันไปดู ไม่แน่ใจว่าด้วยความบังเอิญหรือบุญถึงจึงทำให้ได้เข้าไปถึงวัดพุทธแห่งหนึ่งในหลืบเขาหนทางสลับซับซ้อน แล้วก็ได้รับอานิสงส์อาหารกลางวันจากที่นี่ด้วย มือฉันกำลังถือจานอาหารที่แม่ออกและแม่ชีตักให้ ตาก็เหลือบขึ้นมองบนผนัง สาธุ ใจมันตื้นตันไปหมด น้ำตาออกมาคลอเบ้า พระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชการที่เก้า ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐินพระราชทานทอดถวายณ.วัดแห่งนี้ วัดมุนีวิหาร เมื่อวันที่สิบเอ็ด ตุลาคม พุทธศักราชสองพันห้าร้อยห้าสิบสอง กินอาหารจนหมดจานยกมือไหว้พระบรมฉายาลักษณ์แล้วเดินไปในวิหาร ปัจจัยส่วนหนึ่งที่มีอยู่ถูกหย่อนลงไปในตู้บริจาค สาธุ สาธุ สาธุ บุญแท้ๆที่ได้มาถึง

   หนุ่มเนปาลยังคงตั้งหน้าตั้งตาพาฉันซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ขึ้นลงเขาไปเรื่อยๆจนฉันต้องขอร้องเขาให้ไปส่งที่วัดแห่งหนึ่งไม่ไกลจากที่พัก เขาเฝ้าถามถึงที่พักแต่ฉันก็เลี่ยงที่จะไม่ตอบ ฉันอ้างว่ายังไม่กลับที่พักตอนนี้แต่จะถ่ายรูปอยู่แถวๆนี้ไปเรื่อยๆ และต้องการจะอยู่คนเดียว เขาไม่ได้เรียกร้องอะไรและไม่ได้อะไรนอกจากน้ำดื่มหนึ่งขวดที่ฉันซื้อให้เขา บางทีเรื่องของน้ำใจมันก็ยิ่งใหญ่นัก แต่บางทีในมุมมองของนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นที่อยากช่วยมันมีเส้นบางๆที่อยู่ระหว่างคือ ระวังตัว กับ น้ำใจ
Bhaktapur เมืองเล็กๆ เศร้าๆ กลางหุบเขาของประเทศเนปาล











  

Monday, August 21, 2017

No real ending


  There is no real ending
  It's just the place where I stop the story.

  Life is tough, but also beautiful.



Tuesday, August 1, 2017

นักขโมยจิตวิญญาณ



      ฉันตั้งใจทำงานมาเกือบสิบปี ทุ่มทั้งแรงกายแรงใจ คิดหาสิ่งใหม่ๆมาเพิ่มเติม  ทั้งวัตถุดิบคุณภาพสูง การตกแต่งอาหาร เทคนิควิธีการสอน เตรียมพร้อมรับงานตลอด 24ชั่วโมง วันหนึ่งมีเด็กสาวชาวอาข่ากับฝรั่งต่างชาติมาเรียนทำอาหารกับฉัน ไม่กี่สัปดาห์หลังจากนั้นเขาก็เปิดสอนทำอาหารบ้าง เลียนแบบทุกสิ่งทุกอย่างจากฉันไป ขโมยความคิดของฉันที่อุตส่าห์สะสมมาเกือบชั่วชีวิต 

  เขาจะรู้มั้ยว่า เขาไม่ได้แค่ขโมยความคิดของฉัน แต่เขาได้ขโมยจิตวิญญาณของฉันไปด้วย
    
          โลกใบนี้บางทีก็โหดร้ายนัก

   ---------------------------------------------------