เสียงกุกกักดังขึ้นมาจากมุมห้องฉันลืมตาขึ้นมองมาต้นเสียง ความมืดยังคงปกคลุมห้องของโรงแรมริมทะเลสาปที่ฉันเข้าพักตั้งแต่เมื่อคืนนี้ ฉันขยับตัวเพ่งสายตาฝ่าความมืดเห็นเงาของคนตัวสูงเดินเข้ามาหา มืออุ่นยื่นมาสัมผัสแก้มฉัน "ขอโทษนะ ผมทำให้คุณตื่นเหรอ จะออกไปวิ่งแต่ผมหารองเท้าไม่เจอก็เลยค้นในกระเป๋า" ฉันนอนนิ่งเงียบอยู่สัมผัสของมืออุ่นๆข้างนั้นทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย "คุณนอนต่อนะ มันยังเช้ามากและข้างนอกก็หนาว อีกสองชั่วโมงผมจะกลับมาพร้อมกาแฟแบบที่คุณชอบ" เขาโน้มตัวมาแนบคางสากๆแนบแก้มฉัน ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้งหลังจากเสียงปิดประตูตามหลัง ฉันยังนอนนิ่งอยู่ใต้ผ้าห่มสีขาวนุ่มหนาผืนโต อากาศยามเช้าตรู่ริมทะเลสาปของนอร์ทเวสท์ค่อนข้างเย็นแต่เขาก็ยังคงออกไปวิ่งตามปรกติทุกเช้าไม่ว่าจะที่บ้านหรือออกมาเที่ยวพักผ่อนหลายวันแบบนี้ ฉันเสียอีกที่ตามใจตัวเองจนเคยตัวจะทำอะไรแต่ละอย่างต้องให้อารมณ์พร้อม ฉันจึงเป็นคนที่ทำอะไรเยอะมากแต่ไม่สม่ำเสมอ เขาเคยบอกฉันว่าฉันเหมือนกับภาพวาดabstract มันมีอะไรเยอะแยะมากมายในนั้นไม่แน่ใจว่าคืออะไรบ้างแต่รวมกันมันออกมาน่าสนใจ
ฉันตัดสินใจลุกจากที่นอนอันแสนอบอุ่นคว้าเสื้อคลุมผืนยาวนุ่มที่ทางโรงแรมจัดเตรียมไว้ให้มานุ่งห่ม เท้าสอดเข้าไปในรองเท้าบู้ทบุขนแกะนุ่มคู่โปรดที่หอบหิ้วไปด้วยทุกที่ เปิดไฟแรงเทียนตำ่สองดวงตรงมุมห้องพร้อมปรับอุณหภูมิเครื่องทำความอุ่นให้สูงขึ้นอีกนิด เดินย้อนกลับมาหาภาพเขียนที่เขียนค้างไว้และยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เปิดไฟเหนือภาพเขียนพร้อมกับเตรียมสีและพู่กัน อยากเขียนให้เสร็จวันนี้พรุ่งนี้จะได้เก็บข้าวของย้ายไปนอนในเมืองไกล้สนามบินเตรียมพร้อมกับการเดินทางกลับไทยในวันถัดไป ปรับขาตั้งผ้าใบให้สูงขึ้นอีกนิดและเริ่มลงสีเหลืองทองเหลือบน้ำตาลลงบนภาพเขียน มันเป็นรูปของต้นไม้กำลังเปลี่ยนสีที่เรียงรายอยู่ริมทะเลสาป ฉากหลังที่เห็นอยู่ลิบๆเป็นภูเขาสีนำ้เงินเข้มที่ยอดยังมีหิมะสีขาวจัดเหลือบอยู่ ฉันเริ่มเขียนรูปนี้เมื่อสองวันก่อนหลังจากที่ดื่มด่ำกับความงามของสถานที่จริงและซึมซับทุกรายละเอียดไว้จนหมดก็กลับมาตั้งผ้าใบเขียนรูปในห้อง ฉันไม่ชอบเขียนรูปกลางแจังมันมีหลายสิ่งหลายอย่างรอบตัวที่เคลื่อนไหวมากเกินไปทำให้ไม่มีสมาธิ กลิ่นสีอะคริลิคจางๆไม่ฉุนเฉียวเหมือนสีน้ำมันที่ฉันเคยโปรดปรานเมื่อหลายปีก่อน เขาอีกนั่นแหละที่ทั้งขอร้อง บังคับและอ้อนวอนให้ฉันหยุดใช้สีน้ำมันเขียนรูป "มันอันตรายเกินไป กลิ่นของมันทำลายระบบประสาทและกล้ามเนื้อคุณของคุณได้อย่างร้ายกาจเลยนะตัวเล็ก" เขายังบรรยายเรื่องความเลวร้ายของสีน้ำมันให้ฟังเรื่อยๆจนฉันตัดสินใจใช้มันในที่สุด เหมือนกับอีกหลายๆอย่างที่เขาเคยเตือนฉัน "คุณดื่มเบียร์จัดมากนะช่วงนี้ ทุกวันและวันละหลายๆแก้ว คุณลองมาดื่มไวน์แทนมั้ย ดื่มกับผมวันละแก้วช่วงหัวค่ำหรือกับมื้อเย็นก็ได้" เขามักจะมีวิธีพูดให้ฉันไม่รู้สึกแย่ เขารู้ว่าถ้าเขาห้ามฉันฉันก็คงทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามอยู่ดี ฉันดื่มเบียร์เพราะในสังคมของฉันมันเป็นเครื่องดื่มที่นิยมและราคาก็พอรับกันได้ ฉันเองก็ไม่ได้ดื่มเพื่อรสชาติแต่ดื่มเพราะชอบในเอฟเฟคของการดื่ม ชอบที่จะได้พูดคุยกับคนอื่น หัวเราะกันได้ง่ายขึ้น จากนั้นเขาก็จัดหาไวน์แบบที่ฉันชอบ เยอรมันไอซ์ไวน์ขวดเล็กเรียวที่หายากและราคาสูงกว่าไวน์ชนิดอื่นเพราะผลิตจากผลองุ่นที่แข็งตัวจากคืนที่อุณหภูมิติดลบ ดื่มไวน์กับชีสอีดัม ชีสบรี ตามด้วยองุ่นไร้เม็ดลูกเล็กจึงเป็นกิจกรรมที่เราทำร่วมกันทุกครั้งที่มีโอกาสได้เจอกันและกว่าที่ฉันจะรู้สึก ฉันก็ค่อยๆละจากวงเบียร์ที่เคยคิดว่าเป็นกิจกรรมสังคมที่สนุกที่สุดพอหันกลับไปดื่มเบียร์อีกฉันกลับไม่ชอบในรสชาติของมันอีกเลย ความเอาใจใส่เล็กๆน้อยๆที่เต็มไปด้วยรายละเอียดของเขาทำให้ฉันแปลกใจได้เสมอ เพลงที่ฉันชอบฟัง อาหารที่ฉันชอบกิน เครื่องดื่มที่ฉันชอบ โทรศัพท์ที่ฉันชอบวางทิ้งไว้แล้วหาไม่เจอ เขาดูเหมือนจะจดจำทุกอย่างและคอยบอกเตือนฉัน
ฉันปาดพู่กันลงบนผ้าใบเป็นครั้งสุดท้ายและขยับตัวถอยออกมาชื่นชมผลงานของตัวเอง มันไม่ใช่ชิ้นงานที่ดีที่สุดแต่ฉันก็พึงพอใจกับมัน ทิ้งไว้ให้แห้งครึ่งวันแล้วแขวนไว้ท้ายรถกว่าจะขับถึงบ้านเขาก็ใช้เวลาหลายชั่วโมงภาพคงแห้งพอดี ฉันจัดการเก็บล้างอุปกรณ์เขียนภาพแพ็คลงในกระเป๋าผ้าใบใหญ่สีมอๆที่มักจะฝากเขาดูแลให้จนกว่าฉันจะกลับมาใช้งานมันอีก ซึ่งมันก็ไม่เกินปีละสองครั้งตั้งแต่เรารู้จักกันมา ฉันเคยถามเขาแบบขำๆว่าเราควรเรียกความสัมพันธ์ระหว่างเราว่าอะไร เขาเงียบไปพักใหญ่แล้วตอบว่า "มันเป็นทุกอย่างที่คุณอยากให้มันเป็น เราเป็นทีมที่ดีที่สุด เราไม่เคยมีปัญหาตั้งแต่คบหากันมา" ณ.จุดนี้เขากับฉันมีหนึ่งอย่างที่เหมือนกัน เราต่างไม่อยากสัมผัสกับความผิดหวัง และความล้มเหลวในการใช้ชีวิตคู่ เราทั้งคู่ผ่านอะไรๆมามากมายในชีวิตก่อนหน้าที่จะมาเจอกัน เราทั้งคู่จึงหลีกเลี่ยงคำว่ารักและทดแทนด้วยความห่างใยและใส่ใจ
เสียงเปิดประตูพร้อมกับไอเย็นแทรกเข้ามา กาแฟถ้วยกระดาษถ้วยโตกรุ่นไอหอมโชยถูกยื่นมาจากข้างหลัง พร้อมกับสัมผัสเย็นๆจากจมูกของเขาบนไหล่ฉัน "ผมคิดถึงคุณมากเลยระหว่างที่ผมออกวิ่ง อยากกอดคุณไว้แนบอกผมตลอดไป" เราสบตากันในกระจกบานใหญ่และยิ้มให้กันอย่างอบอุ่นท่ามกลางกลิ่นหอมหวานของกาแฟยามเช้า
Saturday, September 20, 2014
Chapter 2
ช่วงแห่งเวลาที่เราใช้ร่วมกันมีเรื่องราวมากมายที่ทำให้ฉันหัวเราะ ยิ้มและลืมทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัว ครั้งนั้นเรานั่งเรือไปกลางแม่นำ้อันกว้างใหญ่ บนเรือมีเรา กัปตันเรือและเหมดที่คอยดูแลเรื่องอาหารเครื่องดื่มและความสะดวกสบายอื่นๆ ฉันง่วนอยู่กับการเปลี่ยนเลนส์กล้องถ่ายรูปอยู่บนกาบเรือด้านหน้า หันมามองเขาเห็นเขากำลังเล็งกล้องมาทางฉัน ฉันยิ้ม ยิ้มในท่าทางยกกล้องแบบเก้ๆกังๆของเขา เขาพึ่งมาหัดใช้กล้องเมื่อไม่นานมานี้ คงเป็นเวลาเดียวกันกับที่เราเริ่มคบกันแต่เขาก็ขยันที่จะเรียนรู้จากหนังสือและสื่อต่างๆ เริ่มต้นด้วยซื้อกล้องรุ่นใหม่ราคาสูงมาใช้งานและภายในเวลาไม่ถึงปีก็ขยับเป็นรุ่นที่โปรมากขึ้นใหญ่มากขึ้นและแน่นอนที่สุดแพงมากขึ้นและเปลี่ยนเป็นครั้งที่สามก่อนหน้าทริปเรือนี้ ฉันแหย่เขามาตลอดเรื่องกล้องใหม่เขาก็แค่ทำหน้าเขินๆและตอบกลับมาว่า " ก็ผมอยากถ่ายรูปสวยๆแบบคุณน่ะและเราจะได้มีกิจกรรมทำร่วมกันระหว่างที่เราเดินทาง ผมเองก็ชอบมากนะเรื่องถ่ายรูปเพียงแต่ไม่มีโอกาสได้ทำมันมาก่อนแค่นั้นเอง " สุดท้ายเขาก็เป็นฝ่ายสอนฉันเรื่องคุณสมบัติต่างๆของกล้องและเลนส์เพราะเขาศึกษามาอย่างลึกซึ้ง ฉันเสียอีกที่แม้ว่าจะจับกล้องมานับสิบปีแต่การเรียนของฉันมาจากภาคปฏิบัติล้วนๆ ตั้งแต่ตามตากล้องนิตยสารท่องเที่ยวไปในในฐานะผู้ช่วยช่างภาพ ตามตากล้องนิตยสารแฟชั่นใปจัดแสง และขยับมาเป็นช่างภาพอิสระและในที่สุดก็แค่งานอดิเรก ความคิดของเขาน่ารักเสมอจนฉันอดไม่ได้ที่จะขยับไปนั่งพิงอกเขาตรงกลางเรือพร้อมกับสอดส่ายสายตามองหามุมสวยๆในเวิ้งนำ้สำหรับบันทึกลงในกล้องคู่ใจ ความสุข....
ครั้งที่เราขับรถแลนด์ โรเวอร์ คันเล็กของเขาไปตามไฮเวย์หมายเลขหนึ่งเพื่อมุ่งหน้าไปยังภูเขาสูงลิบที่มีหิมะคลุมตลอดปีแม้จะเป็นเดือนกันยายน ฉันในฐานะผู้โดยสารที่ดีวุ่นอยู่กับการหมุนหาคลื่นวิทยุฟังเพราะๆกับระยะทางหลายร้อยไมล์ พลันก็มีเสียงเพลงจากคลื่นหนึ่งแทรกมา we wish you a Merry Christmas we wish you a Merry Christmas... เพลงคริสมาสต์ในเดือนกันยายน! ฉันกับเขาร้องกรี๊ดออกมาพร้อมกันฉันเร่งเสียงวิทยุให้ดังขึ้น เขากดปุ่มกระจกรถลงเปิดหลังคาผ้าใบรถออก และเราก็ประสานเสียงกันร้องเพลงคริสมาสต์บนไฮเวย์หมายเลขหนึ่งพร้อมกับโบกไม้โบกมือหัวเราะให้กับรถบรรทุกคันโตที่ขับสวนไปมาเป็นระยะ ความสุข....
กับครั้งที่เราปั่นจักรยานไปตามถนนขรุขระที่ไหนซักแห่ง ทางแย่มากจนฉันอดกังวลไม่ได้ว่าเราจะหลงทางจักรยานเสียหรือขาดนำ้ตายกลางทางแต่เขาก็ยังยิ้มและปลอบฉันว่าเราจะปลอดภัย ฝุ่นสีแดงจัดผสมกับเหงื่อทำให้หน้าตาเราดูตลก และอดหัวเราะขำกับหน้าตาของแต่ละฝ่ายไม่ได้ ปั่นผ่านกระท่อมหลังเล็กที่มีเด็กๆสองสามคนยืนแหงนมองดูบนต้นไม้ฉันปั่นตามเขาผ่านกลุ่มเด็กๆไปพลันหางตาก็เหลือบเห็นว่าวสีแดงตัวเล็กติดค้างอยู่บนกิ่งไม้ ฉันปั่นจักรยานกลับมายังกลุ่มเด็กๆและพยายามจะเอื้อมมือไปหยิบว่าวตัวนั้นให้พ้นจากกิ่งไม้แต่มันสูงเกินไปสำหรับฉัน พลันมือใหญ่ก็เอื้อมมาจากด้านหลังหยิบว่าวตัวจิ๋วออกจากพันธนาการยื่นส่งให้เด็กๆได้อย่างง่ายดาย " ตัวเล็ก " เสียงเขาแหย่ฉัน " ยักษ์ " ฉันตอบกลับ แล้วเราก็หัวเราะใส่กันพร้อมกับฟันขาวๆตัดกับหน้าแดงๆเลอะฝุ่นเหงื่อ ความสุข....
กับอีกครั้งที่เราต่างคนต่างนั่งทำงานของตัวเองอย่างเงียบๆในห้องเอ็กซ์คลูสีฟ เลาจ์ ของโรงแรมดังทีไหนซักแห่งหนึ่ง เขาง่วนอยู่กับการเตรียมข้อมูลสำหรับการสัมนาวันรุ่งขึ้น ฉันยุ่งอยู่กับการตอบอีเมล์ลูกค้าสองสามราย และอัพเดทเวปไซต์ของบริษัททัวร์เล็กๆที่ตัวเองเป็นเจ้าของอยู่แล้วต่อด้วยเล่นเกมส์ที่ชอบ เขาลุกขึ้นยืนแล้วถามฉันว่าอยากดื่มอะไรเพิ่มมั๊ย ฉันตอบไปว่าขอไวน์แดง เขาหายไปสักครู่และกลับมาพร้อมกับไวน์แดงสองแก้วในมือ " ไวน์แดงไม่ใช่ไวน์ที่คุณชอบที่สุด ผมขอโทษด้วยที่โรงแรมนี้ไม่มีไวน์ขาวรสหวานแบบที่คุณชอบ เอาไว้คราวหน้าผมจะหาไอซ์ไวน์ดีๆมาให้คุณนะ ให้อร่อยเหมือนกับที่คุณเคยเล่าให้ผมฟังเมื่อตอนคุณขับรถไปชิมถึงที่โรงบ่มในเยอรมัน " ฉันยิ้มขอบคุณเขา เขาจดจำรายละเอียดเรื่องราวต่างๆได้ดีเสมอ เขาขยับมาดูหน้าจอแลปท้อปของฉัน " งานคุณเสร็จแล้วเหรอ เบื่อมั๊ยที่ต้องมานั่งเฝ้าผมทำงาน เอางี้เราไปว่ายนำ้กันดีกว่า แดดไม่จัดเหมือนตอนกลางวันแล้ว ว่ายนำ้แล้วผมจะทานำ้มันมะพร้าวบนหลังให้คุณก่อนคุณเข้านอนคืนนี้คุณจะได้หลับสบาย " ความสุข....
นำ้หนักตัวที่ทิ้งลงมาบนโซฟาทำให้ฉันตื่นจากภวังค์ ร่างอุ่นๆขยับมาชิดฉัน มือข้างหนึ่งยื่นมาวางไว้บนไหล่ของฉัน " คุณไม่มีความสุขใช่มั๊ย? " ความรู้สึกเจ็บแปรบแล่นผ่านหัวใจของฉันเมื่อเขาทวนคำถามเดิม ฉันสับสน งุนงงกับความรู้สึกของตัวเอง เพียงแค่มือที่วางบนใหล่ฉันมันชั่งมีอานุภาพมากมาย มันหลอมละลายภูเขาหิมะที่อยู่ในใจฉันได้อย่างง่ายดาย เหมือนว่าห้องทั้งห้องกลับมาอบอุ่นอีกครั้ง " ฉันขอโทษ ฉันคงเหนื่อยเกินไปกับการเดินทาง มันเป็น24ชั่วโมงที่แสนยาวนานบนเครื่องบินชั้นประหยัดสองลำนั้น มาเจอปัญหาที่สนามบินปลายทางอีก " เขารั้งตัวฉันชิดอกกว้างของเขา มือใหญ่ลูบบนแผ่นหลังฉันช้าๆอ่อนโยน " หลับตาซะคนดี ผมจะกอดคุณไว้กับอกผม มันผ่านพ้นไปแล้ว คุณไม่ต้องกังวลอะไรแล้ว พักผ่อนให้เต็มที่พอคุณตื่นมาพรุ่งนี้เช้าคุณก็จะเห็นว่าโลกมันสดใสน่าสัมผัสแค่ไหน ถึงข้างนอกฝนจะตกหรือจะหนาวเหน็บแค่ไหนคุณก็จะอบอุ่นและเป็นสุข " ฉันขยับซุกตัวแน่นอยู่ในอ้อมอกกว้างของเขา ที่ที่อันแสนจะอบอุ่นปลอดภัย มีความรู้สึกเหมือนตัวเองกลับไปเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งที่หาทางกลับบ้านเจอหลังจากหลงทางมาทั้งวัน " ฉันมีความสุขคะที่ได้อยู่กับคุณ " ฉันส่งเสียงเล็กๆออกมาก่อนที่จะหลับลงไปด้วยความง่วงงุนแต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงวงแขนแข็งแรงที่กอดกระชับฉันแน่นยิ่งขึ้น
ความสุข ความสุข ความสุข เเละ ความสุข
Chapter 1
"เรารู้จักกันมานานเท่าไหร่ละ?" เสียงคนใกล้ตัวถามในยามบ่ายอันอบอุ่นจากแดดอ่อนๆที่ลอดผ่านต้นสนสูงลิบมายังสวนหลังบ้าน กลิ่นชาอู่หลงหมายเลข16 ที่ฉันหอบหิ้วข้ามน้ำข้ามทะเลมาด้วยกรุ่นมาจากกาสีขาวใบเขื่อง ผสมกับกลิ่นเบเกิลที่อบสุกใหม่ๆฝีมือคนใกล้ตัว นกหลายตัวส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวมาจากต้นแอ้ปเปิ้ลที่ผลสุกเต็มที่จนแทบปริ มองไกลๆเข้าไปในป่าสนเห็นกวางสองสามตัวยืนเล็มหญ้าท่าทางสบายใจ เราทั้งคู่อยู่ในท่าครึ่งนั่งครึ่งนอนบนเก้าอี้ตัวยาวรองด้วยเบาะสีแดงเข้ม ระหว่างเรามีโต๊ะสีขาวตัวเตี้ยที่เต็มไปด้วยปัจจัยที่หก เจ็ด แปด เก้า และสิบ สมาร์ทโฟน ไอแพด แล้ปท้อป ครีมกันแดด หนังสือกองโต เครื่องดื่ม และของขบเคี้ยวอีกสองสามอย่าง "เฮ....คุณได้ยินผมมั๊ย?" คนใกล้ตัวส่งเสียงอีกครั้ง ฉันขยับตัวหันหน้ามามองเขา ถอดเว่นกันแดดอันโตที่ปกปิดแทบจะครึ่งหน้าออก กระพริบตาสองสามครั้งเพื่อให้ตาคุ้นเคยกับแสง ผู้ชายร่างสูงที่นอนเอนอยู่ข้างหน้า ผิวขาวจัดตัดกับหนวดเคราที่ห่างจากคมมีดมาสองสามวัน ขายาวทอดไปจนสุดตัวเก้าอี้ อกกว้างถูกห่อหุ้มไว้ด้วยเสื้อยืดของฝากจากเมืองไทย แววตาเขาที่ฉายออกมาบ่งบอกถึงอารมณ์ในใจ มันสับสน ค้นคว้า กังวล และสงสัย "ซักพักหนึ่งได้แล้วละ" ฉันตอบไป ความเงียบเข้าครอบงำอีกครั้ง สายลม แสงแดด เสียงนก อืมมมม มันเป็นบ่ายที่อภิรมณ์เสียจริง "ไม่ใช่พักหนึ่งแล้วละคุณ เรารู้จักกันมานานนับปี จนบางทีผมยังหลงคิดว่าคุณเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตผม" เสียงตอบกลับมาหลังจากเงียบไปพักใหญ่ ใช่สินะวันเวลามันผ่านไปรวดเร็วนักเรารู้จักกันแต่ต่างฝ่ายต่างก็มีชีวิตในแบบของตัวเอง ในที่ของตัวเอง และทุกครั้งที่เรากลับมาเจอกันเราก็ใช้ชีวิตด้วยกันเหมือนกับไม่เคยแยกจากกัน ไม่มีช่องว่าง ไม่มีรอยประสาน ไม่มีอะไรๆให้รู้สึกถึงความห่าง จากอาทิตย์เป็นเดือนเป็นปีเป็นหลายๆปีที่เราใช้ชีวิตแบบนี้ "คุณเคยคิดอยากให้ความสัมพันธ์ของเรามันเป็นเรื่องเป็นราวกว่านี้มั๊ย?" ฉันนิ่งไปพักใหญ่ๆจนเขาคงทนความเงียบอันแสนจะอึดอัดนั้นไม่ไหว "ผมไม่รู้นะว่าเราคบกันในสถานะไหนผมรู้แค่ว่าระยะเวลาที่ผ่านมาคุณทำให้โลกของผมสวยงามขึ้น ผมรู้สึกอบอุ่นและมีความสุขที่ได้คุยกับคุณถึงแม้ว่าบ่อยครั้งจะเป็นการคุยทางโทรศัพท์ ทุกครั้งที่เราได้มีโอกาสอยู่ด้วยกันผมอยากจะหยุดเวลานั้นไว้ คุณทำให้ใจผมสงบและอบอุ่น" ฉันกลั้นหายใจพยายามรวบรวมสมาธิทั้งหมดก่อนจะตอบเขาไปว่า "ฉันไม่คู่ควรกับคุณ ฉันเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาๆที่มีอายุเริ่มต้นด้วยเลขสี่ ฉันไม่สวย ฟันฉันซี่โตเท่าจอบ หน้าฉันตกกระ ร่างกายฉันไม่เพอร์เฟค ฉันทำงานอิสระมีรายได้ไม่แน่นอน บางทีก็มีบางทีก็อด ฉันมาจากครอบครัวธรรมดาๆไม่มีทรัพย์สมบัติอะไร ฉันไม่มีดีกรีด้อกเตอร์เหมือนคุณ ฉันนอนหลับกัดฟันบางทีก็แถมน้ำลายไหล บางวันฉันนอนแช่บนเตียงทั้งวันกับกาแฟถ้วยโตและหนังสือเล่มยักษ์ ฉันเป็นจอมขี้เกียจสระผม ฉันมีโลกส่วนตัวสูง ฉัน......" ก่อนที่ฉันจะร่ายยาวกว่านี้เขารีบตัดบท " แล้วคุณก็ชอบกินมุสลี่โยเกิร์ตเป็นอาหารค่ำ ชอบใส่รองเท้าบู้ทบุขนแกะนุ่มๆเดินอยู่ในบ้านถึงแม้ว่าอุณหภูมิมันจะสูงกว่ายี่สิบองศา ผมรู้ ผมเห็นสิ่งเหล่านั้นมาตลอดเวลาที่เราคบหากัน มันเป็นตัวคุณเอง คุณไม่เคยทำอะไรที่ไม่ใช่คุณ คงเป็นเพราะสิ่งเหล่านี้ของคุณที่ทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นเมื่ออยู่กับคุณ ผมรู้สึกว่าผมไม่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง ผมเป็นตัวของผมเองได้เหมือนกับที่คุณเป็นตัวของคุณเอง ผมอาจจะเป็นอาจารย์หมอของนักศึกษาแพทย์หลายร้อยคน เป็นหมอใหญ่ของคนไข้อีกนับพันราย แต่พอผมอยู่กับคุณผมก็เป็นแค่ผู้ชายธรรมดาๆคนหนึ่งที่คุณชงชาให้ดื่ม ทำกับข้าวให้กิน ผมชอบทำความสะอาดรองเท้าให้คุณหลังจากที่คุณออกไปเหยียบหญ้าเลอะๆข้างนอก ผมชอบเข็นคุณให้ไปสระผม ผมชอบเป่าผมคุณให้แห้ง ชอบให้คุณปั่นจักรยานตามผมบนถนนเส้นเล็ก ผมไม่ได้สนใจเรื่องรูปลักษณ์หรือเงินทอง ผมสามารถดูแลคุณได้สบายๆจากเงินเดือนของผม " สายตาเราทั้งคู่บรรจบกัน ยังคงมีแววตาแบบเดิมในดวงตาคู่นั้น สับสน ค้นคว้า กังวล ฉันอยากจะดึงแว่นกันแดดอันโตมาปกปิดดวงตาของตัวเองแต่รู้ว่าทำแบบนั้นไม่ได้ มันคงถึงเวลาแล้วที่ต้องคุยถึงเรื่องนี้เพราะที่ผ่านมาเราคุยกันได้ทุกๆเรื่อง เรื่องชีวิตประจำวัน เรื่องครอบครัว เรื่องงาน เรื่องเที่ยว แต่ฉันเองเป็นฝ่ายที่จะเลี่ยงคุย "เรื่องระหว่างเรา" ตลอดเวลานานนับปีผู้ชายคนนี้คอยห่วงใยหวังดีกับฉันมา ยามที่ฉันท่องไปในโลกกว้างเพียงลำพังก็มีแต่เขาที่คอยถามข่าวคราวเป็นห่วงเป็นใยถึงแม้ว่าคำตอบของฉันจะเป็นแค่ I am ok และ I will be ok ก็ตาม "มาเป็นคู่ชีวิตผมนะครับ ผมรู้ว่าคุณไม่ต้องการงานแต่งงานหรูหรา ไม่ต้องการเพชรเม็ดโต ไม่ต้องการป่าวประกาศให้คนทั้งโลกรู้ ผมถึงได้ตัดสินใจถามคุณตอนนี้ จะมีแค่เราสองคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ คุณและผม เรามาตกลงสถานะระหว่างเรา เราโตเกินกว่าจะเรียกกันและกันว่าแฟน ทันสมัยเกินกว่าจะเรียกกันและกันว่าคู่หมั้น กลัวเกินกว่าที่จะเรียกกันและกันว่าสามีภรรยา เราจะเป็นคู่ชีวิตที่เติมเต็มให้กัน ให้ผมได้ดูแลคุณ ให้ผมได้ช่วยเหลือคุณในสิ่งที่ผมพอจะช่วยได้ คุณต่อสู้ดิ้นรนตามลำพังมานานพอแล้วผู้หญิงตัวเล็ก และผมก็อยากให้คุณดูแลผม ชงกาแฟเข้มใส่นมอุ่นๆให้ผม" แสงแดดอันอบอุ่นจากชั่วโมงที่ผ่านมากลับกลายเป็นลมหนาวยะเยือกก่อนจะเปลี่ยนเป็นเปลวร้อนระอุมาจากไหนซักแห่ง อุ้งมือของฉันชื้นไปด้วยเหงื่อ ปล่าวหรอกสายลมแสงแดดยังคงเดิมแต่ใจของฉันมันสะบัดไหวเหมือนพายุเดือนเษา " เหมือนกับเขาอ่านใจฉันออกเมื่อเห็นท่าทีลังเลของฉัน " อย่ากลัวว่าคุณจะสูญสิ้นความอิสระเสรีของคุณ ผมไม่ได้จะกักขังหน่วงเหนี่ยวคุณไว้กับสถานะของเรา ผมรู้ว่าคุณรักมัน รักที่จะกระโจนไปในโลกกว้างเรียนรู้แสวงหาสิ่งใหม่ๆ รักที่ใช้เวลาว่างไปกับการค้นหาเที่ยวบินที่ถูกที่สุด รักที่จะแพ็คกระเป๋าเดินทางไปยังที่ไหนๆ ผมอยากให้คุณทำในสิ่งที่คุณรัก เพียงแค่ให้ผมได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตการเดินทางของคุณ ให้ผมได้รับรู้ว่าคุณอยู่ที่ไหน ทำอะไร คุณรู้มั๊ยผมเป็นห่วงคุณมากแค่ไหนที่จู่ๆก็ได้ข่าวว่าคุณกำลังอยู่กับพวกคนป่าที่ปาปัวนิวกีนี อยู่บนรถไฟในพม่า หรือไม่ก็ไปไปทำอาหารอยู่ที่สเปน"
มันเป็นวันที่ฉันเงียบที่สุดตั้งแต่เรารู้จักกันมา ในหัวฉันเหมือนกับมีพายุทวิสเตอร์หมุนควงอยู่ข้างใน มันงุนงง สับสน บ้าคลั่ง ค่อนชีวิตฉันมีแต่ตัวเอง ฉันจึงเป็นคนที่ตามใจตัวเองอย่างร้ายกาจที่สุด การที่จะรับใครคนหนึ่งมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตมันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ฉันไม่กล้าแม้แต่จะคิด กลัวตัวเองไม่มีความสุข กลัวเขาจะไม่มีความสุข กลัวจะสูญเสียความรู้สึกดีๆที่มีให้กัน และท้ายสุดกลัวจะสูญเสียเขาไป....
ร่างสูงลุกขึ้นยืนและก้าวมานั่งบนเก้าอี้ของฉัน มือเขาขยับยกศีรษะฉันวางบนขาแข็งแรงของเขา มือใหญ่พร้อมกับเล็บที่ตัดเจียนสะอาดวางพาดมาบนเส้นผมฉันพร้อมกับลูบไปมาอ่อนโยน " คุณเหนื่อยใช่มั๊ย? พักเหนื่อยอยู่ในใจผมนะ ผมไม่ได้ขอให้คุณรักผม หรือขอให้คุณทิ้งอะไรๆที่คุณได้สร้างขึ้นมาที่เมืองไทยไว้ข้างหลัง ผมขอแค่เสี้ยวหนึ่งในใจของคุณให้ผม และผมสัญญาว่าจะดูแลให้ดีที่สุด " เสียงอู้อี้ตามมาพร้อมกับริมฝีปากบางแตะมาบนขมับที่ชื้นด้วยเหงื่อของฉัน ฉันหลับตาลง รู้สึกเหนื่อยเหมือนปั่นจักรยานนับสิบกิโล มือใหญ่ยังคงสัมผัสเส้นผมฉัน ท่ามกลางความเงียบงันหูของฉันแว่วเสียงเต้นของหัวใจทั้งสองดวง เวลาผ่านไปช้าๆ เสียงนก สายลม แดดอุ่น ฉันเริ่มผ่อนคลายและสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นอ่อนโยนที่แสนจะเคยชิน ตักอุ่นๆ อกกว้าง กลิ่นครีมอาบน้ำที่คุ้นเคย ฉันขยับตัวยืดแขนออกกอดเอวเขาไว้แล้วสูดหายใจลึกๆ ฉันอยากจะหยุดเวลาไว้ตรงนี้ หยุดทุกอย่าง หยุดคำถาม หยุดคำตอบ หยุดหัวใจ หยุดอะไรๆทุกอย่าง และซึมซับความรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่ท่ามกลางเปลวเทียนนับพัน
มันเป็นวันที่ฉันเงียบที่สุดตั้งแต่เรารู้จักกันมา ในหัวฉันเหมือนกับมีพายุทวิสเตอร์หมุนควงอยู่ข้างใน มันงุนงง สับสน บ้าคลั่ง ค่อนชีวิตฉันมีแต่ตัวเอง ฉันจึงเป็นคนที่ตามใจตัวเองอย่างร้ายกาจที่สุด การที่จะรับใครคนหนึ่งมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตมันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ฉันไม่กล้าแม้แต่จะคิด กลัวตัวเองไม่มีความสุข กลัวเขาจะไม่มีความสุข กลัวจะสูญเสียความรู้สึกดีๆที่มีให้กัน และท้ายสุดกลัวจะสูญเสียเขาไป....
ร่างสูงลุกขึ้นยืนและก้าวมานั่งบนเก้าอี้ของฉัน มือเขาขยับยกศีรษะฉันวางบนขาแข็งแรงของเขา มือใหญ่พร้อมกับเล็บที่ตัดเจียนสะอาดวางพาดมาบนเส้นผมฉันพร้อมกับลูบไปมาอ่อนโยน " คุณเหนื่อยใช่มั๊ย? พักเหนื่อยอยู่ในใจผมนะ ผมไม่ได้ขอให้คุณรักผม หรือขอให้คุณทิ้งอะไรๆที่คุณได้สร้างขึ้นมาที่เมืองไทยไว้ข้างหลัง ผมขอแค่เสี้ยวหนึ่งในใจของคุณให้ผม และผมสัญญาว่าจะดูแลให้ดีที่สุด " เสียงอู้อี้ตามมาพร้อมกับริมฝีปากบางแตะมาบนขมับที่ชื้นด้วยเหงื่อของฉัน ฉันหลับตาลง รู้สึกเหนื่อยเหมือนปั่นจักรยานนับสิบกิโล มือใหญ่ยังคงสัมผัสเส้นผมฉัน ท่ามกลางความเงียบงันหูของฉันแว่วเสียงเต้นของหัวใจทั้งสองดวง เวลาผ่านไปช้าๆ เสียงนก สายลม แดดอุ่น ฉันเริ่มผ่อนคลายและสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นอ่อนโยนที่แสนจะเคยชิน ตักอุ่นๆ อกกว้าง กลิ่นครีมอาบน้ำที่คุ้นเคย ฉันขยับตัวยืดแขนออกกอดเอวเขาไว้แล้วสูดหายใจลึกๆ ฉันอยากจะหยุดเวลาไว้ตรงนี้ หยุดทุกอย่าง หยุดคำถาม หยุดคำตอบ หยุดหัวใจ หยุดอะไรๆทุกอย่าง และซึมซับความรู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่ท่ามกลางเปลวเทียนนับพัน
Saturday, August 23, 2014
แสงเทียนอันนุ่มนวล
หอมหวาน เย้ายวน อบอุ่นนุ่มนวลเหมือนกับมีแสงเทียนนับร้อยอยู่ที่ไหนซักแห่งในตัว
ไม่อยากเรียกมันว่า "ความรัก" เพราะความรักมักจะจบท้ายด้วยใจที่ชอกช้ำ
ความชอบ ความหลง ความใคร่ ไม่อยากเรียกมันว่าอะไรทั้งนั้น
รู้แต่ว่า...
มันเป็นความสุข ความอบอุ่นในใจ ไม่ต้องต่อสู้กับอะไรๆเพียงลำพัง
ไม่อยากคิด ไม่อยากรู้ ว่าความรู้สึกเหล่านี้มันจะยืนนานไปอีกเท่าไหร่
ขอบคุณที่กลับมา กลับมาเติมแสงเทียนอันนุ่มนวล
ไม่อยากเรียกมันว่า "ความรัก" เพราะความรักมักจะจบท้ายด้วยใจที่ชอกช้ำ
ความชอบ ความหลง ความใคร่ ไม่อยากเรียกมันว่าอะไรทั้งนั้น
รู้แต่ว่า...
มันเป็นความสุข ความอบอุ่นในใจ ไม่ต้องต่อสู้กับอะไรๆเพียงลำพัง
ไม่อยากคิด ไม่อยากรู้ ว่าความรู้สึกเหล่านี้มันจะยืนนานไปอีกเท่าไหร่
ขอบคุณที่กลับมา กลับมาเติมแสงเทียนอันนุ่มนวล
Tuesday, August 19, 2014
Sunday, August 10, 2014
So shame on me!
Fool me once, shame on you; fool me twice, shame on me.
Yeahhhh.... shame on me!
เจ็บครั้งเดียวมันยังน้อยไปรึ? ฉันถึงให้โอกาสเขาเข้ามาทำร้ายจิตใจฉันเป็นครั้งที่สอง โง่ซำ้ซากจริงๆ
Monday, August 4, 2014
ชนะใจลูกค้า
ไม่
กินกุ้ง หมู มะเขือ มะเขือเทศ แตงกวา ผักชี ต้นหอม หอมใหญ่ ข่า ตะใคร้
ใบมะกรูด พริกทุกชนิด มะกรูด มะนาว เครื่องเทศ กะทิ ข้าว
แถมยังติเราเรื่องราคาอีก บริการครอบครัว4คนนี้บ่องตงตอนแ รกเหนื่อยใจมาก แทบจะยกมือไหว้แล้วsay goodbye แต่ความมานะที่มันฝังลึกอยู่ในต ัวเราทำให้ยื่นเสนอไปว่า ถ้าเราบริการเขาแล้วเขาไม่พอใจไ ม่ว่ากรณีใดกรณีหนึ่ง อาหารไม่อร่อย เรียนไม่สนุก ทัวร์ตลาดไม่ปลื้ม ห้องครัวไม่ถูกจริต เราจะไม่คิดค่าบริการแม้แต่บาทเดียว
ตั้งใจบริการเขา ใส่ทุกอย่างลงไป ใส่ใจ ใส่ความรู้ ความสามารถ ภาษาที่สาม จริต มารยา แถมเวทย์มนต์คาถาตบท้าย
มานั่งคุยกันหลังเสร็จกิจกรรม ถามเขาว่าพวกคุณคิดยังไงกับเวลา ค่อนวันที่เราอยู่ด้วยกัน พวกเขานิ่งไปกันพักหนึ่งจนลูกสา วคนเล็กอายุ14ตอบมาว่า มันเป็นหนึ่งใน
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของฉ ัน ได้เรียนรู้อะไรมากมาย ประวัติศาสตร์ ประเพณี วัฒนธรรม พี่ชายรีบเสริมว่า มันทำให้ฉันเข้าใจคนไทยและเมือง ไทยมากขึ้น พ่อรีบบอกว่าฉันดีใจที่ได้ลองทำ อาหารไทยและใช้วัตถุดิบที่ตัวเอ งไม่ชอบ ไม่เคยกินและปฎิเสธที่จะลองมาทั ้งชีวิต ทั้งๆที่มันแสนจะอร่อยและมีประโ ยชน์ต่อร่างกาย แม่บอกว่าต้องขอโทษด้วยที่ตอนเช ้าติงเรื่องราคาว่าสูงไปเมื่อเป รียบเทียบกับที่อื่น และสิ่งที่ได้รับตอบแทนมันมีค่า มากมายหลายเท่ากว่าค่าบริการที่ เราเสนอ รวมถึงการใช้ภาษาที่สามในการให้ บริการมันทำให้ทุกคนในครอบครัวเ ข้าใจดีมากกว่าภาษาอังกฤษที่พวก เขาไม่ใช่เจ้าของภาษา
อีกหนึ่งวันดีๆสำหรับอาชีพบริกา รอย่างเรา การเอาชนะใจลูกค้าได้ถือเป็นควา มสำเร็จอันสูงสุดของอาชีพ รีบออกบิลให้พวกเขา เพราะค่าตอบแทนก็เป็นอีกหนึ่งคว ามสำคัญของเรา อิอิ
ตั้งใจบริการเขา ใส่ทุกอย่างลงไป ใส่ใจ ใส่ความรู้ ความสามารถ ภาษาที่สาม จริต มารยา แถมเวทย์มนต์คาถาตบท้าย
มานั่งคุยกันหลังเสร็จกิจกรรม ถามเขาว่าพวกคุณคิดยังไงกับเวลา
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของฉ
อีกหนึ่งวันดีๆสำหรับอาชีพบริกา
Subscribe to:
Posts (Atom)









