Sunday, July 24, 2016

My life


      Life is either a darling adventure
      or.... nothing

      My life is like a strange dream....

      When I stop and look around...
       This life is pretty amazing
      
















Monday, July 18, 2016

It was nothing


     บางครั้ง ฉันเผลอไผลให้ความโกรธครอบงำฉัน

     ฉันกรีดร้องและตะโกนอย่างบ้าคลั่ง

     ฉันร้องไห้ฟูมฟายเสียใจอย่างคนที่พ่ายแพ้

                        อีกหนึ่งวันถัดไป ฉันเริ่มควบคุมสติได้

                        ฉันหัวเราะให้กับความเขลาของตัวเอง

        ชิวิตมันมีดีก็ตรงนี้แหละ

        ฉันทำผิด ฉันแก้ไข และฉันก็พร้อมจะเผชิญกับความจริง
  
        ไม่มีใคร ไม่มีอะไร ทำร้ายฉันได้  ถ้าฉันเข้มแข็งพอ 

        สิ่งงเลวร้ายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต มันก็แค่บททดสอบ

        และฉัน ก็ผ่านมันไปอีกหนึ่งบท










                       

Friday, July 15, 2016

อยากย้อนเวลา



             อยากย้อนเวลา
            แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นเวลาแบบไหน
            เวลาที่เธอไม่มีใคร
            หรือเวลาที่หัวใจไม่มีเธอ








Tuesday, June 14, 2016

The trails of Thanaka 7

14 มิถุนายน 2559
 ย่างกุ้ง ดอนเมือง เชียงราย

   ตื่นมาตอนหกโมงเช้ามานั่งจิบกาแฟนอกระเบียงพร้อมทั้งดูความเคลื่อนไหวของย่างกุ้ง พระนุ่งห่มสีเข้มเดินเรียงแถวยาวบิณฑบาตไปตามริมถนน มือหนึ่งอุ้มบาตรส่วนอีกมือถือตาลปัตรใบลาน เด็กวัดเดินตามหลังพระพร้อมเข็นล้อเข็นสำหรับถ่ายเทข้าวของจากบาตรเมื่อผู้มีจิตรศรัทธาใส่จนเต็ม ผู้คนวัยทำงานยืนถือร่มรอรถเมล์อยู่ริมถนนเป็นกลุ่มๆ ธุรกิจขายหมาก ธุรกิจแท็กซี่ มีลูกค้าแต่เช้าตรู่ นั่งดูนั่นนี่เพลินจนลืมอาหารเช้าที่ถูกยกมาวางไว้ให้เมื่อหลายนาทีก่อน อาหารเช้าง่ายๆจากที่นี่เป็นขนมปังปิ้งสองแผ่น ไข่ดาวหนึ่งฟอง เนยสดและแยมสตรอว์เบอร์รี่พร้อมด้วยกล้วยหอมหนึ่งใบ ฉันทิ้งขนมปังกับไข่ไว้ที่เดิม จัดการกล้วยหอมและกาแฟก่อนจะไปอาบน้ำเก็บข้าวของและพร้อมออกเดินทาง เด็กหนุ่มรีเซฟชั่นยิ้มกว้างเมื่อฉันบอกเช็คเอ้าท์ มีสกลับมาอีกเมื่อไหร่ เขาถามฉัน ฉันตอบไปว่า คงอีกไม่นาน

   สิบหกกิโลเมตรจากในเมืองถึงสนามบินนานาชาติย่างกุ้ง ใช้เวลาค่อนชั่วโมงเพราะอยู่ในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน หกพันจ๊าตสำหรับค่าโดยสาร รถเปิดกระจกทุกบานทำให้ฉันสัมผัสย่างกุ้งได้เต็มๆ ฉันคิดถึงพม่าทั้งๆที่ฉันยังอยู่ในประเทศพม่า!  บนเครื่องบินนั่งคุยกับคนไทยที่ได้ที่นั่งติดกัน สองพี่น้องวัยห้าสิบกว่ามาไหว้เจดีย์ชเวดากอง พี่สาวใจดีแบ่งแซนด์วิชทูน่าที่ห่อมาจากบุฟเฟต์อาหารเช้าโรงแรมให้ฉัน ยกมือไหว้ขอบคุณแล้วรับแซนด์วิชมากิน ไม่ได้หิว ไม่ได้ตะกละแต่กลัวคนให้เสียน้ำใจ พี่สาวคนหนึ่งเป็นข้าราชการกระทรวงวัฒนธรรม พี่สาวอีกคนเป็นพยาบาลวิชาชีพ  ทั้งสองมีอพาร์ทเมนท์ริมนำ้แถวฝั่งนนท์ที่กำลังปรับปรุงเป็นที่พักให้นักท่องเที่ยวพร้อมกับเชื้อเชิญฉันไปเยี่ยมเยือนหากมีโอกาสได้ไปทางนั้น การเดินทางทำให้โลกกว้าง นั่นคือความจริงที่สุด

   สองเที่ยวบิน หนึ่งแว๊นเวสป้ากับ12ชั่วโมงต่อมาฉันก็กลับมานั่งที่โต๊ะทำงานอีกครั้ง การเดินทางครั้งนี้มันจบลงแล้วพร้อมกับประสบการณ์ที่หาค่าไม่ได้ รูปถ่ายกว่าสองร้อยรูปในกล้องยังคงรอเวลาให้ฉันจัดการกับมัน กลิ่นของพม่ายังติดอยู่ปลายจมูกฉัน รอเวลาที่จะกลับไปสัมผัสกับมันอีกครั้ง รอฉันนะพม่า.

  ค่าใช้จ่ายวันนี้
แท็กซี่ 6,000 จ๊าต
ตั๋วเครื่องบิน ย่างกุ้ง-ดอนเมือง 1,200 บาท
ตั๋วเครื่องบิน ดอนเมือง-เชียงราย 650 บาท
อาหาร เครื่องดื่ม 133 บาท















Monday, June 13, 2016

The trails of Thanaka 6

   13 มิถุนายน 2559
 เมืองย่างกุ้ง

    หลับๆตื่นๆอยู่บนรถจากสองทุ่มถึงตีสี่ครึ่งรถทัวร์จากเมืองพุกามก็มาถึงเมืองย่างกุ้ง ตั๋วรถราคา18,500จ๊าตคุ้มค่ากับคุณภาพที่ได้รับ เบาะใหญ่ปรับเอนได้จนเกือบนอนราบ สบายจนเงินที่แบ่งเอาใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงหล่นออกมาโดยไม่รู้ตัว มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่นั่งอยู่ในรถแท็กซี่แล้ว ตอนแรกกะว่าชั่งมันเถอะเพราะรถทัวร์ก็คงไปถึงไหนต่อไหนแล้วและเงินที่แบ่งออกจากกระเป๋าสะพายข้างมาใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงก็เป็นเงินแบ็งค์เล็กๆ 1,000 500 200 และ 100 ให้ง่ายสำหรับจับจ่าย รวมจำนวนเงินก็ไม่น่าจะถึง10,000จ๊าต คนขับแท็กซี่เห็นฉันกระวนกระวายก็ถามว่าเกิดอะไรขึ้นฉันบอกแค่ว่าลืมของไว้ในรถแต่ไม่เป็นไร เขาบอกว่ารถทัวร์ทุกคันต้องเข้าบริษัทหลังจากส่งผู้โดยสารเสร็จ แล้วพาฉันขับอ้อมมาหน้าบริษัทที่รถจอดอยู่ ฉันเอาตั๋วรถให้เด็กรถดูและเขาก็จำฉันได้ เขาเปิดประตูรถและฉันก็กำลังจะเหยียบขึ้นบันไดแต่คนขับซึ่งยังนั่งอยู่ในรถล้วงมือเข้าไปในเก๊ะหน้ารถพร้อมเงินที่ฉันทำตกไว้คืนให้ ไม่เว้นแม้แต่นามบัตรของโรงแรมที่พักคืนก่อน ความรู้สึกตอนนั้นมันพูดไม่ออกบอกไม่ถูกแต่ที่แน่ๆตื้นตันใจกับความซื่อสัตย์ของพวกเขา และความมีนำ้ใจของพวกเขา จำนวนเงินมันไม่ได้มากมายอะไรหากคิดเป็นเงินบาทก็คงประมาณ300บาทแต่ค่าของจิตใจมันประเมิณค่าไม่ได้ ฉันแบ่งเงินที่ได้คืนเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งให้คนรถกับคนขับและอีกส่วนหนึ่งให้คนขับแท็กซี่ พร้อมกับยกมือไหว้พวกเขา

   ตีห้ากว่าๆฉันก็มาถึงที่พักที่จองไว้ เป็นที่ๆเคยพักเมื่อแปดเดือนที่แล้วตอนเขากำลังเปิดโรงแรม และฉันก็เป็นคนแรกที่เขียนรีวิวให้โรงแรมเขา แต่เพราะเช้าเกินไปห้องก็ยังไม่เรียบร้อยก็ได้แต่นั่งจิบกาแฟรอเวลา นักท่องเที่ยวหลายคนเริ่มตื่นฉันก็เลยมีเพื่อนคุย บางคนก็ต้องไปสนามบิน บางคนก็จะไปขึ้นรถไปเมืองอื่นๆต่อ กาแฟอร่อยๆจากเครื่องชงสดๆที่บริการฟรีตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงของโรงแรมทำให้ฉันรู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้นมากจึงไม่อยากนั่งรอห้องพักซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเสร็จกี่โมง ฉันขออนุญาตพนักงานโรงแรมใช้ห้องน้ำและห้องอาบน้ำ จัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยก็คลี่ผ้าพันคอผืนใหญ่ที่พกมาออก เอาเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋าเครื่องใช้ส่วนตัว ห่อให้เป็นถุงผ้าเพราะไม่มีกระเป๋าใบอื่นมาด้วยและจำเป็นต้องใช้เป้สำหรับใส่กล้องถ่ายรูป ขวดนำ้ ไอแพด และอีกหลายอย่างสำหรับพกติดตัวไปด้วย ฝากห่อผ้าไว้กับรีเซฟชั่นแล้วก็ออกเดินเท้าไปสถานีรถไฟย่างกุ้ง ระยะทางเกือบสองกิโลเมตรแต่อากาศเย็นๆตอนเช้าก็ทำให้เดินได้สบายๆ มาถึงที่สถานีทันเวลาพอดีสำหรับรถไฟรอบเมืองย่างกุ้งหรือที่เรียกว่า Circular Train รถไฟที่คนท้องถิ่นใช้สำหรับการซื้อขายสินค้าจากสถานีหนึ่งไปอีกสถานีหนึ่ง รถไฟจะวิ่งช้าๆจอดทุกๆสถานีรายทางถึง37สถานี ระยะทางไม่ได้ไกลแต่เพราะวิ่งช้าจึงใช้เวลาถึง3ชั่วโมงจนกว่าจะครบหนึ่งรอบ ตลอดสามชั่วโมงฉันมีความรู้สึกเหมือนกำลังดูละครในโรงละครไหนซักแห่ง ทุกอย่างที่อยู่รอบตัวมันเคลื่อนไหวตลอด คนนั้นขึ้นคนนี้ลง คนนู้นเอาผักไปส่ง อีกคนไปเอาผลไม้ ในรถไฟก็ว่าดูสนุกแล้ว มองออกไปข้างนอกก็ยิ่งสนุกกว่า มีตลาด ร้านชา คนขายขนม คนหาบไข่นกกระทา แพผักบุ้ง กองขยะ หมากำลังขี้ โอ๊ยยยยยย... สนุกสารพัด รถไฟสายนี้เป็นหนึ่งในขบวนรถไฟที่ฉันสัญญากับตัวเองไว้นานแล้วว่าจะต้องมาสัมผัสให้ได้ ค่าตั๋ว 200จ๊าต ทำเอานำ้ตาฉันจะไหล สามชั่วโมงบนรถไฟกับเงิน7บาทกับประสบการณ์ที่นับค่าไม่ได้ ถ้าฉันอยู่ที่นี่ฉันจะเอารถไฟขบวนนี้มาทำเป็นโปรแกรมทัวร์ ฉันจะพานักท่องเที่ยวขึ้นจากต้นทางจนถึงสถานีที่มีตลาดที่ใหญ่ที่สุดแล้วลง พานักท่องเที่นวชมตลาด จะให้เขาชิมขนมบนรถไฟ จะให้เขาชิมชาที่ตลาด จะ....... วิญญาณนักขายเข้าสิง


   ลงจากรถไฟเดินกลับมาในเมืองแวะกินข้าวกลางวันที่ร้านข้าวแกงร้านเล็กๆหัวมุมถนน ถึงจะเป็นร้านเล็กแต่มีกับข้าวให้เลือกหลายอย่าง ฉันเดินเข้าไปนั่งและหยิบเมนูมาดูแต่อ่านไม่ออกสักตัว เดินไปดูอาหารที่ใส่ถาดเรียงรายไว้แล้วชี้ไปที่อาหารสองอย่าง มันเป็นอาหารพม่าที่อร่อยที่สุดที่เคยกินมา แกงฮังเล มะเขือยาวผ่าครึ่งแล้วผัดทั้งลูก ข้าวเปล่าหนึ่งจาน มาพร้อมผักสดผักลวกจานโต น้ำพริกอีกสองอย่างใส่มาในถ้วยเล็กๆ มันเป็นข้าวจานแรกที่ฉันกินในระยะเวลาหลายๆสัปดาห์เพราะปรกติเป็นคนไม่กินข้าวแต่กินเส้นหรือกินเฉพาะกับข้าว อาหารพม่าไม่ได้เลวร้ายเหมือนก่อนๆ หรืออาจจะเป็นเพราะฉันรักพม่าเข้าไปแล้วหมดใจ


   ช่วงบ่ายเผลอหลับไปตื่นมาเกือบหกโมงเย็น เดินออกไปดูตรงหน้าต่างเห็นฝนตกปรอยๆก็เลยยกเลิกแผนการที่จะไปไหว้พระที่เจดีย์ชเวดากอง ไม่เป็นไรเพราะไปไหว้มาหลายครั้งแล้ว นึกขึ้นได้ว่ามาเที่ยวพม่าก็ตั้งหลายครั้งแล้วแต่ไม่เคยไปดูหนังในโรงหนังพม่าเลย เปิดดูในGPSเห็นว่าอยู่ไม่ไกลจากที่พักก็เลยตัดสินใจเดินลุยฝนไป ถลกขากางเกงขึ้นกลางน่องพอให้นำ้หมากบวกนำ้โคลนที่เจิ่งนองอยู่ริมถนนไม่กระเด็นโดนกางเกง ลากอีแตะแดงคู่เก่งที่ยังทำหน้าที่ของมันได้ดีซึ่งถึงแม้ว่ามันจะกัดง่ามเท้าตรงหนีบแต่พลาสเตอร์สามสี่อันก็ช่วยให้ไม่เจ็บมากนัก กลับบ้านไปคงต้องเลิกใส่รองเท้าแตะซักพักรอให้แผลหาย โรงหนังที่ไปดูชื่อโรงหนังเนปิดอว์ น่าจะเป็นโรงใหม่สุดในเมือง หนังที่ฉายก็ใหม่เหมือนหนังบ้านเรา เอ็กซ์ เมน นินจาเต่า แถมบางเรื่องยังมีระบบสามมิติ แต่ถ้าจะดูหนังที่พม่าแล้วดูหนังพวกนั้นมันก็คงธรรมดาไปบวกกับดูดิเอ็กซ์เมนที่เมเจอร์เชียงรายมาแล้ว ก็เลยตัดสินใจดูหนังอินเดียที่พากษ์พม่าแล้วมีแปลตัวอักษรเป็นภาษาอังกฤษด้านล่าง การซื้อตั๋วก็ใช้วิธีชี้ๆเอาเพราะพนักงานพูดภาษาอังกฤษไม่ได้และคงมีนักท่องเที่ยวไม่กี่คนมาดูหนังที่นี่ ฉันไปถึงไม่กี่นาทีก่อนหนังจะฉายทำให้มีที่หนังเหลือให้เลือกไม่กี่ที่ มันเป็นการดูหนังที่ใกล้ชิดมากเพราะได้นั่งแถวที่สองจากจอหนัง พอหนังจบตาเหล่ไปเลย ก่อนเข้าไปในโรงก็ต้องมีมีป๊แบคอร์นติดมือไปด้วยเพื่อให้ครบรส ซื้อป๊อปคอร์นตามด้วยนำ้อัดลมกระป๋องเล็กแต่ตาเหลือบไปเห็นสาวๆพม่าซื้อเมล็ดทานตะวันกันคนละหลายๆถุง ฉันกลัวตกเทรนด์ก็เลยซื้อตามบ้างและตอนที่แกะกินระหว่างดูหนังปรากฎว่ามันอร่อยมาก เป็นเมล็ดทานตะวันคั่วเกลือใส่ขิงและกระเทียมที่รสชาติดีที่สุดที่เคยกินมา เสียดายไม่ได้ดูว่ายี่ห้ออะไรคราวหน้าจะได้ซื้ออีก ก่อนหนังจะเริ่มก็ต้องลุกขึ้นยืนเคารพเพลงชาติเหมือนโรงหนังบ้านเรา ถึงแม้จอหนังจะไม่ใหญ่เหมือนจอเมเจอร์ และหนังที่ฉายจะไม่ใช่แนวที่ฉันชอบแต่คนดูพม่าก็ทำให้การดูหนังของฉันคำ่นี้สนุกมาก คพพม่าจะซื้อขนม ของกิน เครื่องดื่ม มาจากร้านเพิงหน้าโรงหนัง อันนี้ตลกมากเพราะโรงหนังทันสมัยแต่หน้าโรงหนังจะให้อารมณ์ประมาณหนังกางแปลงบ้านเราสมัยก่อน ถั่วต้ม ไข่นกกระทา(อันนี้ฮิตมากที่พม่า, ถึงว่าข้ามไปท่าขี้เหล็กทุกครั้งก็เจอคนหาบไข่นกกระทาขาย) ยำข้าวซอย ถั่วชุปแป้งทอด แต่ละคนจะซื้อกันเยอะมากเรียกว่าหอบกันเข้ามาในโรงหนัง เห็นบางคนหิ้วปิ่นโตเข้ามาด้วยแต่ฉันไม่แน่ใจว่าเขาเพิ่งเลิกงานแล้วมาดูหนังหรือว่าห่อข้าวมากินในโรงหนัง ดูหนังไปแทะเมล็ดทานตะวันไป ต๊อบแต๊บต๊อบแต๊บกันทั้งโรงมีความสุขมาก สามชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็วกว่าจะรู้ตัวหนังก็จบแล้วเขาเริ่มเปิดไฟสว่าง ก้มลงไปมองพื้นตกใจ! โหหหหห พื้นปูพรมสวยงามตอนนี้มีแต่เปลือกเมล็ดทานตะวันเต็มไปหมดทั้งโรง ฉันพลาดไปนะที่แกะเปลือกออกใส่ถุงกะจะเอาออกไปทิ้งข้างนอกเพราะความเคยชิน คราวหน้าจะทำแบบพม่าบ้าง เอหรือว่าไม่ทำดีกว่าสงสารคนเก็บ เรื่องราวของหนังเป็นเรื่องของความรัก การหักหลังจากคนรัก ความแค้น มนต์ดำ พระเอกนางเอกอินเดียก็ต้องอวบๆตามความนิยม วิ่งไล่เกี้ยวกันจากที่โน่นไปที่นี่ ภูเขาโน้นไปทะลุภูเขานี้ รักกันก็หวานปานน้ำผึ้ง บทโศกขึ้นมาก็นำ้ตาท่วมจอ ฉากที่ถ่ายทำคือลอนดอนแถวสะพานบิ๊กเบ็น พิคคาดิลลี่ กับสวนสาธารณะครึ่งเรื่อง อีกครึ่งเรื่องที่แคว้นราชาสถานอินเดีย


   ออกจากโรงหนังมาเกือบสามทุ่ม ฝนหยุดตกแล้วก็เลยเดินเที่ยวสั่งลาย่างกุ้ง เดินขึ้นสะพานลอยไปดูเจดีย์สุเหล่จากมุมสูงพร้อมยกมือไหว้ขอพร คนพม่ายังเดินกันขวักไขว่บนถนน บ้างก็หาของกิน บ้างก็คงเสร็จงานอยู่ในระหว่างเดินกลับบ้าน ย่างกุ้งทันสมัยขึ้นมากแค่ระยะเวลาแปดเดือนที่ฉันมาที่นี่ครั้งสุดท้ายเปรียบเที่ยบกับวันนี้ มีร้านรวงใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย มีแสงไฟเพิ่มมากขึ้น มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวเพิ่มขึ้น ฉันดีใจที่ได้เห็นพม่าตั้งแต่วันที่ถนนเงียบสนิท จนถึงวันนี้ที่มีไฟฟ้าอยู่แทบทุกหัวมุมถนน


   ค่อยๆโตนะพม่า ไม่ต้องรีบร้อน บางที่ความเจริญมันก็ไม่ได้สำคัญอะไรมากมาย คนรวยเขาไม่อวด เหมือนพม่าที่มีทรัพยากรอยู่มากมายทั้งบนดินและใต้ดิน มีเพชรพลอยอยู่บนยอดเจดีย์เป็นตันๆ ขอให้พม่าเป็นพม่าแบบเดิมๆไปนานๆ

   "ฉันรักพม่า"

ค่าใช้จ่ายวันนี้
แท็กซี่ 7,000 จ๊าต
รถไฟ 200 จ๊าต
อาหาร เครื่องดื่ม 3,300 จ๊าต
ตั๋วภาพยนต์ 3,500 จ๊าต
โรงแรม 521 บาท

















 

 

Sunday, June 12, 2016

The trails of Thanaka 5

12 มิถุนายน2559
 เมืองพุกาม

   วันที่สามและเป็นวันสุดท้ายของครั้งนี้ที่พุกาม ช่วงเช้าฝนยังตกบางๆทำให้ห้องอาหารบนดาดฟ้าค่อนข้างเหงา พนักงานหญิงสองสามคนปฏิบัติหน้าที่กันเงียบๆ ไข่ดาวหนึ่งฟอง ขนมปังโฮลวีทปิ้งพอกรอบหนึ่งแผ่น โยเกิร์ตราดนำ้ผึ้งถ้วยย่อมเป็นสิ่งที่ฉันโปรดปราน บุฟเฟต์อาหารเช้าที่นี่ดูมีคุณภาพกว่าโรงแรมก่อนๆ มีอาหารหลากหลายให้เลือกชิมแต่ฉันก็ได้แค่ชิมไปไปไม่กี่อย่างและตบท้ายด้วยกาแฟสีดำเข้มถ้วยโต

   หยิบกระเป๋าสะพายใบเล็กคาดลำตัว พร้อมกล้องถ่ายรูปคล้องใหล่แล้วเดินออกจากโรงแรมตรงไปตลาดเช้าแห่งเมืองพุกาม ตลาดที่ขับอีไบค์มาสังเกตการณ์ไว้ตั้งแต่เมื่อวานตลาดที่คิดว่าเป็นตลาดเล็กๆเพราะมองเห็นแค่ทางเข้าเล็กๆภายในกลับกลายเป็นตลาดที่กว้างใหญ่ไพศาล แบ่งออกเป็นสองส่วนส่วนที่ขายของแห้งและอีกส่วนที่ขายของสด ตลาดของสดที่นี่เป็นหนึ่งในตลาดที่น่าสนใจที่สุดในโลกสำหรับฉัน พื้นที่เฉอะแฉะไปด้วยโคลนมันทำให้ดูมีเสน่ห์ ฉันก็แค่ดึงขากางเกงขึ้นถึงกลางน่องแล้วเดินลุยไปเหมือนกับคนอื่นๆที่นี่ ถึงแม้รองเท้าแตะจะดีดขี้โคลนขึ้นมาจนจนด้านหลังเลอะเทอะแต่มันไม่ใช่ปัญหาสำหรับฉัน ผักหน้าตาแปลกๆ มะม่วงลูกอ้วนๆสั้นๆ ไก่ที่ชำแหละแล้ว ปลานำ้จืดหลากหลายชนิดถูกนำมาวางขายบนพื้น หมานับสิบตัวยืนเลียกินนำ้ผสมเลือดไก่ที่ไหลนองอยู่ตามพื้น แมลงวันฝูงใหญ่บินว่อนไปเกาะตรงโน้นที่ตรงนี้ที ฉันยืนในมุมที่ฉันคิดว่าไม่เกะกะใครมากที่สุดแล้วบรรจงสอดส่ายเลนส์ไปหาซุปเปอร์โมเดลของฉัน คนแล้วคนเล่าครั้งแล้วครั้งเล่ากดชัตเตอร์ไล่ไปเรื่อยๆนางแบบของฉันไม่จำเป็นต้องสวย เขาแค่มีโครงหน้าและแววตาที่น่าสนใจ คนแก่ หนุ่มสาว เด็กๆ แต่ละคนมีความงามเป็นเอกลักเฉพาะตน ริ้วรอยบนใบหน้าของหญิงชราที่ฉันบันทึกลงกล้องถ่ายรูปวันนี้เป็นหนึ่งในริ้วรอยที่สวยที่สุดที่ฉันเคยบันทึกมา เดินเข้าออกตามตรอกซอกซอยเล็กๆสวนทางกับแม่ชีที่กำลังเดินบิณฑบาตอยู่เป็นระยะๆ ตะกร้าใบเล็กๆแม่ชีใช้แทนบาตร ของทุกอย่างที่วางขายในตลาดใช้ใส่บาตรได้ แม่ค้าดอกไม้ก็ใส่ดอกไม้ แม่ค้ามะม่วงใส่มะม่วง มะเขือ ข้าวสาร ลูกตาล แตงกวา ทำบุญได้ด้วยทุกอย่างจริงๆ ฉันคิดเข้าใจว่าเขาคงเอาประกอบอาหารกันเองที่วัด พระและแม่ชีที่พม่าจะเดินบิณฑบาตกันทั้งวัน พระห่มผ้าสีคล้ำและไม่โกนคิ้ว แม่ชีนุ่งผ้าสีชมพูโกนหัวหรือไม่แน่ใจว่าตัดสั้นมาก ที่พุกามฉันเห็นแม่ชีเยอะมาก มากกว่าที่เคยเห็นในมัณฑะเลย์และย่างกุ้ง สิ่งที่น่าแปลกใจคือพม่าไม่ได้มีขอทานเยอะเหมือนที่เคยเห็นที่เมืองท่าขี้เหล็ก ทั้งตลาดที่เดินเที่ยววันนี้น่าจะมีขอทานไม่เกินห้าคนและพวกเขาก็แค่นั่งกันเงียบๆริมประตูทางเข้าตลาด ไม่ได้เดินตามหรือรบกวนใครๆ อาจจะเป็นเพราะคนไทยใจดีชอบให้เงินโดยไม่มีเหตุผลจึงทำให้ขอทานชอบมารุมคนไทยเวลาข้ามสะพานท่าขี้เหล็กก็เป็นไปได้

   กลับจากตลาดก็รีบฉวยเป้พร้อมกล้องขึ้นหลังเพราะเห็นแดดเริ่มส่องทะลุเมฆก้อนหนาลงมาเจรจากับรีเซฟชั่นให้หาอีไบค์ให้พร้อมกับขอเลทเช็คเอ้าท์ตอนหนึ่งทุ่มเพราะขี้เกียจนั่งรอที่ล้อบบี้ครึ่งค่อนวัน สิบดอลลาร์สำหรับค่าห่องครึ่งวันกับอีกห้าพันจ๊าตสำหรับอีไบค์สุวรรณีก็เดินตัวปลิวออกไปหน้าโรงแรมพร้อมจะแว๊นสั่งลาทะเลเจดีย์แห่งเมืองพุกาม ก่อนเข้าเมืองพุกามเก่าแวะร้านชาเจ้าประจำตามวัฒนธรรมพม่า เด็กผู้ชายอายุไม่น่าจะเกินสิบขวบพนักงานร้านชายิ้มกว้างต้อนรับ ผงกหัวแค่ครั้งเดียวแล้วนั่งรอชิวๆชานมสีเข้มหอมฟุ้งก็มารออยูตรงหน้าพร้อมชาเปล่าแบบฟรีรินเองกาใหญ่ จิบชาไปดูโน่นนี่นั่นไปเพลินจนลืมคิดไปว่าคราบชาสีเข้มจัดจะติดฟันและพอร์สเลนอีกสองชิ้นที่อยู่ในปาก เรียกได้ว่าเพลินจนลืมห่วงกันเลยที่เดียว

   ขับอีไบค์ลัดเลาะไปเรื่อยๆตามเจดีย์น้อยใหญ่ บางช่วงเป็นถนนทรายทำให้ขับลำบากต้องคอยประคองรถไม่ให้ล้ม เส้นทางแบบนี้นานๆที่จะสวนทางกับนักท่องเที่ยวที่ใช้อีไบค์เพราะนักท่องเที่ยวส่วนมากเขาจะไปเฉพาะเจดีย์หรือวัดที่ใหญ่ๆที่แนะนำในหนังสือไกด์บุ้ค หรือเช่าแท็กซี่พร้อมคนขับที่ใช้เฉพาะถนนเส้นใหญ่ คงมีคนบ้าบิ่นอย่างฉันไม่กี่คนที่เลือกมาทางเล็กๆแคบๆแบบนี้ สำหรับขนาดของเจดีย์ที่สร้างขึ้นที่นี่ก็บ่งบอกถึงฐานะบรรดาศักดิ์ของผู้สร้าง เจดีย์ใหญ่ๆก็สร้างโดยกษัตริย์ รองลงมาก็พวกเจ้า เศรษฐีคหบดีก็ลดขนาดกันไปเรื่อยๆ บางเจดีย์สูงชันและสามารถปีนขึ้นไปชมวิวได้อย่างวันนี้ฉันก็ปีนขึ้นยอดเจดีย์Bulethi ที่คนจะปีนขึ้นไปดูพระอาทิตย์ตกดิน ยอดBulethiช่วงเที่ยงวันๆนี้มีแค่ฉันกับฝรั่งหนุ่มอีกหนึ่งคนที่ปั่นจักรยานมา ลมพัดแรงมากบนยอดเจดีย์จนได้ยินเสียงหวีดหวิวของสายลมที่ผ่านหู ฉันนั่งซึมซับทุกอนูความยิ่งใหญ่ของทะเลเจดีย์ไว้ในความทรงจำเพราะไม่คิดจะมาที่นี่อีกอย่างน้อยห้าปีนับจากวันนี้ โลกมันยังกว้างใหญ่นักสำหรับฉัน ยังมีอีกหลายที่ๆอยากเห็นและอีกหลายอย่างที่อยากสัมผัส

   ไม่ลืมที่จะแวะไปDahmmayan Gyi Phayaวัดที่ใหญ่ที่สุดในพุกามอีกครั้ง ข้างในวิหารมีค้างคาวเยอะมากบินกันขวักไขว่และขี้เยี่ยวออกมารดพื้นและองค์พระ แต่คนดูแลวัดก็คอยรักษาความสะอาดได้จนน่าทึ่ง พ่อค้าแม่ค้าขายของที่ระลึกพูดภาษาไทยกันคล่องปากพร้อมเชื้อเชิญนำเสนอให้ซื้อสินค้า หากนักท่องเที่ยวตอบปฏิเสธพวกเขาก็จะบอกว่าอย่าบอกว่าไม่เอาให้บอกว่าตอนนี้ยังไม่เอาแล้วเดินออกไปเงียบๆ ไม่ทำให้นักท่องเที่ยวรำคาญใจเหมือนที่กัมพูชาหรือเวียดนาม เมื่อวานฉันช่วยอุดหนุนภาพวาดจากทรายของแมค้าช่างเจรจาที่วัดManuha ไม่ใช่เพราะอยากได้ภาพวาดแต่ชอบเทคนิคการขายและการเจรจาของนาง  เห็นยอดโดมสวยๆอยู่ลิบตาข้างหน้าใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะหาทางเข้าเจอและพบว่าเป็นยอดวิหารของวัดSulamaniซึ่งเป็นอีกหนึ่งวัดที่สวยงามไม่แพ้วัดAnandaแต่ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวรู้จัก เห็นมีแต่หนุ่มสาวพม่ามากราบไหว้กันเป็นคู่ๆ น่ารักนะออกเดทกันที่วัดบ้างที่เจดีย์บ้าง

   ขับทะลุแทบทุกเขตจนก้นระบมไปหมดและเริ่มเห็นแต่ละเจดีย์ชักจะคล้ายๆกันหรือที่ภาษาไกด์เรียกว่า temple sick ก็ถึงเวลากลับห้องไปพักผ่อนก่อนที่จะขึ้นรถนอนไปย่างกุ้งคืนนี้ แวะกินผัดผักรวมกับสัปปะรดปั่นเป็นอาหารเย็นก่อนอาบน้ำแพคเป้

    ชีวิตมีความสุขดีกับการเดินทาง

ค่าใช้จ่ายวันนี้
โรงแรม 12,000 จ๊าต
 อีไบค์ 5,000 จ๊าต
 อาหารเครื่องดื่ม 2,600 จ๊าต




















 


Saturday, June 11, 2016

The trails of Thanaka 4


   11 มิถุนายน 2559
พุกาม

   ตีสี่กว่าๆฉันสะดุ้งตื่นเพราะเสียงคนข้างห้องเปิดปิดประตู พวกฝรั่งนักท่องเที่ยวคงลงไปเข้าห้องน้ำเพื่อเตรียมตัวไปปีนเจดีย์ดูพระอาทิตย์ขึ้น เปิดผ้าม่านดูเห็นเมฆดำหนาทึบพร้อมกับฝนตกบางๆ น่าเห็นใจนักท่องเที่ยวที่มาจากเมืองไกลที่อากาศไม่เป็นใจสำหรับพวกเขา เสียงคุยกันแว่วๆดังมาถึงห้องฉันว่าคงต้องเสี่ยงไปเพราะเช้านี้จะเป็นเช้าเดียวที่พวกเขาอยู่ที่นี่กัน ฉันไม่ได้มีแผนจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นกับเขาเพราะเคยเห็นแล้วเมื่อสองปีก่อนและคราวนี้ก็ไม่ได้พกขาตั้งกล้องมาสำหรับถ่ายรูปแนวนั้น นอนเล่นไปเรื่อยๆจนเกือนแปดโมงเช้าก็หอบหิ้วเป้พร้อมสำภาระการล้างหน้าแปรงฟันลงมา อ่างล้างหน้าทั้งสามอ่างที่ติดไว้ริมฝาห้องสุขาถูกจับจองแล้วทุกอันโดยหนึ่งน่าจะเป็นพนักงานในโรงแรมนี้และอีกสองเป็นฝรั่งชายวัยรุ่น ฝรั่งสาวอีกสองคนยืนอยู่หน้าห้องสุขามือหนึ่งถือขวดนำดื่มอีกมือหนึ่งแปรงฟันไปพร้อมหยุดคุยกันไปเป็นระยะๆ ฝรั่งฮิปปี้แก่ๆที่ผงกหัวทักทายฉันเมื่อคืนหลังจากที่ฉันออกจากห้องน้ำกำลังบรรจงบีบยาสีฟันใส่แปรงสีฟันให้ตรงตามแนวแต่ไม่ค่อยเป็นผลนักเพราะมือสั่นเกินระดับสี่ริกเตอร์ ฉันยืนรอจังหวะอยู่ห่างๆหลังจากพวกเขาเสร็จสรรพแล้วก็เข้าไปยืนยืนประจำการหน้าอ่างล้างหน้าอันที่ฉันคิดว่าสะอาดที่สุด กำลังใส่แปรงสีฟันไปในปากและเริ่มขยับข้อมือก็มีเสียงดังมาจากอ่างข้างๆ เริ่มด้วยเสียงเปิดปิดน้ำและล้วงหาสิ่งของ จังหวะที่ฉันหันไปดูเพื่อนบ้านแปรงฟันคนใหม่นั้นเองก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่เขาเริ่มขากเสลดครั้งแรก หนุ่มฝรั่งหน้าตาดีผมหยิกหยองเต็มหัวรวบรวมพลังงานและลมปรานทั้งหมดที่เขามีสูดอากาศเข้าไปผ่านจมูกและลำคอของเขาแล้วขากออกมา ขากออกมา ขากออกมา แล้วขากออกมาอีกครั้งแล้วครั้งเล่าจนน่ากลัวว่าตับใตใส้พุงจนถึงลูกอัณฑะของเขามันจะออกมาทางคอจนหมดสิ้น นาทีนั้นฉันนึกไปถึงตัวเองตอนอายุยี่สิบต้นๆที่นั่งรถทัวร์ไปกรุงเทพฯพอถึงหมอชิตตอนเช้ามืดก็ไปยืนล้างหน้าแปรงฟันตรงอ่างหน้าห้องน้ำสาธารณะ คราบยาสีฟันที่คนอื่นบ้วนไว้ คราบเสลดที่ถูกขากออกมาแล้วไหลไปตามคว่ามยาวของอ่าง รูป กลิ่น สี มาเต็มในจินตนาการของฉัน ทำไมฉันต้องทำร้ายตัวเองถึงขนาดนี้ ทำไมฉันต้องทนอยู่ในสภาพแบบนี้ ทำไมฉันถึงต้องอยู่ที่นี่?? วินาทีนั้นมันเหมือนกับมีใครสักคนมาเปิดไฟให้ทางในขณะที่ฉันกำลังเดินในที่มืดๆ รีบแปรงฟันให้เสร็จแล้วขึ้นไปบนห้องจัดการเปิดแอพอโกดาแล้วจองห้องใหม่ โรงแรมใหม่ ห้องนำ้ส่วนตัวคือสิ่งแรกที่ฉันมองหา จัดการเรื่องโรงแรมเรียบร้อยฉันแพคข้าวของลงเป้แล้วออกไปเช็คเอาท์พร้อมซดกาแฟร้อนหนึ่งถ้วย

   เดินไปโรงแรมใหม่ระยะทางเกือบสองกิโลเมตรพอได้ออกกำลังให้เหงื่อชุ่มหลัง ถึงหน้าประตูดอร์แมนรีบเปิดประตูให้พร้อมรอยยิ้มสีแดง ฉันบอกพนักงานรีเซฟชั่นว่าได้จองห้องไว้คืนนี้และขอเช็คอินก่อนเวลา พนักงานใจดีน่ารักมากถามว่าฉันมารถไฟหรือรถเที่ยวดึก ฉันบอกว่าเปล่าฉันเดินมาจากอีกโรงแรมหนึ่งเพียงแค่อยากเปลี่ยนที่นอน เขาให้ฉันเช็คอินเช้าได้โดยไม่มีเงื่อนไขทั้งๆที่มันยังไม่ถึงสิบโมงเช้าด้วยซำ้เพราะตามปรกติเวลาเช็คอินต้องเป็นบ่ายสองขึ้นไป โชคดีชะมัด ห้องใหม่มีทุกสิ่งที่ฉันต้องการ เตียงใหญ่พร้อมหมอนหลายใบ ห้องนำ้สะอาด น้ำดื่ม โต๊ะวางของ ผ้าเช็ดตัวหลายๆผืน สำหรับ ทีวี แอร์ พัดลม ก็ถือว่าผลพลอยได้ อาบนำ้จัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยเดินลงมาข้างล่างติดต่อเช่าสกู้ตเตอร์ไฟฟ้าหรืออีไบค์ราคา5,000จ๊าตต่อวันพร้อมจองตัวรถสำหรับไปย่างกุ้งคืนพรุ่งนี้ อีไบค์มีให้เห็นมากมายที่พุกามมากกว่าเมื่อสองปีก่อนเยอะและรูปแบบก็พัฒนาให้สวยมากขึ้นเรื่อยๆ สองปีก่อนยังมีรูปทรงเป็นกึ่งจักรยานกึ่งสกู้ตเตอร์แต่ ณ.วันนี้รูปแบบเป็นสกู้ตเตอร์เต็มตัวพร้อมสีสันสดใสน่าใช้ อีไบค์ขับได้ความเร็วสูงสุด40กม./ชม. ระยะทางใช้งานสูงสุด45กม.ต่อการช้าตแบตเต็มหนึ่งครั้ง เพื่อความมั่นใจฉันพกนามบัตรของโรงแรมที่พักติดกระเป๋ามาด้วยเผื่อกรณีฉุกเฉิน

   อีไบค์สีเขียวสดพาฉันลัดเลาะมาเริ่มต้นมหกรรมชมเจดีย์ที่เจดีย์Swezigonพร้อมด้วยละอองฝนเบาๆจากนั้นก็แวะไปเรื่อยๆทั้งเจดีย์น้อยและใหญ่ จนมาถึงวัดAnandaท้องฟ้าก็เริ่มเปิดเห็นแสงแดดส่องมาบางๆ วัดนี้ฉันคิดว่าสวยงามที่สุดวัดหนึ่งที่เคยเห็นมาทั้งรูปแแบของวิหารและพระพุทธรูปที่อยู่ด้านใน แวะเล่นกับลูกหมาตัวผอมที่อยู่ในบริเวณวัด มันมีสีเดียวกันกับหมาที่ฉันเคยเล่นด้วยเมื่อสองปีก่อนคาดว่าน่าจะเป็นลูกของตัวนั้นหรืออาจจะญาติๆกัน หมาน่ารักและเป็นมิตรแต่ตัวมันผอมโกรกจนแทบจะเดินไม่ไหวแข้งขาคงไม่มีเรี่ยวแรงมากนัก ฉันล้วงไปในเป้เพราะจำได้ว่ามีโอรีโอ้เหลืออยู่สองสามชิ้น บิออกเป็นชิ้นเล็กๆแล้วยื่นให้มัน หมาอาจจะไม่ชอบโอริโอ้แต่ฉันบอกมันให้พยายามกินจะได้มีแรง ดูเหมือนมันจะฟังรู้เรื่องค่อยๆเล็มกินจนหมดไปสองชิ้น แม่ช่วยได้แค่นี้นะ ถ้าชาติหน้ามีจริงให้ลูกเกิดมาแล้วมีชีวิตที่อุดมสมบูรณ์กว่านี้นะลูกหมานะ เดินทะลุออกมาอีกด้านหนึ่งของวัดมานั่งพักอยู่ใต้ต้นมะขามที่เคยมานั่งพักคราวก่อน ตำรวจสาวสามนางเดินเข้ามาขอถ่ายรูปด้วยคงนึกว่ามีสไทยแลนด์มาเที่ยววัด 555  แวะอีกหลายเจดีย์ก่อนจะมาปีนขึ้นเจดีย์Shwesandawในเวลาเกือบเที่ยงวัน ซึ่งโชคดีมากที่แสงแดดทำให้ขั้นบันไดทั้ง66ขั้นไม่ค่อยลื่น ระดับการปีนน่าจะเรียกได้ว่าคลานขึ้นเพราะทั้งสูงและชันทำให้แอบคิดในใจว่าถ้าได้มาอีกครั้งไม่แน่ใจว่าจะขึ้นไหวรึเปล่า อายุ สังขาร มันบั่นทอนความสามารถของมนุษย์จริงๆ วิวทะเลเจดีย์จากบนเจดีย์Shwesandawยังงดงามเหมือนเดิมถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เวลาพระอาทิตย์ขึ้นหรือพระอาทิตย์ตกดิน . เจดีย์ วัด และศาสนสถานที่ถูกสร้างขึ้นในเมืองพุกามมีมากราว10,000แห่ง แต่ที่คงเหลือให้เห็นจนถึงทุกวันนี้มีประมาณ2,200แห่ง วิว360องศาของทะเลเจดีย์ทำให้ฉันหายเหนื่อยไปเยอะ

   ไม่ลืมที่จะแวะไปที่วัดMahunaแวะชมพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สร้างไว้ในวิหารขนาดพอดีกับองค์พระ ไหล่ซ้ายขวาและเศียรขององค์พระชนพอดีกับผนังและหลังคาวิหาร คนไทยรู้จักพระองค์นี้ในชื่อว่า พระอึดอัด ไม่รู้ว่าใครมาตั้งชื่อไว้แต่เคยอ่านเจอในอินเตอร์เน็ตหลายปีก่อน แวะที่โน่นที่นี่ไปเรื่อยๆ จนถึงวัดเล็กๆแห่งหนึ่งเห็นสาวๆนั่งล้อมวงฝนทะนาคาเอามาประตามตัวและใบหน้า หนึ่งนางในนั้นคงเห็นฉันสนใจก็เลยกวักมือให้เข้าไปร่วมวง ไม้ทะนาคาท่อนโตถูกเอามาฝนกับหินหยาบแล้วค่อยๆเติมนำ้ลงไปจนได้เป็นแป้งสีเหลืองนวล สาวพม่าบรรจงแตะทะนาคาเปียกๆนั้นประไปตามใบหน้าของฉัน ซ้าย ขวา คาง จมูก และเอียงคอดูผลงานของตัวเองแต่นางคงยังไม่ค่อยพอใจจึงประเพิ่มตรงโน้นตรงนี้อีกหลายที่แล้วยิ้มออกมาท่าทางพออกพอใจ หยิบพัดออกมาพัดหน้าฉันจนแห้งแล้วแล้วหยิบกระจกบานเล็กมาให้ส่อง บิ้วตี้ฟูลนางว่า ฉันนึกขึ้นมาได้ว่ามีโลชั่นบำรุงผิวหลอดเล็กติดอยู่ในเป้จึงล้วงออกมาให้เพื่อตอบแทนและช่วยซื้อพุทรากวนอีกหนึ่งกระปุกเล็ก2,000จ๊าต แต่เมื่อมาเปิดดูทีหลังปรากฏว่าขึ้นราแล้วก็เลยโยนทิ้งไป ไม่เป็นไร เขาคงไม่ตั้งใจเอาของไม่ดีมาขาย

   เกือบบ่ายสามขับอีไบค์ผ่านเขตเมืองใหม่พุกามถึงรู้สึกตัวว่าหิว จำได้ว่าเมื่อคืนอ่านเจอเรื่องร้านอาหารอินเดียระแวกนี้ว่าเป็นหนึ่งในสิบร้านอาหารที่อร่อยที่สุดในพุกาม พอนึกได้ปุ๊บตาก็เหลือบเห็นป้ายร้านปั๊บ มันคงเป็นโชคชะตา ลาสซี่มะม่วงแก้วโต ซุปถั่วถ้วยเล็ก แกงเผ็ดไก่มาซาล่า นานกระเทียมอีกแผ่น พร้อมเครื่องเคียงอีกหกอย่าง เสิร์ฟมาในถ้วยและจานเซรามิคอย่างดี ผ้าเช็ดปาก ผ้าปูโต๊ะทำจากผ้าไหมลายเข้าชุดกันสมกับเป็นร้านอาหารมีชื่อ รสชาติอาหารคงให้คะแนนแค่พอใช้ได้เพราะเนื้อไก่ดูเหมือนว่ายังปรุงไม่นานพอแทบเกือบดิบ นึกถึงอาหารคำ่มื้อนั้นที่บาหลีเมื่อหลายเดือนก่อนที่จ่ายเงินไปกว่า100$สำหรับอาหารที่ถือว่าแค่ใช้ได้ สุวรรณีไม่เคยเข็ดเรื่องตามรอยรีวิวร้านอาหาร กี่ปีกี่ปีก็ยังทำเหมือนเดิม

   กลับมาถึงห้องก็รู้สึกว่าตัวเองสกปรกพอสำหรับการสระผมเพราะครั้งสุดท้ายที่สระผมน่าจะห้าหรือหกวันก่อน แชมพูพม่าซองละ50จ๊าต3ซองที่ซื้อมาจากตลาดที่มัณฑะเลย์ถูกนำมาทดลองใช้ เข้าท่าแฮะ หอม ฟองเยอะดี อาบนำ้สระผมเสร็จทนเห็นเตียงใหญ่ๆนุ่มๆไม่ไหวก็เลยใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วโมงนอนกลางวัน

  ตื่นมาเกือบห้าโมงเย็นรีบแว๊นอีไบค์ไป Bu Paya วัดที่ตั้งอยู่ริมน้ำอิระวดีเพื่อดูพระอาทิตย์ตกดินแต่ไม่กล้าอยู่นานจนถึงมืดเพราะระยะทางค่อนข้างไกลและไม่แน่ใจว่าจะหาทางกลับมาที่พักถูกและอีไบค์จะไม่ตายกลางทาง แม่น้ำอิระวดียามเย็นดูขลังและมีเสน่ห์ เรือรับจ้างล่องแม่น้ำอิระวดีเข้าฝั่งกันหมดแล้ว คนเรือรวมกลุ่มกันทำความสะอาดเรือและอาบน้ำไปพร้อมกันดูครึกครื้น แสงสุดท้ายของวันพาดอยู่บนสีทองของเจดีย์Bu Payaทำให้เกิดเงาดูมีมิติ แต่ก็อดนึกถึงเจดีย์องค์ก่อนที่พังลงไปในแม่น้ำด้วยฤทธิ์ของแผ่นดินไหวในปี2518ไม่ได้ว่าจะงดงามเพียงไหน

   ระหว่างทางกลับมาที่พักแวะดื่มชาร้านที่เคยมาเมื่อวาน ชานมพม่าสีเข้มจัดหอมหวานอร่อยชวนดื่ม สนนราคาถ้วยละ400จ๊าตหรือประมาณ13บาท สลัดใบชาจานเล็กวันนี้มาพร้อมช้อนหนึ่งอัน นั่งจิบชาไปนั่งมองวิถีพม่าไป ลูกค้าทุกคนที่นี่เป็นชายก็เลยคิดว่ากิจกรรมจิบชายามค่ำของพม่าน่าจะเป็นกิจกรรมของผู้ชาย พวกเขาจะมากันเป็นกลุ่ม ดื่มชา สูบบุหรี่ เคี้ยวหมาก คุยกัน หัวเราะเฮฮาน่าสนุก ชาวพม่าชอบนุ่งผ้าลาย ยิ่งลายยิ่งอินเทรนด์ ข้างบนลาย ข้างล่างก็ลาย แอ็บสแตรกมาก ฉันเองทุกครั้งที่มาพม่าก็จะนุ่งแต่ผ้าลาย ยิ่งลายยิ่งงามตามเทรนด์พม่า นอกจากร้านขายหมากที่มีอยู่เกือบทุกๆร้อยเมตรริมถนนแล้ว ชาวพม่าก็ชอบเล่นการพนันเป็นงานอดิเรก ฉันเคยไปชะโงกดูเห็นเป็นหอยเบี้ยเขย่าๆแล้วนับ ไม่แน่ใจว่าเขาเรียกว่าเล่นเบี้ยหรือว่าอะไร คราวก่อนที่นั่งรถไฟจากพุกามไปมัณฑะเลย์ฉันเห็นเขาตั้งวงเล่นไพ่บนพื้นท้ายขบวน ประเทศอะไรกิจกรรมเยอะน่ารักชะมัด

  ค่าใช้จ่ายวันนี้
  โรงแรม 835 บาท
  อาหาร เครื่องดื่ม 13,600 จ๊าต
  ตั๋วรถไปย่างกุ้งสำหรับคืนพรุ่งนี้ 18,500 จ๊าต
  เช่าอีไบค์ 5,000 จ๊าต
   
   **รวมค่าใช้จ่ายวันนี้เยอะกว่าวันก่อนๆมาก แต่ก็ยังงงว่าอยู่พุกามมาสองวันแล้วยังไม่ได้จ่ายค่าธรรมเนียมเข้าเมือง20$ สงสัยเพราะว่าวันที่เข้าเมืองมา มากับรถพม่าไม่ใช่รถนักท่องเที่ยวเขาเลยไม่เก็บเงินเพราะคิดว่าฉันเป็นพม่า