Friday, November 21, 2014

A piece of art


The truth is you don't know what is going to happen tomorrow. Life is a crazy ride, and nothing is guaranteed. 



Life is like a piece of art,
It needs a genuine heart.
Choose your paint and your brush,
Take your time, avoid the rush.

Before you paint choose your theme,
Don't be afraid to follow your dream.
It's alright, to make a mistake,
Your painting is real, it's not fake.

Watch at your painting, don't be crying,
Try again, keep on trying.
Your painting will never be fully complete,
Enjoy the steps, make sure it's sweet 


 by Joeriz Josef M. Chu
(Baybay City, Leyte, Philippines) 


 

Sunday, November 9, 2014

Loy Kratong parade 2014, Chiangrai

Night portrait
Not my strongest suit....

The same with a few things in my life.... keep doing it even it's not the best.







 

Monday, October 13, 2014

บทสุดท้าย


  ฉันหยิบช่อดอกลาเวนเดอร์ช่อจิ๋วใส่ลงไปในถุงขยะสีดำใบโต มันเป็นสิ่งสุดท้ายที่เชื่อมสายใยระหว่างฉันกับเขา มันเป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาหยิบยื่นให้ฉันขณะนี้มันได้ไปรวมกับอีกหลายๆสิ่งในถุงและกลายเป็นขยะที่ฉันพร้อมจะกำจัดออกไปจากชีวิต หลังจากที่ฉันได้ต่อสู้กับความรู้สึกของตัวเองมานานนับเดือน ความรู้สึกที่ต้องสูญเสีย ความรู้สึกว่างเปล่าในใจ ความรู้สึกโหยหา ฉันได้ไว้อาลัยให้กับมันเป็นเวลาอันควรแล้วและมันก็ถึงเวลาที่ฉันต้องหันกลับมาเผชิญกับความเป็นจริง

  มันไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันต้องเผชิญกับเหตุการณ์แบบนี้ แต่ไม่ว่าจะกี่ครั้งๆกับคนไหนๆมันก็ไม่ได้ทำให้ความเจ็บปวดลดน้อยลง หนึ่งคนจากฉันไปพร้อมกับละทิ้งบทเพลงที่เขาแต่งขึ้นมาให้ฉันในยามที่รักของเราหวานชื่น คนหนึ่งจากไปด้วยภาพวาดเหมือนของฉันที่ฉันเคยเก็บรักษาไว้สองสามปีและได้โยนทิ้งไปในที่สุด บางคนบันทึกชื่อฉันไว้ในคำนิยามของหนังสือเล่มที่เขาเขียนและกลายเป็นหนึ่งในหนังสือขายดีของเขา และอีกหลายๆคนที่ฉันลืมเลือนไปในที่สุด

  มนุษย์ทุกคนเป็นเจ้าของหัวใจเพียงหนึ่งดวงนั่นก็คือหัวใจของตัวเอง ในบางครั้งเราอาจจะเผลอคิดไปว่าเราได้หัวใจดวงอื่นมาครอบครองแต่สุดท้ายเมื่อไม่ได้เป็นไปอย่างที่ใจเราคิด อย่างน้อยเราก็ยังเหลือหัวใจของตัวเอง หัวใจดวงที่เราต้องดูแลให้ดีที่สุด

 



Sunday, October 12, 2014

บทที่สิบสอง


  ฉันสะบัดปลายพู่กันให้สะเด็ดนำ้แล้วแต้มลงบนสีม่วงเข้มในจานสีปาดปลายพู่กันให้แบนเรียบกับขอบจานและบรรจงลากเป็นลายเส้นยาวพาดผ่านสีดำสนิทที่ลงเป็นพื้นหลังบนผ้าใบผืนใหญ่ แสงแดดยามบ่ายส่องทะลุผ่านต้นลีลาวดีใบดกที่แซมไปด้วยดอกสีเหลืองนวลพราวพร่างตกกระทบกับผืนผ้าใบและโต๊ะไม้สักตัวเก่าหน้ากระท่อมที่ฉันใช้เป็นสถานที่เขียนภาพ ลมอ่อนๆพัดผ่านมาทำให้ปอยผมฉันปลิวไหวๆกระทบใบหน้า นึกขึ้นได้ว่าคงต้องหาเวลาไปตัดเล็มผมที่ยาวจนเกือบจรดเอว ฉันไม่ใช่คนที่ขยันสระผมนักบางครั้งฉันสามารถอยู่กับมันได้เกือบอาทิตย์โดยไม่ได้ทำความสะอาดหรือดูแลแต่อย่างไร ครั้งหนึ่งในอดีตระหว่างที่เขากำลังบรรจงเป่าผมให้ฉันเขาเคยถามฉันว่า "คุณจะอยู่ได้ยังไง ถ้าไม่มีผมคอยเป่าผมให้คุณหลังจากคุณสระผมเสร็จ" ฉันหัวเราะขำๆใส่เขาพร้อมกับตอบเขาไปว่าฉันก็ไปใช้บริการร้านทำผม ซึ่งปกติฉันก็ทำแบบนั้นอยู่แล้ว ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรที่จะต้องจ่ายค่าบริการทำผม แต่ฉันรู้สึกใจหายที่จะไม่มีเขาคอยเป่าผมให้ฉันอีก... ตลอดไป

 ฉันเลือกที่จะเขียนภาพแนวแอพสแทรคเพื่อบันทึกเป็นความทรงจำระหว่างความสัมพันธ์ของฉันกับเขา แอพสแทรคที่เต็มไปด้วยสีโทนเข้ม เส้นสายที่ตัดพาดกันดูแข็งแรงและชัดเจนบ่งบอกถึงความเป็นตัวฉันและความเป็นตัวเขา นอกจากเส้นสีจากปลายพู่กันอีกส่วนหนึ่งฉันใช้เกรียงปาดสีมืดจัดตวัดเป็นวงกลมสองวงทับเส้นสายที่ลงไว้แล้ว วงกลมคือความเหมือนระหว่างฉันกับเขาแต่เป็นสองวงกลมที่แยกจากกัน ฉันจุ่มพู่กันลงในถังนำ้หลังจากลงวันที่กำกับไว้ใต้ภาพพร้อมกับเพ่งมองภาพเขียน มันจะถูกนำไปแขวนไว้ในที่ๆฉันจะได้เห็นทุกวัน มันจะเป็นสัญลักษณ์แห่งความล้มเหลวของความเชื่อใจ มันจะคอยเตือนสติฉันในยามที่ฉันอ่อนไหว

  เสร็จจากภาพเขียนฉันยังนั่งอยู่ที่เดิมพร้อมกับนำ้โซดาลอยมะนาวซีกเแก้วใหญ่ หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเปิดเพลงของแจ็ค จอห์นสัน แนวเพลงฟังเล่นๆสบายๆ ฉันรู้สึกว่าจิตใจฉันสงบและเป็นสุขหลังจากที่ฉันได้ทำในสิ่งที่ฉันตั้งใจไว้





บทที่สิบเอ็ด


  "นอนคว่ำแขนแนบลำตัวนะคะ" หมอนวดหญิงวัยกลางคนกล่าวกับฉันเมื่อฉันเดินเข้าไปในร้านนวดริมถนนคนเดินในคืนวันเสาร์และบอกกับเธอว่าฉันต้องการนวดไหล่ หลัง และศีรษะ ฉันนอนคว่ำลงกับฟูกผืนบางหน้าอกเกยไว้กับหมอนยัดนุ่นใบเล็ก หน้าผากสัมผัสกับฟูกและพยายามจะผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจให้อยู่ณ.จุดศูนย์ หมอนวดปฏิบัติหน้าที่ของเธออย่างคล่องแคล่ว นิ้วแข็งแรงไล่บีบเค้นกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นหลังของฉันไล่จากตำ่ขึ้นสูงมาเรื่อยๆจนฉันสัมผัสได้ถึงพลังงานร้อนจัดที่วิ่งผ่านต้นคอไปถึงปลายนิ้ว ฉันเองไม่ได้หลงไหลศาสตร์การนวดสักเท่าไหร่แต่สำหรับคืนนี้ฉันอยากให้ใครซักคนมาสัมผัสตัวฉัน มาเติมความอบอุ่น ความใกล้ชิดและพูดคุยใกล้ๆทำให้ตัวฉันไม่รู้สึกอ้างว้างเหมือนกับช่วงเวลาหลายๆเดือนที่ผ่านมา เสียงเพลงพื้นเมืองจากเสียงตามสายของทางเทศบาลดังอ้อยสร้อยเป็นแบคกราวด์เพิ่มความขลังให้ร้านนวดและร้านรวงอื่นๆที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ทำมือจากท้องถิ่น ฉันนอนหลับตาและปล่อยให้อารมณ์จมดิ่งลงไปในห้วงลึก ไม่มีเขา ไม่มีใคร ไม่มีรัก ไม่มีเกลียด มีแค่ร่างกายของฉันกับสัมผัสของหมอนวดข้างถนน....

  หลังเสร็จสิ้นการนวดฉันเดินข้ามถนนไปยังคาเฟ่เล็กๆหัวมุม นักร้องหนุ่มกำลังบรรเลงเพลงสากลหวานเจื้อยแจ้วคลอกับเสียงกีตาร์ที่ตัวเองเล่น ฉันนั่งลงตรงมุมมืดสุดพร้อมกับสั่งไวน์ขาวหนึ่งแก้ว หลังจากสั่งแล้วฉันจึงรู้ตัวว่าผิดวิสัยตัวเองที่เรียกหาไวน์ขาว ด้วยว่าตัวตนที่แท้จริงของฉันแล้วฉันดื่มเฉพาะไวน์แดง ไวน์ขาวมันคงเป็นความเคยชินและเป็นอิทธิพลจากเขา อดีตคนพิเศษของฉัน  ฉันปล่อยใจให้ดื่มด่ำไปกับบทเพลงและรสชาติละมุนของไวน์ ทุกคำร้อง ทุกบทเพลงซึมซาบเข้าไปถึงก้นบึ้งหัวใจฉัน คงไม่มีครั้งไหนที่ฉันตั้งใจฟังเพลงเหมือนคืนนี้มันเหมือนกับว่าทุกคำของทุกเพลงมันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตฉัน มันเป็นสิ่งที่ฉันเคยสัมผัสเคยกระทำ นักร้องหนุ่มเสียงดีหลายคนเปลี่ยนกันขึ้นมาร้องเพลงต่างแนวบนเวที มีหลายคนพยายามส่งสายตามาให้ฉัน ผู้หญิงเดี่ยวนั่งมุมมืด ฉันทำหน้าเรียบเฉยใส่พวกเขาแสดงให้รับรู้ว่าฉันมาเพื่อจะผ่อนคลาย นั่งดื่ม ฟังเพลง ไม่ได้สนใจที่จะมองหาใครหรืออยากคุยกับใคร

  หมดไวน์ไปสามแก้วฉันก็ยังนั่งอยู่มุมเดิม และฉันก็ค้นพบเกมส์ใหม่ๆ เกมส์ชีวิตที่น่าท้าทายและน่าหัวเราะเยาะกับการใช้ชีวิตคู่ ฉันสั่งไวน์แก้วที่สี่พร้อมกับหันไปมองรอบๆ ลูกค้าส่วนมากของที่นี่จะมาเป็นคู่และหากผู้หญิงลุกไปห้องนำ้ผู้ชายก็จะเริ่มสอดสายตามองไปทั่วคาเฟ่ พอฉันสบตาเขา เขาก็จะส่งสายตาท้าทายและเชิญชวนกลับมา พอผู้หญิงของเขากลับมาเขาก็จะกลับเป็นคนแสนดีของเธอเหมือนเดิม ฉันไม่ได้มองผิดหรือคิดไปเองเพราะฉันได้ลองถึงสามครั้งจากสามหนุ่มที่นั่งต่างมุมกันในคาเฟ่ ความรัก ความไว้ใจ ความศรัทธา สิ่งเหล่านั้นมันได้ตายไปจากฉันนานแล้ว จิตใจฉันคงกระด้างเกินไปจนกว่าที่จะยอมรับได้ว่าผู้ชายเหล่านั้นก็แค่"มอง" ผู้หญิงอื่นไม่ได้เจตนาจะเกินเลยไปกว่านั้น หวลคิดไปถึงเขาอดีตผู้ชายของฉัน จิตใจเขาคงแข็งแกร่งเกินไป เกินกว่าจะให้โอกาส "เรา" อีกครั้ง


Friday, October 10, 2014

บทที่สิบ


  จักรยานเสือภูเขาสีดำคันเก่งพาร่างฉันทะยานฝ่าลมหนาวไปตามถนนเส้นเล็กคดเคี้ยวที่ทอดผ่านทุ่งหน้ากว้างใหญ่จรดไปถึงเทือกเขาไกลลิบตา กลิ่นหอมของรวงข้างออกใหม่แผ่กระจายไปทั่วทุ่ง สีเขียวจัดของนาข้าวทำให้ทุ่งนาดูแลมีมนต์ขลังและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ฉันชลอความเร็วลงพร้อมกับสูดหายใจลึกๆ นึกอยากให้มีคนผลิตนำ้หอมกลิ่นรวงข้าวออกใหม่มาขายฉันคงเป็นหนึ่งในลูกค้าประจำแน่นอน นอกจากกลิ่นหอมจากทุ่งนายังมีอีกหนึ่งกลิ่นหอมที่แทรกเข้ามาฉันพยายามมองหาที่มาจนในที่สุดก็เจอต้นตีนเป็ดต้นเล็กๆขึ้นแซมระหว่างคันนา ดอกตีนเป็ดช่อสีขาวเล็กส่งกลิ่นหอมฉุนหากเข้าไปสูดกลิ่นใกล้ๆแต่จากระยะไกลผสมกลิ่นรวงข้าวมันกลับทำให้เกิดกลิ่นที่น่าเย้ายวนไม่แพ้นำ้หอมชื่อดังราคาสูง อดคิดไปถึงผู้ชายในอดีตของฉันไม่ได้ เขามักจะทำหน้าขำๆทุกครั้งที่เห็นฉันซื้อนำ้หอมขวดเล็กราคาแพงลิ่วจากร้านดิวตี้ฟรีที่สนามบิน "คุณต้องเก็บเงินนานเท่าไหร่ถึงจะซื้อมันได้น่ะตัวเล็ก" ฉันบอกเขาไปว่ามันเป็นอารมณ์ของผู้หญิง สิ่งที่ผู้หญิงรักและชอบไม่ว่ามันจะถูกหรือแพงจะลำบากหรือง่ายดายผู้หญิงก็ต้องขวนขวายให้ได้มา เขาทำหน้าประหลาดกับคำตอบของฉันแต่จากนั้นอีกไม่กี่เดือนเขาก็ยื่นถุงกระดาษใบเล็กจากดิวตี้ฟรีส่งให้ฉัน ถุงกระดาษที่บรรจุนำ้หอมยี่ห้อที่ฉันใช้มานานนับสิบปี

   ฉันออกแรงในการปั่นจักรยานเพิ่มมากขึ้นและพยายามสลัดความคิดเรื่องเขาออกจากสมองของฉันแต่ดูเหมือนว่ามันจะไร้ผลในวันนี้ ภาพเก่าๆกลับเข้ามาในหัวของฉัน ภาพที่เราปั่นจักรยานขึ้นลงเขาในนอร์ทเวสท์ ภาพที่เขาจอดจักรยานรอฉันอยู่บนเนินเขาเพราะฉันหมดแรงปั่นจนต้องจูงขึ้นเนิน ภาพเขาหัวเราะทุกครั้งที่เห็นฉันลงจูงจักรยาน ภาพเขายื่นหมวกนิรภัยจักรยานใบใหม่ให้ฉันในวันที่ฉันยอมไปปั่นจักรยานกับเขา ความคิดถึงเขามาสะดุดที่นอกจากฉันแล้วมีผู้หญิงอีกกี่คนที่เขาเคยยื่นหมวกให้ หนึ่งในนั้นมันคงรวมถึงผู้หญิงเวียดนามของเขา

  ฉันชะลอความเร็วลงและจอดจักรยานไกล้กับแม่นำ้สายเล็กๆริมทาง พิงจักรยานไว้กับต้นชงโคที่กำลังออกดอกสีชมพูหวานเต็มต้น ทรุดตัวลงนั่งพิงอีกด้านหนึ่งของต้นชงโคหลับตาลงพร้อมกับหายใจเข้าออกลึกๆ ฉันคงใช้เวลาและระยะทางมากเกินไปกับการปั่นจักรยานวันนี้ เริ่มตั้งแต่เช้าตรู่จนถึงบ่ายค่อน ลมหนาวพัดผ่านไอแดดมากระทบตัวฉันมันทำให้ฉันรู้สึกแปลกๆ อบอุ่นแต่เย็นยะเยือก ฉันลืมตาขึ้นมองท้องฟ้าสีเข้มจัดที่ตัดกันสีชมพูหวานจากกลีบดอกเรียวแหลมของดอกชงโค ฉันชอบฤดูหนาวของภาคเหนือ ฉันชอบซุกตัวอยู่ในผ้าห่มลายดอกโบตั๋นหนานุ่มที่ฉันซื้อหามาจากประเทศจีน ฉันชอบใส่รองเท้าบู้ทคู่โปรดเดินไปมาในห้อง ชอบถ่ายรูปดอกไม้สวยๆแปลกตาที่ออกดอกเฉพาะหน้าหนาว และฉันก็ชอบที่จะมีเขาเคียงข้างในวันที่เหน็บหนาว
 



Thursday, October 9, 2014

บทที่เก้า


   สี่วันในฮานอยของฉันหมดไปกับการนอนวันละไม่ตำ่กว่าสิบสี่ชั่วโมง ดูเหมือนว่าร่างกายฉันกำลังเรียกร้องให้ทดแทนหลังจากที่นานนับเดือนฉันนอนหลับๆตื่นๆและทุกครั้งที่เหมือนจะเคลิ้มหลับลงก็เต็มไปด้วยฝันร้ายจนไรผมและหลังเปียกโชกทุกคืน เมื่อร่างกายเรียกร้องหาอาหารฉันก็เดินออกมาจากที่พักไปแค่ไม่กี่ก้าวเพื่อกินเฝอหนึ่งถ้วยจากนั้นก็ข้ามถนนไปนั่งดื่มที่คาเฟ่เล็กๆหัวมุมถนน ฉันเลือกที่จะนั่งข้างนอกถึงแม้อากาศจะหนาวเย็นและเต็มไปด้วยควันบุหรี่จากโต๊ะข้างเคียง เสื้อแขนยาวตัวหนานุ่มที่ฉันสวมใส่บวกกับผ้าพันคอผืนโตและฤทธิ์เดชของชานำ้ผึ้งมะนาวแก้วโตควันกรุ่นทำให้ร่างกายและจิตใจฉันรู้สึกอบอุ่นและสงบ ผู้คนที่สัญจรบนถนนส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว เสียงแตรรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ดังอยู่ไม่ขาดสาย แม่ค้าหลายคนหาบสินค้าเดินขวักไขว่ไปมา ดอกไม้สีสวยๆแปลกตา ส้อโอมือรูปร่างหงิงงอน่าพิสวง ขนมกรุบกรอบเครือบนำ้ตาลขึ้นเงาแลดูน่ากิน หลายๆคนหาบแห้วดิบที่มีทั้งแบบปอกเปลือกและไม่ปอกเปลือก ฉันอุดหนุนแห้วจากแม่ค้าคนหนึ่งสองสามครั้ง ทุกครั้งที่เธอเห็นฉันเธอจะรี่เข้ามาหาพร้อมกับยื่นแห้วที่ปอกแล้วสองสามลูกให้ รอยยิ้มกว้างดูจริงใจของเธอทำให้ฉันอดจะซื้อสินค้าของเธอไม่ได้ หนุ่มน้อยพนักงานคาเฟ่เอื้อมมือมาหยิบถ้วยชาที่ว่างเปล่าของฉันกลับไปหลังเคาท์เตอร์และกลับมาใหม่พร้อมกับชาถ้วยใหม่ ฉันเงยหน้าขึ้นมองเพราะไม่ได้สั่งถ้วยใหม่ หนุ่มน้อยพยักหน้าไปยังมุมหนึ่งของคาเฟ่ให้ฉันมองตาม ชายร่างสูงผิวขาวจัดแต่งกายในชุดทำงานเรียบร้อยพร้อมสูทรสีเข้มยกแก้วเบียร์ชูขึ้นมองตรงสบตาฉัน ฉันยกถ้วยชาขึ้นพร้อมกับทำปากขมุบขมิบขอบคุณ หมดชาถ้วยที่สองฉันเรียกพนักงานมาคิดเงินพร้อมทั้งจ่ายเพิ่มเป็นค่าเบียร์ตอบแทนให้เจ้าของชาถ้วยที่สอง ฉันลุกขึ้นยืนสะพายกล้องแนบลำตัวและเดินออกจากคาเฟ่โดยไม่หันกลับมามองข้างหลัง ฉันยังไม่อยากพูดคุยสนทนากับใครทั้งนั้น ฉันแค่อยากอยู่กับตัวฉันเอง

   ตอนเย็นวันที่สี่ฉันตัดสินใจเก็บสัมภาระเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมพร้อมทั้งจองตั๋วรถไฟรอบสามทุ่มไปซาปาเมืองที่ฉันรักอีกหนึ่งเมือง ซาปาเมืองแห่งหุบเขาและบ้านของม้งดำ เมืองที่ฉันเคยกินนอนอยู่นับเดือนตอนที่มาถ่ายรูปและเก็บข้อมูลกับนิตยสารท่องเที่ยวชื่อดังของยุโรปหลายๆปีก่อน  เมืองที่ฉันและตากล้องมือโปรคนหนึ่งได้นั่งคุยกันข้างเตาผิงกับไวน์แดงรสดีว่าเราเกิดมาเพื่อกันและกันแต่ท้ายสุดเราก็แค่เกิดมาเพื่อกันและกันเพียงช่วงเวลาสั้นๆ.... รถไฟเคลื่อนที่ออกจากฮานอยช้าๆ ผ่านตึกเล็กๆแคบๆแต่สูงเสียดที่เรียงเป็นแถวยาวและทิ้งช่วงเป็นบ้านเดี่ยวจนท้ายสุดเหลือแค่ทุ่งนากว้างสุดตา แสงสว่างจากดวงไฟข้างทางลดน้อยไปเรื่อยๆจนในที่สุดความมืดก็เข้ามาแทนที่ ฉันนอนขดตัวอยู่บนเตียงนอนรถไฟชั้นบน เสียงรถไฟดังเป็นจังหวะเข้าหูฉันเหมือนกับพยายามขับกล่อมฉันให้หลับไหลไปกับคำ่คืนอันมืดมิด ฉันผ่อนหายไจยาวๆหลับตาลงและจมดิ่งลงไปในห้วงแห่งนิทรา


   เสียงเคาะประตูเคบินปลุกให้ฉันตื่นขึ้นมา กดดูเวลาจากโทรศัพท์มือถือบอกว่าเป็นเวลาตีห้า รถไฟคงไกล้จะถึงลาวไกเมืองที่ฉันต้องลงและต่อรถไปยังซาปาแล้ว ฉันขี้เกียจเกินกว่าจะไปล้างหน้าแปรงฟันทำธุระส่วนตัวในห้องนำ้รถไฟแคบๆเหม็นๆจึงได้แต่นั่งรอจนรถไฟหยุดลงช้าๆที่สถานีลาวไก ใช้เวลาไม่กี่นาทีฉันก็พาตัวเองมานั่งบนรถตู้คันเล็กที่พาฉันลัดเลาะไปตามถนนแคบๆขึ้นเขาลงเขาร่วมครึ่งชั่วโมงและสุดท้ายฉันก็มายืนอยู่หน้าโบสถ์เล็กๆกลางเมืองซาปา หญิงชาวม้งดำในชุดประจำเผ่าเดินขวักไขว่ไปมาบนถนน บนหลังของพวกเขามีเด็กทารกตัวน้อยนอนขดตัวอยู่ในผ้าคาดสีดำดูน่ารักน่าทนุถนอมเหมือนดักแด้ตัวโต แสงแดดอ่อนๆยามเช้าอบอุ่นนักจนฉันอดไม่ได้ที่จะนั่งลงบนม้านั่งตัวเล็กหลับตาลงปล่อยให้ไอแดดโลมเลียร่างกายพร้อมกับปล่อยใจให้ว่างเปล่า 


  สามวันเต็มๆในซาปาฉันใช้เวลาไปกับการถ่ายภาพผู้คน และทิวทัศน์ของนาขั้นบันไดที่กำลังเขียวขจี ฉันเก็บภาพสาวม้งดำที่กำลังหัวเราะเต็มที่โชว์ฟันทองสองมุมปาก ภาพเด็กตัวเล็กๆแบกตะกร้าใบจิ๋วบรรจุฟืนเดินขึ้นลงเขาเหมือนกับตะกร้านั้นไร้ซึ่งนำ้หนัก ภาพของสองพ่อลูกที่ช่วยกันจับลูกเป็ดสีเหลืองนวลลงตะกร้าไม้ไผ่สาน ฉันใช้เวลาอีกหลายๆชั่วโมงต่อวันในการเดินจากหมู่บ้านหนึ่งไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่งผ่านกระท่อมหลังโย้ที่มีควันไฟลอดออกมาจากหลังคา ผ่านแม่นำ้สายเล็กๆที่คดเคี้ยว ผ่านทุ่งนา ผ่านกลุ่มเด็กๆที่โบกมือทักทาย ตอนคำ่ฉันกลับเข้าที่พักและหมกตัวอยู่ข้างเตาผิงเช็ครูปที่ฉันบันทึกลงในกล้อง จนดึกดื่นค่อนคืนและหลับไหลไปกับแก้วไวน์ในมือ ตื่นมาอีกวันฉันก็ทำเหมือนเดิม ออกเดินสำรวจตามหมู่บ้านมองหาจุดสวยๆสำหรับถ่ายรูป ซื้อขนมติดมือไปฝากเด็กๆตามรายทาง นั่งดื่มชาและมองผู้คนเดินผ่านไปมา บางครั้งฉันยังเห็นเขา ผู้ชายตัวโตคนที่ฉันผูกพันธ์ คนที่คอยดูแลฉันมานานปี คนที่เคยชงกาแฟถ้วยโตให้ฉันในตอนเช้าเดินปะปนกับผู้ที่นี่ บางครั้งฉันยังสัมผัสได้ถึงไออุ่นของเขาข้างๆกายฉัน และบางครั้งฉันก็ยังแอบคิดถึงเขา