Wednesday, November 8, 2017
My life
For most of my life, I have thought of myself as pretty cool.
The coolest part is I’ve never been afraid to fail.
Tuesday, October 24, 2017
Sunday, October 8, 2017
It’s OK
It’s OK to believe in LOVE again
You do I do We all do
Love when you are ready, not when you are lonely
And when you are really in LOVE don’t let it fall apart again
I love ME
Tuesday, September 26, 2017
Ride the journey
Take on risks and ride the journey
Called life with no regrets
And I have made it before I die... Nepal
Nepal SEptember 2017 : Day 16
September 21 Day 16th Katmandu - Bangkok
อาหารเช้าในร้านกาแฟชื่อดังของ Chaksibari Marg รสชาติอร่อย จนฉันอดจะสั่งหลายๆอย่างไม่ได้ มูสลี่โยเกิร์ตใส่ผลไม้ ขนมปังโฮลวีทแผ่นหนาเสิร์ฟมาพร้อมกับไข่ดาวซันนี่ไซด์อัพ แฮชบราวน์ เนยจากจามรีและแยมโฮมเมด น้ำมะละกอคั้นสดเย็นเฉียบ และกาแฟออแกนิค หิมาลายัน จาวา แมวสลิดตัวอ้วนมานั่งคลอเคลียอยู่ใ ต้โต๊ะ สุดท้ายก็กระโดดขึ้นบนม้านั่งมานอนหลับอยู่ข้างๆ สีลายๆและหน้าตาที่เหมือนจะบึ้งตึงอยู่ตลอดทำให้มันดูน่าขัน ฉันเอื้อมมือไปลูบขนมันเบาๆมันทำท่าพอใจทำเสียงครืดๆออกมา ฝนตกเม็ดหนากว่าเมื่อวานจนทำให้บรรยากาศอึมครึม มองไปข้างนอกเห็นทุกอย่างเป็นเฉดสีเทา
เสร็จจากอาหารเช้ารีบวิ่งข้ามถนนกลับเข้าห้องพักแล้วอาบน้ำ จัดกระเป๋า ข้าวของที่เพิ่มขึ้นหลายอย่างทำให้ต้องแบ่งส่วนหนึ่งออกใส่กระเป๋าแทรเวลแบ้กที่เตรียมมาเผื่อกรณีฉุกเฉิน นั่งจัดไปก็นั่งขำตัวเองไปเพราะความคิดบ้าๆ ข้าวบาสมาติสามกิโลกรัม เครื่องปรุงเครื่องเทศเนปาล/อินเดียอีกนับสิบๆห่อ หนังสือสูตรอาหารเนปาล เกลือดำ เหลือสีชมพู โน่นนี่นั่นจนกระเป๋าแน่นเอี๊ยดแทบรูดซิปไม่ได้ ในกระเป๋าเป้มีเสื้อผ้าข้าวของที่จำเป็นสำหรับหนึ่งคืนและกล้องถ่ายรูป ในกระเป๋าสะพายมีโทรศัพท์ ไอแพด และเอกสารการเดินทาง เดินลงบันไดจากห้องพักชั้นห้า คิดๆอยู่หลายครั้งว่าอยากจะเอากระเป๋าทุ่มลงมาข้างล่าง
เช็คเอาท์เรียบร้อยก็เดินข้ามถนนไปหารถแท็กซี่คันที่จอดใกล้อยู่ที่สุด ไม่เล่นเกมส์ ไม่ต่อรองราคาเพราะอยากจะเอาข้าวของทั้งหมดใส่รถและไปถึงสนามบินเร็วๆ โยนกระเป๋าและเป้ไว้เบาะหลังจนเต็มแล้วมานั่งข้างหน้ากับหนุ่มคนขับ หนุ่มฮินดูคนขับรถส่ายหัวดุกดิกยิ้มแป้นที่ฉันมานั่งข้างหน้าด้วย ฉันทักทายและคุยกับเขาเรื่องนั้นนี้ไปเรื่อยๆ เขาพยายามจะจ้องหน้าฉันทุกครั้งที่เขาสามารถละสายตาจากท้องถนนได้ เอาหน้าเขามาชิดหน้าฉันมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ด้วยความที่รถแท็กซี่เป็นรถคันเล็กและฉันตัวสูงทำให้นั่งทอดขาตรงๆไม่ได้ หัวเข่าฉันแอบชิดอยู่กับกระปุกเกียร์ หนุ่มลากเกียร์รถไปหนึ่งสอง หนึ่งสองหลายครั้งทำให้มือของเขาแตะหัวเข่าฉันหลายครั้งอย่างตั้งใจ ฉันทำเฉยๆแต่หันหัวเข่าออกไปทางประตูรถแล้วชวนเขาคุยต่อเรื่องทั่วไป เขาถามฉันว่าแต่งงานรึยัง ฉันตอบว่าไม่แต่งและคงจะไม่แต่งตลอดไป ฉันพอใจชีวิตของฉันแบบนี้ เขาถามขอถึงอายุฉันตอบไปว่าสี่สิบสี่ปี และจู่ๆเขาก็พูดสวนออกมาวรา I like you เคยคิดเล่นๆอยู่หลายครั้งแล้วว่าหนุ่มเนปาลใจง่ายจริงๆ เพราะเวลาสิบกว่าวันที่นี่มี I like อยู่หลายรายแล้ว LIKE ไม่ใช่ LOVE และหนุ่มคนนี้ก็ไม่ได้likeฉันเฉยๆแต่มือหนุ่มมันไปยุกยิกอยู่ที่เป้ากางเกงของตัวเอง ฉันใช้สมองอย่างหนักว่าจะทำยังไงต่อไปดี จะกระโดดลงรถเหมือนในละครทีวีก็กลัวจะเลอะโคลน จะบอกให้จอดแล้วลงไปหาแท็กซี่คันใหม่ก็คงจะหายากแถวนี้ จะนั่งเฉยๆต่อไปก็กลัวหนุ่มจะขยับยุกยิกตรงนั้นหนักกว่าเก่า ก็เลยพูดออกไปว่าฉันอายุสี่สิบสี่นี่คงจะรุ่นเดียวกับแม่เธอนะ เธอรักแม่มั้ย แม่เธอทำกับข้าวอร่อยมั๊ย ถามไปคุยไปเรื่อยๆจนหนุ่มหยุดเกาแล้วตั้งใจขับรถจนถึงสนามบิน แอบคิดในใจขนาดตอนนี้หน้ามีแต่สิวจนพรุนไปหมดเพราะฤทธิ์ของฝุ่น ผมไม่ได้สระมาเป็นอาทิตย์ กางเกงตัวนี้นุ่งมาสามวันละยังไม่วายบิ้วอารมณ์หนุ่มได้อีก เง้อออออ....
สนามบินตริภูวันยามสายเป็นไปอย่างเอื่อยๆ ผ่านซีเคียวริตี้สองสามด่านถึงจะผ่านเข้าไปข้างในได้ แต่ไม่ว่าจะผ่านกี่ด่านจนถึงบอร์ดดิ้งก็ไม่มีใครว่าเรื่องขวดน้ำดื่มที่เอาเข้าไป ของเหลวคงไม่มีศักยภาพพอที่จะทำระเบิดได้ในเนปาล ดีงามจริงๆมีน้ำดื่มตลอดเวลาที่ต้องการ กระเป๋าสำรองถูกนำไปเช็คและโหลดเข้าใต้ท้องเครื่อง มันหนักเกินไปที่จะหิ้วไปมาและการบินไทยก็ให้โหลดกระเป๋าได้ถึงสามสิบกิโลกรัม เดินตัวปลิวเข้าไปหาประตูขึ้นเครื่องแต่คงเช้าเกินไปเพราะหมายเลขประตูยังไม่ออก สนามบินตริภูวันเป็นสนามบินนานาชาติแห่งเดียวในเนปาล แต่ก็เป็นสนามบินที่เล็กมากๆ ระหว่างที่รอหมายเลขเกทก็นั่งรวมๆกันในห้องโถง ฉันนั่งมองดูนั่นนี่เพลินๆรู้ตัวอีกทีก็มีเสียงทักอยู่ใกล้ๆ May I borrow you cellphone? หันหน้าไปดูเจอพระธิเบตหนุ่มตัวสูงใหญ่ยืนอยู่ข้างฉัน จีวรสีออกแดงห่มแตกต่างจากพระสงฆ์บ้านเรา สะพายย่ามที่ปักคำว่า University.... Tibet อะไรสักอย่าง ที่ชอบที่สุดและคิดว่าเท่ห์ที่สุดคือพระใส่รองเท้าบู้ทTimberland โครตเท่ห์เลย ยื่นโทรศัพท์ให้พระยืมและเห็นแว้บเเว้บว่าพระเองก็ใช้ไอโฟนเจ็ดพลัส นั่นนนได้อีก ระหว่างที่พระยืมใช้โทรศัพท์ก็แอบมองๆท่านและคิดไปถึงหนังที่ แบรด พีท เล่น เรื่องเซเว่นเยียร์สอินธิเบต คิดไปคิดมาอยากไปธิเบต! ได้โทรศัพท์คืนแล้วแต่สายตายังมองตามพระชื่นชมความเท่ห์ของท่าน โน่นท่านไปนั่งอีกฝั่งหนึ่งแต่ยังส่งยิ้มมาให้ นรกจะกินหัวรึเปล่านะที่คิดว่าพระธิเบตนี่เท่ห์และน่าสนใจจริงๆ ตอนหลังท่านเดินผ่านไปซื้อน้ำชาท่านยังมีน้ำใจแวะถามว่าฉันอยากดื่มอะไรมั้ย ชื่นใจจริงๆ
บอกลาเทือกเขาเอเวอร์เรสผ่านหน้าต่างเครื่องบิน พาสต้าปลา ไวน์ขาวสองอึก น้ำแอปเปิลหลายแก้ว และหนังการ์ตูนอีกสองเรื่อง ทีมงานรักคุณเท่าฟ้าก็พาฉันกลับมาเมืองยิ้ม สนามบินสุวรรณภูมิ ผ่านระบบออโต้พิมพ์นิ้วมือสแกนพาสปอร์ตตรวจคนเข้าเมืองพาตัวเองเข้าประเทศในระยะเวลารวดเร็วทันใจ ฉันขนสัมภาระทั้งหมดมาใส่รถเวียนชัตเติ้ลบัสต่อไปสนามบินดอนเมือง นะหว่างทางฝนตกหนักไม่ขาดเม็ดตลอดเวลากว่าชั่วโมงบนรถบัส ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่าครบรส แต่ก็น่าแปลกที่พอเข้าเขตดอนเมืองก็เริ่มซาและหยุดหายไป กระเป๋าสำรองถูกฝากไว้ที่เคาน์เตอร์รับฝากของในสนามบิน ฉันเดินตัวปลิวข้ามสะพานอมารีแล้วลงมาถนนใหญ่ เดินเลาะถนนไปเรื่อยๆเกือบสิบนาทีแล้วเลี้ยวขวาก็ถึงโฮสเทลเล็กๆที่จองไว้ ห้องดอมแปดเตียงที่มีแต่ฉันกับสาวชาวฝรั่งเศสอีกคนพักอาศัยมันดีพอแล้วสำหรับคืนนี้
---- คนที่ก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆ ไม่ได้หมายความว่าเขาหลงทาง----
Nepal September 2017 : Day 15
September 20th Day 15 : Thamel - Gaushala
ฝนตกปรอยๆเมื่อฉันก้าวออกจากที่พัก ดึงฮู้ดเสื้อขึ้นคลุมศีรษะแล้วก้าวยาวๆผ่านร้านรวงที่กำลังจะเปิด แวะร้านกาแฟตรงหัวมุมถนนสั่งกาแฟร้อนใส่ถ้วยกระดาษแล้วเดินถือไป หนุ่มร้านกาแฟเจ้าประจำเห็นฉันเดินผ่านและถือถ้วยกาแฟจากร้านอื่นก็ทำหน้าขำๆใส่ "กาแฟอร่อยมั้ย เบื่อเนสกาแฟของฉันแล้วสินะ" เขาเย้า ฉันเดินไปหาเขายิ้มๆใส่แล้วคุยกันต่อเรื่องนั้นเรื่องนี้ก่อนจะเดินไปหาแท็กซี่ ฝนตกฉันขี้เกียจเดินไปป้ายรถเมล์บวกกับคำนวณค่าใช้จ่ายแล้วว่าคงไหว แท็กซี่สภาพเก่าที่ไม่น่าจะวิ่งได้พาฉันมุ่งหน้าไปวัดฮินดู วัดPashupatinath วัดที่ไม่ได้อยู่ในโปรแกรมที่มีอยู่ ที่จริงวัดนี้อยู่ไม่ไกลจากBoudhanathที่ไปมาเมื่อวานนี้ เดินหากันได้ แต่ก็ไม่ได้นึกถึงและนึกที่จะไป รถแท็กซี่จอดส่งแค่ถนนใหญ่จึงต้องเดินต่อไปเรื่อยๆตามทางเล็กๆ ตามรายทางมีผู้คนขายดอกไม้บูชา เครื่องรางต่างๆ ผงซินดูว์สำหรับเจิมหน้าผากสีเข้มบ้างอ่อนบ้างต่างกันไป ร้านรายทางมีเยอะมากร้านติดร้านจนฉันแอบสงสัยไม่ได้ว่าเขาได้ขายกันทุกร้านไหม ผ่านเข้าเขตวัดมีฝูงนกพิราบหลายร้อยตัวกำลังจิกกินอาหารที่ผู้คนโปรยให้ พอคนโปรยอาหารทีนกก็บินฮือตามอาหารทีจนฉันต้องรีบปิดจมูกปิดปากวิ่งผ่านเขตนั้นเพราะทั้งฝุ่นทั้งขนนกปลิวว่อนทั้งบริเวณ เดินไปจนถึงจุดซื้อตั๋วเหตุการณ์ปรกติก็เกิดขึ้น หนุ่มตาคมตามประกบอาสาจะเป็นไกด์ให้และราคาไม่แพง ฉันบอกปฏิเสธไปเพราะหนึ่งไม่มีตังจ่าย สองอยากจะใช้เวลาอยู่คนเดียว
จ่ายค่าค่าตั๋วหนึ่งพันรูปีแล้วก็เดินดูจุดต่างๆของวัด มีหลายจุดที่เขาไม่ให้คนนอกศาสนาเข้าก็ได้แต่แอบสงสัยว่าข้างในจะเป็นอย่างไร บริเวณวัดลึกลับวนเวียนเหมือนเขาวงกต เดินเกือบครึ่งชั่วโมงก็ยังหาทางออกไม่ได้ก็เลยตัดสินใจเดินขึ้นไปบนเขาด้านหลัง มองลงมาเห็นแม่น้ำBagmati สะพาน จดจำทิศทางไว้แล้วลงมาเดินาทางออกจนเจอ เสียงสวดมนต์ดังขึ้นเรื่อยๆเมื่อเดินใกล้ถึงแม่น้ำ หนุ่มตาคมอีกคนตามเข้ามาประกบแล้วชวนคุยและชี้ทางเดิน เขาเดินพาฉันขึ้นไปทางด้านหลังกำแพงใหญ่ ใกล้แม่น้ำแล้วชี้มือลงไปริมแม่น้ำข้างล่างห่างจากจุดที่ยืนไม่กี่เมตร กองฟืนสลับกับกองฟางวางสุมไว้ด้านบนสุดทับไว้ด้วยผ้าสีเหลืองลายฮินดู ศพพันด้วยผ้าสีเหลืองเปิดแค่บริเวณใบหน้าถูกวางไว้ข้างบน คิ้วเข้มของศพตัดกับผิวซีดขาวมันคงจะอยู่ในความทรงจำฉันไปอีกนาน ยกมือไหว้ศพแล้วเดินออกมาจากจุดนั้นพร้อมกับบอกลาหนุ่มตาคม
เดินข้ามสะพานไปอีกฝั่งหนึ่งที่เป็นฝั่งพิธีกรรม ลัดเลาะริมฝั่งไปเรื่อยๆจนถึงจุดสูงสุดแล้วนั่งลงกับพื้น ฉันอยู่ฝั่งพิธีกรรมและฝั่งตรงข้ามก็คือฝั่งเผาศพ ทิศเหนือสะพานเป็นจุดชำระล้างทำความสะอาจครั้งสุดท้าย ศพจะถูกหามลงมาจากฝั่งจนเท้าศพแตะน้ำจากแม่น้ำBagmatiแม่น้ำศักดิ์สิทธ์แล้วทิ้งไว้สิบกว่านาที ระหวางนั้นก็จะมีการสวดมนต์ จุดธูป จุดเทียน จากนั้นศพก็จะถูกหามไปทิศใต้สะพานเพื่อทำการเผา ศพต่อไปก็ถูกลำเลียงมาทำพิธีอาบน้ำต่อไป เสร็จพิธีก็เคลื่อนไปเผา ศพแล้วศพเล่า ศพแล้วศพเล่า เสียงพิธีเคลื่อนศพจากท่าน้ำไปเชิงตะกอน เสียงร่ำไห้ของญาติ เสียงระฆัง เสียงฟืนแตก กลิ่นรูป กลิ่นไหม้ของเนื้อหนังมนุษย์ ควันไฟที่ลอยขึ้นมากองแล้วกองเล่า ฉันไม่รู้ตัวว่าเริ่มร้องไห้ตอนไหนรู้แต่ว่ามันเป็นการร้องไห้ที่หนักหน่วงที่สุด ก้อนแข็งจุกอยู่ที่บริเวณคอหอย น้ำตาไหลพรากไม่ยอมหยุดนับชั่วโมง ความเครียด ความเหนื่อย ความโกรธ ความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานละลายหายไปกับน้ำตา ฉันนั่งอยู่ตรงนั้น บนเนินหินสูง ปลดปล่อยอารมณ์ให้ไหลไปกับสายน้ำBagmati นั่งมองเห็นสัจธรรมใกล้แค่มือเอื้อม สัจธรรมที่รู้มานานแล้วแต่พยายามจะเลี่ยงไม่นึกถึง สัจธรรมที่เคยเห็นมาแล้วที่ใกล้แม่น้ำคงคาที่เมืองพาราณสีปีก่อนแต่มันไม่ได้ปลดปล่อยอีโมชั่นของฉันมากมายขนาดนี้ วันนี้ทั้งวันถ้าฉันนึกถึงไปถึงภาพริมแม่น้ำBagmatiตาฉันก็ยังอุ่นๆอยู่
ใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่ที่วัดPashupatinath ถ่ายรูปBabaหลายท่านที่นั่งนอนอยู่เป็นจุดๆในบริเวณวัด Babaเนปาลไม่แต่งตัวแต่งหน้าและไว้ผมหลุดโลกเหมือนBabaที่อินเดีย พวกเขาก็สงบกว่า และไม่เรียกร้องอะไร ฉันถ่ายรูปเสร็จก็ส่งเงินให้ทุกท่านคนละเล็กละน้อย พวกเขาสนใจฉัน พยายามคุยถามว่ามาจากไหน มากี่คน มากี่วัน เด็กๆเนปาลมายืนมุงดูฉันคุยกับBabaแล้วหัวเราะกันคิกคัก เดินออกจากวัดมาเรียกแท็กซี่ให้ไปส่งไปห้างสรรพสินค้า ปลอบใจตัวเองด้วยเนปาลอีกหนึ่งเรื่อง เรื่องนี้สนุกมีเต้นกันกระจาย ฉากรัก ฉากบู๊ ฉากเศร้า ครบรส การดูหนังของโรงนี้แบ่งออกเป็นสองช่วงคือดูครึ่งหนึ่งแล้วพักสิบนาทีแล้วดูต่อครึ่งที่เหลือ กรอนจะกลับที่พักแวะซื้อเครื่องเทศและเครื่องปรุงหลายอย่าง รวมไปถึงข้าวบาสมาติอีกสองสามถุง กลับไปเชียงรายจะลองทำอาหารเนปาลดู คงสนุก
ปิดท้ายเย็นนี้ด้วยอาหารธิเบต กินเสร็จแล้วก็ไม่แน่ใจว่าอร่อยหรือเปล่าเพราะไม่เคยกินอาหารธิเบตมาก่อนนอกจากMomo สั่งอาหารมาเป็นชุดเพราะอยากจะลองหลายๆอย่าง มีข้าวสวย ----- ชื่อจะมาเขียนทีหลัง ขี้เกียจหา----- สั่งButter tea มาชิมหนึ่งถ้วย ชาที่ชงกับไขมันของจามรีแล้วใส่เกลือไปหน่อย จิบชิมแล้วก็ไม่แน่ใจว่าอร่อยไหม แต่ที่รู่สึกแต่ๆคือดื่ม/กินอาหารเย็นแล้วรู้สึกว่าร้อนมาก คงเป็นเพราะในอาหารมีปริมาณไขมันสูงทำให้ร่างกายอบอุ่น ทำให้พวกเขาสู้กับอากาศหนาวได้
ฉันร้องไห้ ฉันหัวเราะ
โลกกว้าง ทางไกล
สุดท้าย... ฉันก็แค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง
Nepal September 2017 : day 14
September 19th Day 14 : Thamel Katmandu
กาแฟใส่นมในถ้วยกระดาษไขอบอุ่นอยู่ในมือฉัน แดดตอนสายยังอบอุ่นไม่ร้อนแรง เดินออกจากParyatan Marg แล้วเลี้ยวเข้าThamel Marg เดินต่อไปช้าๆพร้อมกับจิบกาแฟในถ้วยไม่เร่งรีบกว่ายี่สิบนาทีขึ้นสะพานลอย ลงสะพานลอยอยู่หลายครั้งก็มาถึงป้ายรถเมล์ที่ต้องการ ฉันยืนงงๆอยู่กว่านาทีเพราะไม่แน่ใจว่าต้องขึ้นรถคันไหน รถตู้คันเล็กๆ และรถเมล์หลายคันจอดอยู่ กระเป๋ารถตะโกนเสียงดังโหวกเหวกเรียกผู้โดยสาร เดินไปถามกระเป๋ารถว่าคันไหนไปBoudhanath เด็กหนุ่มทำหน้างงๆฉันจึงออกเสียงใหม่ "Boda...." คนเนปาลออกเสียงแบบนี้ฉันอ่านมาจากบล็อกท่องเที่ยวคืนก่อน ได้ผลเพราะเด็กหนุ่มชี้ไปที่รถเมล์คันหนึ่ง ฉันเบียดตัวขึ้นไปบนรถเมล์คันเก่าๆที่มีผู้โดยสารนั่งเบียดเสียดอยู่ หนุ่มกระเป๋าชี้ให้ผู้ชายคนที่นั่งอยู่ขยับแบ่งที่ให้ฉันนั่งหลังคนขับรถ รถเมล์เริ่มแล่นออกไปช้าๆพร้อมกับฝุ่นที่คลุ้งเข้ามาในรถ ฉันหยิบหน้ากากอนามัยออกมาจากกระเป๋าแล้วใส่ให้กระชับใบหน้า คนขับรถเปิดเพลงจังหวะเร่าร้อนเขย่าผู้โดยสารไปเรื่อยๆตามถนนที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อและฝุ่นควัน หน้ากากอนามัยช่วยได้มากเพราะนอกจากจะป้องกันฝุ่นได้บางส่วนแล้วก็ยังช่วยลดการได้กลิ่นจั้กกะแร้ของพี่ๆทั้งหลายในรถด้วย จากประสบการสิบกว่าวันที่นี่ก็ได้บทสรุปว่ากลิ่นเต่ามาจากผู้ชายไม่ได้มาจากผู้หญิง ถึงแม้เขาจะเป็นผัวเมียกันแต่กลิ่นตัวก็ไม่ติดกันอันนี้น่าแปลกเพราะสองวันก่อนไปยืนเลือกเสื้อยืดที่ร้านเล็กๆแล้วมีคู่ผัวเมียเดินเข้ามา กลิ่นเต่ากระจายทั่วร้านจนฉันเกือบทนไม่ไหว สักครู่ผัวเดินออกไปข้างนอก กลิ่นก็ก็เริ่มจางๆไป ฉันเป็นคนกลัวกลิ่น ดมจั้กกะแร้ตัวเองทุกเช้าว่ามีกลิ่นเหมือนแขกหรือยัง ทาโรลออนหลายครั้งหลังอาบน้ำ กลัวว่าเครื่องเทศที่กินเข้าไปจะส่งกลิ่นออกมาทางผิวหนัง ผู้ชายมีกลิ่นตัวสำหรับที่นี่คงเป็นเรื่องปรกติเพราะเห็นบางคนแต่งตัวดี หน้าตาดี กลิ่นตัวพวกเขาแรงมากจนฉันแอบคิดว่าโชคดีชะมัดที่เมืองนี้มีฝุ่นและการใส่หน้ากากอนามัยเป็นเรื่องปรกติ ไม่งั้นคงรู้สึกแย่ที่ใส่เพราะรังเกียจกลิ่นพวกเขา
ระยะทางจากป้ายรถเมล์Jamalถึงป้ายBoudhanathไม่ถึงสิบสองกิโลเมตร แต่รถแล่นไปช้าๆแวะรับส่งคนตลอดทาง ฉันนั่งมองคนขึ้นลงรถไปเรื่อยๆสลับมองออกไปนอกหน้าต่าง ใช้เวลาอยู่บนรถเกือบชั่วโมงจึงถึงที่หมาย จ่ายเงินให้กระเป๋ารถยี่สิบห้ารูปีก่อนจะเดินเข้าไปในเขตเจดีย์ ซื้อบัตรผ่านประตูแล้วพาตัวเองเดินเข้าไปหาเจดีย์ที่ใหญีที่สุดในโลก Boudhanath หรือที่คนไทยเรียกว่า พระมหาเจดีย์โพธินาถ ซึ่งองค์เจดีย์มีฐานทรงดอกบัวตูม มีเค้าศิลปะค่อนไปทางธิเบต บนเจดีย์มีรูปเพ้นท์ลายดวงตาเห็นธรรมของพระพุทธเจ้าหรือWisdom Eyesอยู่ทั้งสี่ทิศ อันเป็นสัญลักษณ์ให้ผู้คนทำดี องค์การยูเนสโก้ได้ขึ้นทะเบียนสถานที่แห่งนี้เป็นมรดกโลกในปีคริสต์ศักราชหนึ่งพันเก้าร้อยห้าสิบเก้า นักท่องเที่ยว คนต่างศาสนา พระธิเบต พระอินเดีย พุทธศาสนิกชนที่มีจิตศรัทธาพากันมาเยี่ยมเยือน กราบไหว้อย่างเนืองแน่น หลายคนแสดงจิตศรัทธาโดยนอนคว่ำหน้าราบไปกับพื้นใช้ศีรษะแตะบนพื้นแล้วเลื่อนตัวไปกับพื้นเรื่อยๆจนครบรอบเจดีย์ แต่ด้วยความที่องค์เจดีย์ใหญ่มากกว่าจะรอบคงเจ็บตามเนื้อตัวไปหมดเขาจึงใส่สนับเข่า ความศรัทธา ศาสนา มันยิ่งใหญ่เสมอ
เสียงกระซิบแว่วมาจากพุ่มไม้ระหว่างที่ฉันกำลังกำลังถ่ายรูป หนุ่มเนปาลตาคมแหวกตัวเองออกมาปรากฏตัวให้เห็น เขากวักมือให้ฉันเดิมตามมและด้วยความสงสัยฉันก็เดินตามไป ดอกไม้เล็กๆถูกเด็ดมาใส่มือฉันแล้วเขาก็ชี้ให้วางมันลงไประหว่างฐานเจดีย์ เดินต่อไปอีกนิดเศษธูปที่จุดไว้แล้วก็ถูกดึงออกจากกระถางแล้วส่งให้ฉันปักลงไปใหม่ เดินออกไปอีกนิดเขาให้ฉันเอาศีรษะไปแตะตรงรอยขาวๆตรงฐานเจดีย์ ฉันไม่อยากจะลบหลู่ความเชื่อของใครๆก็เลยเดินตามและทำไปเรื่อยๆ จุพีคมาถึงเมื่อเขาบอกให้ฉันเอาเงินออกมาสามร้อยรูปีแล้วขว้างเข้าไปในพุ่มไม้ข้างหน้า จำไม่ได้ว่าตัวเองเดินออกมาจากจุดนั้นเร็วขนาดไหน แต่มันก็คงจะเร็วพอจนหนุ่มคนนั้นตามไม่ทันจนถึงประตูทางออกฐานเจดีย์ ฉันหันกลับมามองแล้วยืนรอจนเขาตามมาถึง เขาชี้ไปที่นาฬิกาของเขาแล้วส่งสัญญาณถามว่ากี่โมงฉันจะเอาเงินไปไว้ ฉันจ้องหน้าเขาแล้วบอกว่าที่นี่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สถานที่ของพระพุทธเจ้า เขาไม่ควรทำแบบนี้ ฉันไม่สนใจหรอกว่าเขาจะเข้าใจที่ฉันพูดหรือไม่ ฉันแค่พูดในสิ่งที่ถูกต้อง หยุดพักเหนื่อยที่ร้านอาหารเวียดนามเล็กๆภายในบริเวณเจดีย์ ผักสดๆห่อด้วยแผ่นแป้งบางทำให้รู้สึกสดชื่น พายแอปเปิลรสชาติไม่สู้ดีนักแต่ก็กินจนหมดจานเพราะความหิว ตามด้วยโซดาแก้วใหญ่เป็นอันจบมื้อเช้ารวบมือกลางวัน ใช้เวลาอีกค่อนชั่วโมงถ่ายรูปมุมนั้นนี้และเป็นครั้งแรกในเวลาสิบสามวันที่ได้พูดภาษาไทย เพราะตั้งแต่คุยสาวไทยสองคนที่สนามบินในวันที่มาถึงก็ไม่ได้เจอคนไทยอีกเลย หนุ่มๆสี่ห้าคนแบกกล้องอันโตมาจากกรุงเทพ อุปกรณ์พวกเขาดูครบครันและน่าทึ่ง พอๆกับพวกเขาที่ทึ่งกับการเดินทางคนเดียวของฉัน
โชดีที่ขากลับเจอรถเมล์คันเดิมแล่นผ่านมา หนุ่มกระเป๋าจำฉันได้เขายิ้มทักทาย รถคันเดิมแต่ไม่ได้กลับไปเส้นทางเดิมตลอดสายทำให้ฉันต้องลงรถแล้วเดินต่ออีกนิดหน่อย เดินผ่านโรงหนังเล็กๆแล้วเดินกลับมาใหม่เพราะอยากลองดูหนังเนปาล ค่าตั๋วหนึ่งร้อยห้าสิบรูปีไม่กำหนดที่นั่ง โรงหนังกว้างขวางจอใหญ่ใช้ได้ แต่เก้าอี้เป็นเก้าอี้ไม้แบบพับ หนังเนปาลมีความคล้ายกับหนังอินเดีย หนังBolly Wood มีฉากรัก ฉากบู๊ ฉากเศร้า แต่ไม่มีฉากวิ่งข้ามเขาร้องเพลง ฉากไหนที่พระเอกโดนต่อยคนดูก็ร้องตกใจตาม ฉากไหนพระเอกต่อยคนร้ายได้คนดูปรบมือกันรัว ชั่วโมงกว่าๆในโรงหนังจบไปอย่างรวดเร็วสนุกสนานถึงแม้ว่าทั้งเรื่องจะเข้าใจคำเดียวคือ "ละ" แปลว่าใช่
ใช้เวลาเดินอีกนานโขกว่าจะมาถึงThamel แวะร้านซุปเปอร์ซื้อบิสกิตยี่ห้อที่ชอบ การหาซื้อบิสกิตในเนปาลเป็นเรื่องที่สนุกเพราะมีหลายแบบมากให้เลือก เขาใส่ธัญพืชไปเยอะมากจนแทบจะกินแทนมื้ออาหารได้ น้ำผลไม้ ชีสที่ชอบ องุ่นอบแห้งถุงเล็ก หอบหิ้วขึ้นมากินในห้องพักพร้อมกับดูหนังช่องHBO Terminator 2 มีความสุข
Subscribe to:
Posts (Atom)

