Monday, September 12, 2016

Incredible India



      
   Namaste Day 7
   Jaipur - New Delhi - Varanasi

   ฉันต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ!!  อินเดียกระตุ้นต่อมบ้าของฉันรุนแรงแรงขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากเมื่อวานเช้าไปซื้อตั๋วรถบัสสำหรับชัยปุระไปเดลี และวานบ่ายตัดสินใจจองตั๋วเครื่องบินจากเดลีไปพารานาสี แต่เรื่องมันกลับไม่ได้ง่ายเหมือนกับที่ควรจะเป็น 

   ตีสามกว่าๆฉันรีบเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมเพื่อจะไปขึ้นรถบัสที่จะออกตอนตีสี่สิบห้านาที ระยะทางแค่เจ็ดร้อยเมตรจากโรงแรมไปจุดขึ้นรถบริษัททัวร์แต่ฉันไม่เสี่ยงที่จะเดินไปเพราะกฏเหล็กในการเดินทางของฉันคือความปลอดภัยมาเป็นอันดับแรก ตีสามกว่าๆกับการเดินบนถนนเล็กๆในชัยปุระที่เต็มไปด้วยคนเร่ร่อนและผู้คนท่าทางแปลกๆตามซอกมุมถนน ยอมเสียเงินจำนวนหนึ่งและว่าจ้างริกชอว์หน้าโรงแรมไปส่งและแน่นอนที่สุดราคาค่าโดยสารตอนตีสามกว่าขูดเลือดฉันซิบๆ ฉันนั่งรอรถหน้าบริษัททัวร์เล็กๆที่เป็นสาขาของบริษัทที่ฉันซื้อตั๋วมาเมื่อวาน นั่งอยู่เงียบๆมืดๆจนตีสี่ครึ่งก็มีหญิงอินเดียหนึ่งคนมานั่งเป็นเพื่อน ประตูบริษัททัวร์เปิดพร้อมกับพนักงานหน้าตายู่ยี่เดินออกมานั่งตรงเคาท์เตอร์ทัวร์ หญิงอินเดียยื่นตั๋วให้พนักงานและพูดอะไรด้วยกันสองสามคำแล้วก็ส่งสัญญาณประมาณว่ารอ ฉันส่งตั๋วของฉันให้บ้างพนักงานรับไปดูแล้วทำหน้านิ่วคิ้วขมวดส่งเสียงเอะอะเป็นภาษาฮินดีใส่ฉัน ฉันส่งสัญญาณไปว่าฉันไม่เข้าใจภาษาฮินดี เราพยายามสื่อสารกันอยู่เกือบสิบนาทีแต่สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้ เหมือนโชคจะเข้าข้างจู่ๆหญิงอินเดีที่นั่งข้างๆก็พูดออกมาเป็นภาษาอังกฤษว่า ตั๋วฉันมีปัญหา อ้าวววว พูดภาษาอังกฤษได้ก็ไม่บอกนิ ทำเอาป้าเหนื่อย จากนั้นมหกรรมการแปลก็เกิดขึ้นระหว่างเราสามคน บทสรุปคือตั๋วที่พวกเขาออกให้ฉันเป็นตั๋วเวลาบ่ายสี่โมงสิบห้านาที ไม่ใช่ตีสี่สิบห้านาที มันเป็นพีเอ็ม ไม่ใช่เอเอ็ม แล้วฉันจะทำไงนิ แหกขี้ตาตื่นมาแต่ตีสามบวกกับจองตั๋วเครื่องบินจากเดลีไปพารานาสีไว้ตอนบ่ายสามสิบนาที  ระยะทางรถจากชัยปุระไปเดลีก็ไม่ตำ่กว่าห้าชั่วโมง ตกลงแล้วความผิดใครงานเข้าแน่เช้าเลยวันนี้ ฉันพยายามหาเที่ยวบินจากชัยปุระไปเดลีจากอินเตอร์เน็ตแต่ราคาก็แสนจะมหาโหด มันราคาสูงพอๆกับตั๋วไปกลับเดลี - พารานาสี มันเป็นวินาทีที่เครียดสุดๆว่าควรจะรีบไปสนามบินตอนนี้เพื่อนั่งเครื่องไปเดลีหรือยอมทิ้งตั๋วพารานาสีที่มีอยู่แล้ว จู่ๆพนักงานก็ส่งโทรศัพท์ให้ฉันคุยกับคนปลายสาย ฉันรับมาคุยแบบงงๆปรากฏว่าเป็นคนที่ออกตั๋วให้ฉันเมื่อวาน ต่อว่าเขาไปว่าทำไมออกตั๋วให้ฉันผิดทั้งๆที่ฉันก็ถามย้ำแล้วย้ำอีกว่ารถออกเช้าขนาดนั้นเลยเหรอ เขาตอบมาแค่ว่ามันเป็นการสื่อสารผิดพลาดระหว่างฉันกับเขาและเขาจะแก้ไขให้ได้ดีที่สุดก็แค่ให้ฉันไปรถรอบบหกโมงเช้าแต่รถเที่ยวนี้เป็นรถนอนต้องจ่ายเพิ่มอีกสองร้อยรูปี ทางเลือกคงไม่มี ระยะทางสองร้อยเจ็ดสิบสามกิโลเมตรกับห้าชั่วโมงกว่าๆ และระยะทางจากเดลีไปสนามบิน ฉันคำนวนจากตัวช่วยแผนที่กูเกิ้ลแล้วตัดสินใจที่จะเสี่ยง ต้องขอบคุณหญิงอินเดียคนนั้นที่ช่วยแปลให้ฉันซึ่งมารู้ที่หลังว่าเธอเป็นหมอสังกัดกองทัพบก บ้านอยู่เดลีแต่มาประจำการที่ชัยปุระ เรามีเวลากว่าหนึ่งชั่วโมงนั่งคุยกัน เธอถามเกี่ยวกับเรื่องราวการเดินทางของฉัน เกี่ยวกับเมืองไทย และลงท้ายด้วยสถานภาพทางครอบครัว ฉันเล่าให้เธอฟังและย้อนถามกลับเธอบ้าง เธอเล่าว่าเธอมาจากครอบครัวชั้นสูง และในอินเดียชนชั้นเดียวกันเท่านั้นที่จะคบหากันได้ สำหรับเธอมันเป็นการยากมากที่จะเจอครู่ครองที่คู่ควรเพราะระดับการศึกษา อาชีพ และฐานะทางบ้านของเธอ ฉันถามเธอเกี่ยวกับประเพณีคลุมถุงชนซึ่งเธอก็ตอบว่าครอบครัวของเธอยังใช้ระบบนี้อยู่ คุณหมอสาวสวยอายุสามสิบต้นๆคุยให้ฉันฟังเรื่อยๆและตบท้ายด้วยคำว่า มันเป็นประเพณี   พนักงานบริษัททัวร์เห็นเราคุยด้วยกันสนุกก็เลยเลี้ยงจัยคนละแก้วแล้วพูดปนหัวเราะกับคุณหมอ แปลได้ความว่าพระเจ้าส่งให้ผู้หญิงสองคนนี้มาพบกัน มาช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ฉันได้ฟังแล้วรู้สึกอิ่มๆในใจ ใช่แล้ว You are never alone in India

   รถนอนที่โดยสารมาคือรถนอนจริงๆไม่สามารถนั่งได้ มีเตียงยาวอยู่ในกล่องดูสภาพเหมือนโลงศพ ฉันทนนอนยาวอยู่ถึงสามชั่วโมงจึงได้ออกมายือแข้งยืดขาตอนพักรถสิบนาทีและนอนยาวไปอีกสองชั่วโมงกว่าๆด้วยใจตุ้มๆต่อมๆว่าจะทันเวลาขึ้นเครื่องหรือเปล่า ก่อนออกรถปรึกษากับคุณหมอสาวไว้แล้วว่าควรทำอย่างไรให้ไปถึงสนามบินได้เร็วที่สุด เธอแนะนำว่าให้ลงกลางทางก่อนรถจะเข้าเมืองเดลีแล้วต่อริกชอว์ไปสนามบินเพราะสนามบินก็อยู่นอกเมืองฝั่งเดียวกัน ตอนพักรถฉันดักรอคนขับรถพร้อมกับยื่นกระดาษใบเล็กที่จดชื่อสถานที่ๆฉันจะลงทั้งภาษาอังกฤษและภาษาฮินดีลายมือคุณหมอ คนขับส่ายหน้ายึกยักสองสามทีอันเป็นสัญลักษณ์ของชาวอินเดียที่แปลว่าโอเค รถจอดตามที่ฉันฉันต้องการเมื่อถึงที่หมาย สุวรรณีน้อยนุ่งกางเกงขายาวตัวพองๆซึ่งบังเอิญเข้ากับบรรยากาศอินเดียมากแบกเป้หน้าตื่นวิ่งลัดเลาะอยู่ข้างไฮเวย์มันคงไม่เกิดขึ้นบ่อยในชีวิตนี้ ลงมาข้างทางข้ามสะพานลอยฝ่าฝูงวัว แพะและมหาชนไปอีกฟากหนึ่งของถนนเพื่อจะหาริกชอว์ไปสนามบิน มานึกขึ้นได้ทีหลังว่าแล้ววัวกับแพะมันไปทำอะไรบนสะพานลอย? แต่ก็นั่นแหละอะไรๆก็เกิดขึ้นได้ที่อินเดีย ระหว่างที่นั่งอยู่ในริกชอว์ก็พยายามเช็คอินออนไลน์กับทางสายการบินแต่ได้แค่เลือกที่นั่งแล้วระบบก็บอกว่าขัดข้อง 

   ถึงสนามบินส่วนอาคารภายในประเทศก็ต้องตกใจกับจำนวนมหาชนที่รอกันตั้งแต่เข้าประตูอาคารผู้โดยสาร กว่าฉันจะผ้านตรงนี้ไปได้ก็ใช้เวลาอยู่มากโข ตรงไปที่ตู้คีออสกดหมายเลขจองลงไปเพื่อจะพิมพ์บอร์ดดิ้งพาสแต่บนจอกับขึ้นอักษรสีแดงตัวโตว่าไม่สามารถทำรายการได้ เวลาก็เหลือน้อยเต็มทนก็เลยเรียกพนักงานสายการบินมาช่วย ได้รับคำอธิบายว่าเพราะฉันซื้อตั๋วโดยใช้บัตรเดบิตก็เลยต้องไปเช็คอินที่เคาท์เตอร์เพราะจะได้แสดงบัตรให้เจ้าหน้าที่ดูด้วย ดูคิวแต่ละคิวแล้วใจฉันเหลืออยู่นิดเดียว คนเป็นพันๆเข้าแถวรอ เบียดกัน ผลักกัน ไปยืนเข้าคิวอยู่สองสามนาทีก็หมดความอดทนเลยฉีกแถวออกมาหาเจ้าหน้าที่สายการบินคนที่คิดว่าน่าจะใจดีที่สุด หนุ่มขอดูบุคกิ้งแล้วชี้ไปว่าให้รีบไปที่เดลต้าสิบเอ็ด ถามย้ำหลายรอบหนุ่มก็ตอบคำเดิมว่าเดลต้าสิบเอ็ด มันคืออะไรวะ? เดินตามมือหนุ่มชี้เรื่อยๆเห็นเคาท์เตอร์D เอ่อออแนะ D11นะเอง กุไม่น่าโง่เลย เดลต้าสิบเอ็ดก็มีคนหลายสิบคนยืนโวยวายอยู่ด้านหน้า ฉันได้โอกาสก็ไปร่วมขบวนเขา พนักงานไล่ให้ไปเข้าแถวแต่ระหว่างที่เข้าแถวก็ต้องระวังแขกๆทั้งหลายทำเนียนแซงคิว พี่แขกแกร้ายกาจจริงๆเรื่องเนียนแซงคิว บางคนหน้าตาสวยหล่อมากทำเป็นมากระแซะข้างๆพอเราเผลอก็โน่นไปยืนอยู่ข้างหน้าเรา อีกไม่กี่นาทีจะถึงเวลาขึ้นเครื่องแต่ยังมีอีกสองสามคนรอคิวอยู่ข้างหน้า ฉันรีบใจเสียก็เลยตะโกนไปดังๆว่า Please.... It's my first flight with IndiGo and it's my birthday trip ถ้าเป็นในภาพยนต์มันคงได้ผลแต่นี่มันเป็นชีวิตจริง มหาชนแขกก็ยังเบียดเสียดกันอยู่เหมือนเดิม.... ท้ายสุดฉันก็ได้บอร์ดิ้งพาสมาครอบครอง ความจราจลยังไม่จบยังต้องต่อคิวผ่านซีเคียวริตี้อีก ผลักกัน เบียดกัน ตะโกนด่ากันเรื่องคิว ทุกอย่างมันเข้มข้นมากถ้าหากเป็นมาม่าก็คงประมาณรสต้มยำกุ้งหรือรสต้มโคล้งก็คงได้ ผู้หญิงถูกนำไปตรวจในกระโจมมิดชิด มีการลูบคลำทุกส่วนของร่างกายและมาติดตรงโครงชุดชั้นในฉัน ฉันเกือบจะถอดเสื้อออกให้ดูจะได้เสร็จเร็วๆเพราะตอนนี้มันได้เลยเวลาบอร์ดดิ้งฉันไปแล้วแต่เจ้าหน้าที่ก็ยังคงคลำโครงชุดชั้นในไปเรื่อยๆจนถึงช่วงข้างลำตัว ฉันแอบบ่นในใจ ดูม ดูม ไงป้า รุ่นสำหรับคนจอแบน  เกียร์หมา เกียร์แมว มีกี่เกียร์ฉันจัดทุกเกียร์ มาถึงหน้าเกทก็ได้เวลาตัวอักษรสีแดงขึ้นจอพอดี Final Call!

   แปดร้อยกิโลเมตร หนึ่งชั่วโมงกับอีกสิบนาทีฉันก็มาอยู่ที่พารานาสี มองพารานาสีจากบนเครื่องบินรู้สึกว่าเมืองนี้เขียวและชุ่มชื้นกว่าเดลี อักราและชัยปุระ มีการทำการเกษตรมากกว่า ฉันรู้จักพารานาสีจากวิชาพระพุทธศาสนาที่เรียนมาตั้งแต่เด็ก วันนี้รู้สึกตื่นเต้นและปลื้มนิดๆที่ได้มาเห็น ตัดสินใจถูกแล้วที่มาที่นี่ ไม่มาวันนี้ก็ต้องหาทางมาวันหน้าอยู่ดี สนามบินห่างจากที่พักมากเพราะฉันอยากพักใกล้แม่นำ้คงคา แม่นำ้ที่เคยได้ยินชื่อมานานแสนนาน ที่พักที่จองไว้อยู่ในซอกเล็กๆที่มีทางเข้าออกเหมือนเขาวงกตวกไปวนมาน่าเวียนหัวจนฉันเลิกที่จะพยายามจำทางเพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่จะจำและก็แอบดีใจที่มาถึงก่อนมืด เช็คอินเข้าพักแล้วรีบสั่งข้าวมากินก่อนจะเป็นลมตายเพราะวันนี้ทั้งวันมีแค่คุกกี้ไม่กี่ชิ้นตกถึงท้อง ใช้เวลาไม่กี่สิบนาทีชาร์ทแบตโทรศัพท์เพราะจำเป็นต้องใช้จีพีเอส แบกเป้พร้อมกล้องออกไปท่านำ้เพื่อดูพิธีบูชาแม่น้ำคงคาตอนหนึ่งทุ่ม หนุ่มรีเซฟชั่นบอกว่าเกินห้านาทีก็ถึงท่าน้ำ สุวรรณีน้อยหลงทางตั้งแต่แยกแรก ตรอกเล็กตรอกน้อยมีร้านค้าขายของสีสันจัดจ้านเต็มไปหมด ส่าหรี กำไร รองเท้า รับเพ้นท์เฮนน่า ขายจัย เหมือนหลุดเข้าไปในฝันเลอะๆ น่าดูเหลือเกิน พิธีกรรมริมแม่น้ำคงคาดูขลังมากถึงแม้ว่าจะไม่ได้ดูใกล้ๆเพราะพิธีจัดบนระเบียงสูงข้างบนแต่คนดูต้องอยู่ข้างล่างบนเรือหรือริมฝั่ง กลิ่นธูป แสงเทียน เสียงกระดิ่ง เสียงสวดมนต์ ทุกสิ่งทุกอย่างรวมกันสะกดฉันให้ตกอยู่ในภวังค์ไปได้หลายนาที จากบนเรือที่ฉันนั่งอยู่มองขึ้นไปบนฝั่งมีผู้คนอีกนับพันมาร่วมพิธี มันเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่อลังการยิ่งนักและคงจะอยู่ในความทรงจำฉันไปอีกนานเลยที่เดียว เสร็จจากพิธีกรรมฉันเดินขึ้นฝั่งไปแวะดื่มจัยซึ่งตอนนี้เอาชนะรสชาติมันได้แล้ว ชาเครื่องเทศรสชาติเข้มข้นไม่ได้เลวร้ายอะไรและมันก็เป็นส่วนหนึ่งของอินเดีย หนุ่มสาวอินเดียหลายๆคนเข้ามาถ่ายรูปกับฉัน คนอินเดียบ้าถ่ายรูปมากถึงมากที่สุด มีอยู่รายหนึ่งบ้าขนาดที่ขอให้คนอื่นถ่ายให้และเขาเอาแขนเขามาโอบฉันไว้ เรียกว่ากอดน่าจะถูกกว่า เอาแก้มเขามาชนแก้มฉัน เอาหัวมาติดกัน สารพัดวิธีแอ้คชั่น สุดท้ายตามมาถึงร้านชาเสนอจ่ายค่าชาให้พร้อมนัดเจอคืนพรุ่งนี้ ฉันปฏิเสธไปแบบเนียนๆและบอกว่าไม่ได้มาคนเดียวมีสามีมาด้วย เรื่องยกสามีมาอ้างนี่เป็นเรื่องจำเป็นในอินเดียเพราะถ้าบอกไปว่ามาคนเดียวพี่แขกจะตื้อมากและจะไม่มีวันจบ เหมือนกับเรื่องซื้อของถ้าไม่ซื้อก็บอกไปตรงๆว่าไม่ซื้อ ถ้าบอกว่าบางทีอาจจะซื้อพี่แขกก็จะตามเป็นชั่วโมงๆ 

   ระยะทางจากท่านำ้ไปที่พักไม่ได้ไกลอะไรแต่ด้วยความมืด คน วัว แพะ และขี้ที่มีอยู่ทุกซอกมุมของตรอกเล็กๆที่ต้องเดินผ่านมันทำให้ต้องใช้เวลานานโข เดินๆอยู่มีน้องวัวมาขวางทางจะไปต่อก็ไม่ได้จะถอยก็ไม่ได้ ต้องใช้วิธีสไปเดอร์แมนไต่กำแพง มันน่าขำน้อยอยู่ซะเมื่อไหร่ละ ไฟฉายในโทรศัพท์เป็นตัวช่วยที่ดีแต่บางทีต้องเปิดดูจีพีเอส พอกดจีพีเอสไฟฉายก็ดับอีก ถึงตรอกช่วงที่สว่างหน่อยไม่จำเป็นต้องใช้ไฟฉายตาก็มัวแต่ดูจีพีเอสตีนก็ดันไปเหยียบขี้เสียอีก เฮ้อออออออ.... Incredible India!




















Saturday, September 10, 2016

Incredible India



      Namaste Day 6
   Jaipur Rajasthan

      วันนี้เป็นวันคลีนนิ่งเดย์ของฉัน ถือโอกาสตื่นสายที่สุดตั้งอยู่ที่อินเดียมาหลายวันแต่ก็ไม่ได้สายสุดอย่างที่ใจหวัง โรงแรมที่พักอยู่ติดกับถนนหลักของเมือง ตีสี่ตีห้าเสียงแตรรถก็ดังสนั่นหวั่นไหวดังทะลุเข้ามาถึงในห้องพักชั้นสามพร้อมทั้งแสงแดดก็เริ่มส่องผ่านผ้าม่านผืนบางที่แขวนไว้ ฉันลุกขึ้นไปเปิดแอร์แล้วคลี่ผ้าห่มคลุมร่างตัวเองจนถึงหัวแล้วงีบหลับไปต่อจนเจ็ดโมงเช้า หลังจากตื่นนอนก็สำรวจเสื้อผ้าไม่กี่ตัวที่มีอยู่ในเป้ เกือบทุกตัวผ่านการสวมใส่มาหลายครั้งแล้วและเริ่มส่งกลิ่นไปถึงตัวที่ยังไม่ได้ใส่ จัดแจงเอาตัวที่ใส่แล้วทั้งหมดใส่ลงในอ่างล้างหน้าแล้วซักมันด้วยสบู่ก้อนเดียวที่เอาติดตัวมาด้วย สบู่ก้อนนี้เป็นสบู่ล้างหน้าสมุนไพรราคายี่สิบห้าบาทจากกาดไม้ ฉันใชัมันสำหรับอาบน้ำ ล้างหน้า และซักผ้า การเดินทางด้วยเป้ใบเล็กใบเดียวและไม่โหลดกระเป๋าทำให้ไม่มีทางเลือกมากนัก ซักผ้าเสร็จฉันก็ตากระโยงระยางไว้ในห้องน้ำ โชคดีที่ห้องพักโรงแรมนี้เป็นห้องใหญ่มากฉันก็เลยมีพื้นที่ตากผ้า ตากไว้พอนำ้หยดหมดก็ย้ายผ้ามาวางไว้ริมขอบหน้าต่างที่แดดส่องถึง แดดอินเดียโหดร้ายมากเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงผ้าก็แห้งสนิท 

   เกือบเที่ยงท้องใส้เริ่มประท้วงก็ออกเดินหาอาหาร หมายมั่นเอาไว้ว่ามื้อนี้จะกินอาหารอินเดียแบบอินเดียจริงๆที่คนทั่วๆไปกินกัน เดินกลับมาหาลุงหนวดลาสซี่เจ้าเมื่อวานเพราะติดใจรสมือของแก ถนนหลักเมืองชัยปุระกับเที่ยงวันเสาร์ยิ่งยุ่งเหยิงวุ่นวายกว่าเมื่อวาน แต่ในความวุ่นวายมันก็มีมุมดีๆให้เห็น วัดแขกริมทางมีโรงทานแจกอาหาร แอบชะโงกเข้าไปดูเห็นมีกระทะใบใหญ่บรรจุข้าวผัดเครื่องเทศสีเหลืองสวย ข้าวแขกน่าจะเป็นข้าวบาสมาติเพราะเห็นเป็นเม็ดยาวเรียวสวย กินไปเมื่อสองวันก่อนที่เมืองอักราก็คิดว่าอร่อยไม่แพ้ข้าวหอมมะลิถึงแม้ว่าข้าวหอมมะลิจะหอมและนุ่มลิ้นกว่า คนที่มารับทานหน้าวัดแขกไม่ได้มีเฉพาะคนจนหรือพวกเร่ร่อน บางคนก็แต่งตัวดีเหมือนคนทำงานทั่วไปทั้งหญิงและชาย มาถึงหน้าวัดก็จะนั่งยองๆเอามือแตะพื้นและยกมือขึ้นแตะบริเวณหน้าซึ่งฉันไม่แน่ใจว่าเป็นส่วนไหนของใบหน้าเพราะไม่กล้ามองเขาเยอะกลัวว่าจะเสียมารยาทหรือเป็นการลบหลู่ดูหมิ่นเขา ข้าวที่แจกทานถูกบรรจุในกรวยที่ทำจากหนังสือพิมพ์ เอากันง่ายๆก็กระดาษหนังสือพิมพ์ขดเป็นกรวยตักข้าวใส่ คนรับทานก็เอามือจกกินกันท่าทางอร่อย กินเสร็จก็ล้างมือแล้วเดินไปใช้ชีวิตต่อ ฉันเองก็อยากลองแต่ไม่กล้า

   ลุงหนวดดีใจที่เห็นฉันกลับมาอีก รีบยกไม้ยกมือทักทายตั้งแต่ฉันยังอยู่ไกลหลายร้อยเมตร "One Lassi?" เสียงภาษาอังกฤษสำเนียงอินเดียดังออกมาจากใต้หนวดงอนโง้งของแก ฉันยิ้มตอบรับ ลาสซี่ใส่มาในถ้วยดินเผาเหมือนเมื่อวาน แต่วันนี้มีเมล็ดอัลมอนด์ใส่มาด้วยหลายเมล็ดพร้อมช้อนพลาสติก ลุงนะลุงเมื่อวานไม่เห็นให้ช้อนจนฉันต้องแลบลิ้นเลียถ้วย ฉันสั่งถาลีแบบธรรมดาหนึ่งชุด มีนานที่ปิ้งมาสดๆสองแผ่น จาปาตีและดาล ถาลีถูกเสิร์ฟมาในจานหลุมเหมือนโครงการอาหารกลางวันเด็กนักเรียนบ้านเรา คนอินเดียชอบถาดหลุมและเครื่องครัวมาก เห็นหม้อ ปิ่นโต เหยือก ขายดิบขายดีในอินเดีย ตอนนี้เริ่มเข้าใจละว่าทำไมบางครั้งที่สนามบินสุวรรณภูมิเห็นคนอินเดียหิ้วของพวกนี้กลับบ้านกันเป็นหอบๆ ถาลีลุงหนวดอร่อยไม่แพ้ลาสซี่ฉันกินเกือบหมดถาด ระหว่างที่กินก็รู้ว่าคนทั้งร้านกำลังแอบมองฉันอยู่ พวกในครัวแอบส่องผ่านหน้าต่าง พนักงานเสิร์ฟและพนักงานคิดเงินก็แอบชำเลืองเป็นระยะๆ ฉันบินานออกเป็นชิ้นเล็กแล้วช้อนลงไปในดาลและจาปาตีแต่ดวยความไม่ชำนาญก็หกเลอะเทอะไปบ้าง การกินถาลีจะไม่ใช้ช้อนและคนอินเดียจะใช้มือขวากินอาหารเพราะถือว่ามือซ้ายเป็นมือที่ใช้ล้างชำระหลังเสร็จกิจในห้องสุขา ฉันกินด้วยมือซ้ายเพราะถนัดซ้าย!  อินเดียเป็นโลกของผู้ชายทุกทุกที่จะมีแต่ผู้ชาย ผู้ชายทำงานหาเงินผู้หญิงอยู่บ้านดูแลลูก ฉันคงเป็นผู้หญิงคนเดียวที่นี่ที่เดินคนเดียวกินคนเดียวอยู่ท่ามกลางผู้ชาย ไม่ได้ภาคภูมิใจอะไรทั้งนั้งนั้นมันยิ่งทำให้ฉันยอมรับและเคารพในกฏกติกาของเขา ฉันแต่งตัวมิดชิดที่สุด มัดผมยาวของฉันซ่อนไว้ใต้หมวกและพยายามทำตัวให้เป็นส่วนหนึ่งของอินเดีย

   หลังจากเดินเที่ยวจนเบื่อก็แวะซื้อแชมพูจากร้านขายของชำเล็กๆริมทาง แชมพูอินเดียซองละสามรูปีคิดเป็นเงินไทยก็หนึ่งบาทห้าสิบสตางค์ ฉันซื้อสามซองเพราะผมเยอะและยาว นี่หากไม่ไถด้านท้ายทอยออกเกือบครึ่งหัวคงต้องซื้อเพิ่มอีกหลายซองแน่ จำได้ว่าหวีผมและสระผมครั้งสุดท้ายก็เมื่อห้าวันที่แล้ว ไงล่ะความอินดี้ของฉัน สบายหัวสบายตัวก็มีเวลาสำหรับการพักผ่อนจริงๆ นอนเขียนบล้อคและตอบเมล์ลูกค้าที่คั่งค้างและเผลอหลับไปหลายชั่วโมงมาตกใจตื่นเพราะเหงื่อท่วมตัวด้วยว่าไฟฟ้าดับทำให้แอร์ไม่ทำงาน ห้องทั้งห้องมีสภาพเหมือนเตาอบ หยิบโทรศัพท์ติดมือเดินลงไปชั้นล่างซื้อคุ้กกี้ห่อใหญ่และเดินขึ้นไปชั้นดาดฟ้า นั่งชมความยุ่งเหยิงของชัยปุระพร้อมกับลมที่พัดมาพอรู้สึกว่าเย็น ไฟดับไปเกือบสองชั่วโมงทำให้ไม่มีไวไฟใช้ แต่ยังโชคดีที่เปิดโรมมิ่งจากซิมการ์ดไทยที่ซื้อใส่ก่อนมาทำให้มีอินเตอร์เน็ตใช้ไม่ขาดช่วง 

   หัวค่ำออกไปเดินล่าหาไก่ทันโดริอีกครั้ง รูป รส กลิ่น เสียงและสัมผัสของเมืองชัยปุระยังคงเข้มข้นเหมือนเดิม คนเร่ร่อนเริ่มก่อไฟริมถนนหุงหาอาหารริมถนน ผ้าผืนย่อมถูกเอามาขึงกับต้นไม้คงเอาไว้กันน้ำค้างตอนนอน โยคีหรือคนอะไรไม่แน่ใจนั่งอยู่เป็นจุดๆพร้อมกองไฟกองเล็กๆและกลิ่นกัญชาจางๆที่ลอยเข้าจมูกฉัน คนถีบสามล้อถีบเอ่ยทักทายฉันเป็นระยะๆ เฮลโล มาดาม ที่มีเพิ่มเติมคืนนี้คือล้อเที่ยมอูฐที่ลากกันกุบกับไปมา ถึงแม้ว่าฉันจะเคยเห็นอูฐและขี่อูฐมาหลายครั้งก่อนหน้านี้แล้วทั้งที่อียิปและอินเดียใต้หลายปีก่อน แต่คืนนี้ระหว่างที่ฉันเดินๆอยู่ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของการจราจรในเมืองใหญ่ที่มีประชากรกว่าสามล้านคนอย่างชัยปุระและจู่ๆก็มีอูฐโผล่ขึ้นมามันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังอยู่ในฉากภาพยนต์สักเรื่องหนึ่ง โอออออ.. อินเดีย ฉันชักจะเริ่มหลงเสน่ห์คุณเข้าแล้วสิ
     Incredible India! 

















Incredible India


      
    Namaste Day 5
    Agra - Jaipur

   ตีสามครึ่งนาฬิกาปลุกในโทรศัพท์อัจฉริยะของฉันก็ทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ ลุกขึ้นมารู้สึกโผเผไม่มีเรี่ยวแรง ข้าวผัดมังสวิรัติใส่เครื่องเทศรสจัดจ้านกับกล้วยหอมแปดลูกเล็กๆที่กินเมื่อคืนคงเอาร่างกายไม่อยู่ ส่องกระจกดูเห็นขอบตาล่างเริ่มช้ำ ฮะ สงสัยจะเริ่มแก่จริงๆละปีนี้ อาบน้ำอาบท่าเก็บเป้เสร็จก็ลงมาปลุกพนักงานคนเดิมที่เคยปลุกเมื่อวานให้เปิดประตูให้พร้อมบอกเช็คเอ้าท์ แอบได้ยินเสียงหนุ่มบ่าอุบอิบคงประมาณว่ายัยป้านี่มันอะไรของมันนักหนาเมื่อวานตีห้าวันนี้ตีสี่ เดินออกมาจากโรงแรมลัดเลาะออกซอยเล็กๆเห็นคนขับรถตุ๊กๆหรือที่นี่เรียกกันว่าเอาโต้ริกชอว์ยืนรออยู่แล้ว ระยะทางจากโรงแรมไม่ได้ไกลจากสถานีรถไฟแต่สุวรรณีได้รับบทเรียนมาจากสองวันก่อน คนขับรถขับออกไปจากเขตเมืองเรื่อยๆลมเย็นๆพร้อมกับกลิ่นขยะและกลิ่นขี้วัวจากสองข้างทางโชยเข้าจมูก แสงสลัวๆของตีสี่กว่าๆทำให้เห็นเงาตะคุ่มๆของผู้คนที่นอนอยู่ข้างทางเป็นระยะๆ บ้างก็นอนคาบนสามล้อถีบที่คงใช้เป็นเครื่องมือหากินในตอนกลางวัน บ้างก็ขดตัวนอนใต้ต้นไม้ ประชากรมากกว่าหนึ่งพันล้านคนในอินเดียทำให้มองไปทางไหนก็มีแต่คน คน และก็คน  

   สถานีรถไฟที่ฉันใช้บริการวันนี้มีชื่อว่าสถานีAgra Fort เป็นคนละสถานีที่มาถึงเมื่อสองวันก่อนคือสถานีAgra Cantt ตั๋วรถไฟที่จองผ่านเอเย่นต์เมื่อวานไม่ได้ระบุอะไรมากกว่าหมายเลขขบวนรถไฟ ไม่มีแม้แต่หมายเลขตู้ หมายเลขที่นั่ง หรือแม้แต่ชื่อของฉันบนตั๋ว ราคาตั๋วซื้อผ่านเอเย่นต์ก็แพงขึ้นหนึ่งเท่าตัวจากราคาจริงสี่ร้อยยี่สิบห้ารูปีเป็นแปดร้อยรูปี นึกไปแล้วก็น่าเจ็บใจที่จองเองไม่ได้หลังจากพยายามมาถึงสองเดือนก่อนหน้า ธุรกิจท่องเที่ยวบางทีมันก็โหดร้ายเกินไป คงได้แต่สัญญากับตัวเองว่าจะไม่มีวันทำแบบนี้กับนักท่องเที่ยวที่มาใช้บริการเรา มาถึงสถานีรถไฟตีสี่ครึ่งแทบจะเดินไม่เป็นเพราะมีแต่คนนอนขวางทางระเกะระกะไปหมดจนอยากจะยกกล้องออกมาถ่ายรูปแต่ก็ไม่กล้าพอ เดินฝ่ากองมหาชนมายืนงงอยู่ตรงกลางห้องโถงใหญ่ โมเม้นนี้เหมือนในหนังมากที่อยู่ๆก็มีลุงอินเดียหนวดเฟิ้มแต่งตัวดีตะโกนมาจากอีกฝั่งกองนอนมหาชนว่า จะไปไหน ฉันตะโกนกลับว่าจะไปชัยปุระแต่ไม่รู้ว่ารถขบวนไหนที่นั่งอะไร ลุงชี้ไปทางตู้สีแดงริมกำแพง งานนี้ต้องขอบคุณประเทศอังกฤษที่ทำให้คนอินเดียหลายๆคนสื่อสารภาษาอังกฤษได้ รวมทั้งสร้างผังเมืองให้ดูง่ายหาหนทางสะดวก ยกเว้นก็แต่ซอกหลืบต่างๆที่ความอินดี้ของคนอินเดียสร้างมันขึ้นมาเอง ตู้สีแดงที่ว่านั้นมันคือตู้คีออสเหมือนที่เราใช้ที่สนามบิน เพียงแต่ว่าตู้คีออสนี้มันเป็นภาษาฮินะดี!  เอิ่มมมมมม.... ฉันกดแบบงงๆไปสองงสามรอบ ลองกรอกเลขนั้นเลขนี้ที่มีบนตั๋วจนท้ายสุดเหมือนปาฏิหาริย์ ข้อมูลฉันก็ขึ้นมาและที่เดาเอาว่าต้องเป็นของฉันเพราะเลขสี่สิบสามเป็นอายุที่ฉันต้องกรอกตอนไปจองตั๋ว เลขอารบิค43บนหน้าจอสีขาว พร้อมตัวฮินดีขยุกขยิกแล้วมีC1 แล้วต่อด้วย6 ฉันควักปากกามาจดเอาไว้แล้วครึ่งวิ่งครึ่งกระโดดข้ามผู้คนที่กำลังนอนอยู่ไปทางชานชาลา เห็นจากจอดิจิตอลเก่าๆว่าJaipur 3 และพอไปถึงชานชาลาที่สามลองถามคนที่นั่งรอกันอยู่ก็บอกว่าใช่ ไจปูร์ร์ร์ พี่แขกออกเสียงเมืองนี้ว่าอย่างนี้จริงๆ ตู้C1คือตู้แอร์คอนดิชั่นหนึ่ง ผู้โดยสารทั้งหมดจะเป็นคนมีอันจะกินหรือไม่ก็นักท่องเที่ยวเพราะราคาตั๋วค่อนข้างแพง สำหรับฉันไม่มีทางเลือกเพราะเอเย่นต์จองให้มาแบบนี้ รถไฟขบวนนี้ไม่ได้หรูเหมือนขบวนที่นั่งจากเดลีไปอีกรา ไม่มีเครื่องดื่มและอาหารเสิร์ฟ เบาะที่นั่งเก่าๆแต่มีแอร์เย็นๆให้ ฉันนั่งไปก็หวั่นๆไปว่าจะมีคนมาไล่ให้ลุกเพราะนั่งผิดที่จนตีห้ากับสิบนาทีรถไฟเคลื่อนขบวนก็เริ่มเบาใจ หนุ่มแขกตาคมหน้าตาดีข้างๆหันมาชวนคุย เขาเดาว่าฉันเป็นคนจีน ญี่ปุ่น เกาหลีไปนู่น ฉันบอกว่าไทยยังทำหน้าไม่เชื่อ คุยกันไปคุยกันมาได้ความว่าเขาทำงานให้กับหน่วยราชการฝึกพวกทหารอากาศ ทหารบกสำหรับออกรบ ฉันแอบนึกในใจว่าโม้รึเปล่าวะ หล่อยังไม่พอแถมทำงานยังกับพวกเจมส์ บอนด์ เขาคงเดาออกว่าฉันไม่เชื่อก็เลยควักโทรศัพท์ออกมาเปิดรูปให้ดู แม่เจ้า! หนุ่มรูปหล่อที่นั่งข้างๆฉันในชุดยูนิฟอร์มแอร์ฟอร์ส ถ่ายที่ตะวันออกกลางที่ไหนซักแห่ง อีกหลายๆรูปในชุดฝึกร่วมกับทหารตำรวจหน่วยงานอื่นๆอีกหลายเชื้อชาติ โว๊ยเฮ้ยนี่มันร้อยตำรวจเอกปลอมตัวมานั่งรถไฟข้างๆฉันชัดๆ คุยต่อไปเรื่อยๆก็จับความได้ว่าหนุ่มอายุสามสิบสี่ปีและกำลังจะเดินทางกลับบ้านไปหาลูกเมียหลังจากไม่ได้เจอกันสองเดือนเต็มๆ รูปลูกเมียที่บ้านเขาก็ตามมาเป็นฉากๆ ฉันอวยพรให้เขามีความสุขกับครอบครัวเขาและใช้วันหยุดสองวันที่เขามีให้ดีที่สุดแล้วก็ก็แอบทำเป็นง่วงนอนดึงผ้าพันคอผืนใหญ่ในเป้ออกมาห่มจนถึงหัว ซุกตัวอยู่ในผ้าอุ่นๆจนลืมความเย็นจัดของแอร์และเจมส์ บอนด์ที่นั่งข้างๆ

   รถไฟใช้เวลาเกือบห้าชั่วโมงก็มาถึงชัยปุระ ซึ่งเป็นเมืองหลักของรัฐราชสถาน เป็นเมืองที่มีจำนวนประชากร มากเป็นอันดับที่ 10 ของประเทศอินเดีย (3.1 ล้านคน) มีสองสามแห่งที่ฉันอยากเห็นในเมืองนี้และเป็นเส้นทางสามเหลี่ยมอารยธรรมที่ฉันกำลังตามอยู่ ออกมาจากสถานีรถไฟได้ฉันก็ต้องมาต่อสู้กับคนขับริกชอว์นับสิบๆที่มารุมล้อมฉันไว้ ฉันเดินสลัดออกที่ละคนสองคนคนเหลือแค่สองคนสุดท้ายและห้านาที่ต่อมาก็เหลือแค่คนเดียวเป็นหนุ่มน้อยช่างพูด พูดจนฉันเหนื่อยแทนและเห็นในความพยายามและที่สำคัญคือเขาพูดภาษาอังกฤษชัดมาก ฉันตกลงจ้างเขาไปส่งที่โรงแรม และให้กลับมารับอีกหนึ่งชั่วโมงถัดมาเพื่อไปดูสถานที่ๆฉันอยากไป เก็บข้าวของล้างหน้าล้างตาเสร็จฉันก็พร้อมจะออกไปสำรวจชัยปุระ Amer Fort Hawa Mahal และ Jal Mahal คือเป้าหมายของฉันวันนี้ แต่ละที่ยิ่งใหญ่อลังการจนฉันไม่รู้จะถ่ายภาพออกมาให้สวยได้อย่างไร ค่าผ่านประตูแพงระยับก็เป็นอีกอย่างที่ทรมานใจฉัน ชักไม่แน่ใจว่างบประมาณที่พกมาด้วยจะพอรึเปล่า แต่อีกใจก็คิดว่าไหนๆก็มาแล้วก็ต้องเห็นในสิ่งที่อยากเห็น นี่คือข้อด้อยของการเดินทางคนเดียว ทุกอย่างจ่ายเอง จ่ายเต็ม ไม่มีตัวหาร

   อากาศร้อนมากจนหน้าตาผิวกายแสบไปหมด ครีมกันแดดเอสพีเอฟสูงที่พกมาคงเอาไม่อยู่เพราะแอบเห็นเงาหน้าตัวเองในกระจกทั้งแดงทั้งดำแข่งกับเปาปุ้นจิ้นช่องสาม พยายามเดินให้เร็วที่สุดและถ่ายรูปให้มากที่สุดแต่สุดท้ายเรื่องถ่ายรูปก็ต้องยอมแพ้ไปเพราะฉันไม่ถนัดถ่ายรูปแนวนี้ไม่ว่าจะฝึกและเรียนรู้ขนาดไหนก็รู้สึกว่าทำได้ไม่ดีสักที อาจเป็นเพราะการหัดถ่ายรูปครั้งแรกของฉันเริ่มมาจากถ่ายพอร์ทเทรตก็อาจจะเป็นไปได้ เดินหลบไอแดดไปนั่งพักร้านกาแฟบนป้อมปราการสูงลิบ นั่งพักเป็นหมาหอบแดดกับสตรอว์เบอร์รี่มิ้ลค์เชคแก้วโตพร้อมกับช็อคโกแลตฟัดจ์อีกชิ้นเบ้อเริ่มค่อยมีแรงมาหน่อย งานการทางครัวน้อยก็ต้องดูแล ควักโทรศัพท์ออกมาตอบรับอีเมล์กันเป็นพักๆ ก็นะ งานก็ต้องเดิน เงินถึงจะมา 

   เมืองชัยปุระส่วนหนึ่งเป็นสีชมพู เพราะในรัชสมัยของมหาราชาสวาอี ราม สิงห์  ค.ศ. 1876ได้มีพระบัญชาให้ทาสีอาคารบ้านเรือนต่างๆในเมืองเป็นสีชมพูเพื่อเป็นการต้อนรับเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดแห่งเวลส์ ในคราที่เสด็จเยือนชัยปุระอย่างเป็นทางการ บางตำราก็บอกว่าเพราะมหาราชาเองชอบสีชมพูก็เลยทาสีเมืองทั้งเมืองให้เป็นสีชมพู ซึ่งสีชมพูนั้นก็ยังคงไว้จนถึงปัจจุบันและได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นของชัยปุระจนทุกวันนี้ อินเดียนะชั่งมีประวัติที่ฟังดูมุ้งมิ้งเอาการเลยทีเดียวเชียว 

  ลากสังขารตัวเองชักจะไม่ไหวก็เลยกลับมาโรงแรมเพื่อมาพักร่างก่อนจะออกไปเดินหาลาสซี่อร่อยๆกินตามข้างทาง ลาสซี่ในถ้วยดินเผาใบใหญ่รสชาติอร่อยมากที่สุดเท่าที่เคยกินลาสซี่มา กินลาสซี่ไปก็อดคิดถึงหนูแนนไม่ได้เพราะเคยพาไปกินอาหารอินเดียที่เชียงใหม่แต่หนูแนนกินลาสซี่ไม่ลงบ่นว่าเหม็น ตอนนี้หนูแนนไปอยู่ไกลถึงอเมริกาไม่รู้ว่าจะกินอาหารบ้านเขาไหวรึเปล่า จบจากลาสซี่ก็เดินมาเจอไก่ทันโดริกับเคบับทันโดริ กินไก่คงไม่ไหวเพราะเล่นขายกันที่ละตัว เอาเค่เคบับทันโดริแบบห่อกลับบ้าน ระหว่างที่รอคิวมีหนุ่มอินเดียแต่งตัวดีที่รอคิวอยู่เหมือนกันมายืนคุยด้วยพร้อมบอกว่าร้านนี้เป็นร้านที่อร่อยที่สุดในชัยปุระ เขาถามฉันว่ามาจากไหนก็เลยได้เพื่อนคุยอีก เหมือนกับที่หลายๆคนเคยบอกไว้เลยว่า you are never alone in India มันเข้าท่าจริงๆ คุยกันจนถึงเคบับฉันสุกก็เลยต้องลากัน ก่อนจากกันหนุ่มล้วงกระเป๋าที่สะพายมาพร้อมกับยื่นหินสีก้อนโตมาให้ฉัน ที่ฉันต้องเรียกมันว่าหินสีเพราะว่าไม่รู้ว่ามันคืออะไรไม่มีความรู้ในเรื่องนี้เสียเลย ตามที่หนุ่มเล่าให้ฟังเขาเปิดร้านขายพวกจิวเวลรี่ ฉันรับมาแบบงงๆพร้อมกับบอกขอบคุณเขาไป น่าเสียดายตอนนั้นไม่ได้พกยาหม่องตราลิงไปด้วยจะได้เอาแลกกัน เดินกลับโรงแรมหลังพระอาทิตย์ตกดิน การจารจรบนถนนยังไม่เบาบาง เสียงรถเสียงแตรยังคงอึกทึกครึกโครมเหมือนเดิม การข้ามถนนที่นี่ยากที่สุดในโลก เปรียบเที่ยบกันแล้วเวียดนามแพ้ย่อยยับ ฉันเริ่มชินกับสภาพถนนและการจราจรบ้างแล้วก็เลยเดินไปเรื่อยๆทำแบบคนที่นี่อยากข้ามก็ข้ามแนวอินดี้กันไปเลยให้คนขับรถที่เกือบขับชนส่ายหัวด้อกแด๊กพอเรียกน้ำย่อยบนท้องถนนอินเดีย ตรงไหนสลัวๆหน่อยก็จะมีพวกโยคีหรือคนเร่ร่อนนั่งขี้กันบ้าง อาบน้ำบ้าง นั่งคุยกันบ้าง ฉันเองก็หิ้วถุงเคบับทันโดริเดินชิวๆผ่านพวกเขาไปเรื่อยๆ อินเดีย เมืองอะไรน่ารักจัง
   Incredible India! 























   

   

Thursday, September 8, 2016

Incredible India


Namaste Day 4 
Agra

   วันอันยิ่งใหญ่มาถึงแล้ว วันที่สัญญากับตัวเองไว้หลายเดือนก่อนว่าจะมายืนอยู่ตรงหน้าทัชมาฮาล  ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตีสี่กว่าลุกไปเข้าห้องนำ้อาบนำ้ล้างหน้าแปรงฟัน มองตัวเองในกระจกแล้วพูดกับตัวเองว่า "Happy birthday Suwannee"  :)  ตาสีนำ้ตาลกลมโตสะท้อนเห็นเงาของตัวฉันเอง สภาพร่างกายย่อมเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา แต่ฉันรู้ว่าจิตใจฉันนานวันมันก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น 43ปีเต็มกับสุวรรณี

   ตีห้ากว่าๆฉันก็เดินมาถึงประตูเข้าทัชมาฮาลด้านตะวันตก ช่องขายตั๋วจะเปิดตอนตีห้าครึ่งและตอนนี้ก็มีเพียงคนไม่กี่คนรออยู่ ส่วนประตูเข้าจะเปิดตอนหกโมงตรง ฉันเป็นต่างชาติคนแรกที่เข้าแถวรอ แถวถัดไปเป็นหนุ่มสาวชาวอินเดียสองสามคนยืนส่องไฟฉายคุยกันหงุงหงิง ยื่นพาร์สปอร์ตไทยให้พนักงานขายตั๋วดูก็ได้ตั๋วราคาพิเศษจากหนึ่งพันรูปีเหลือห้าร้อยสามสิบรูปี มันเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศไทยและประเทศอินเดีย ตั๋วทัชมาฮาลต้องเก็บไว้ให้ดีเพราะถ้าเอาตั๋วนี้ไปแสดงตอนซื้อตั๋วอักราฟอร์ดและเบบี้ทัชมาฮาลก็จะได้ส่วนสดอีกเกือบครึ่งราคา เดินผ่านจุดตรวจกระเป๋าก็เกิดปัญหาขึ้นด้วยว่าเป้ที่ฉันหิ้วมาด้วยมันใหญ่เกินไปในสายตาของการ์ด ต้องวิ่งออกไปฝากกระเป๋าไว้ข้างนอกไปกลับกิโลกว่าๆทำเอาฉันหอบแต่เช้ามืด กระเป๋าเงินและเอกสารต่างๆห้อยคอ ไหล่ซ้ายคล้องกล้องถ่ายรูป มือขวาถือเลนส์เสริม มือซ้ายถือขวดน้ำดื่ม เห็นสภาพตัวเองแล้วนึกไม่ออกว่าจะถ่ายรูปได้ยังไง ที่หนักไปกว่านั้นคือลืมถุงหุ้มรองเท้าที่เขาให้มาตอนซื้อตั๋วไว้ในเป้ที่เอาไปฝากไว้ ตัดสินใจทำในสิ่งที่ทั้งชีวิตไม่เคยทำ คุ้ยถังขยะอินเดีย เจอถุงหุ้มรองเท้าที่เขาใช้แล้วเอาแค่สภาพพอใช้ได้ อย่างน้อยก็ไม่ต้องวิ่งไปกลับกิโลกว่าและมาเข้าคิวผ่านประตูอีกเกือบชั่วโมง น้ำขวดเล็กที่มาพร้อมกับตั๋วเข้าชมก็จัดการดื่มจนหมดจะได้ไม่ต้องเป็นภาระหอบหิ้ว อย่ามาหิวนำ้ทีหลังก็แล้วกันเพราะข้างในไม่มีขาย 

   พอผ่านประตูเข้ามาโลกทั้งโลกเหมือนจะหยุดหมุน ทัชมาฮาลสีขาวนวลตั้งอยู่ตรงหน้าเหม่อนจะจับต้องได้ นึกย้อนไปถึงประวัติทัชมาฮาลที่อ่านมาฟังมาตั้งแต่ตอนเป็นเด็กพอมาเห็นของจริงยิ่งซาบซึ้งยิ่งขึ้น ความรักระหว่างชายหญิงมันช่างยิ่งใหญ่มากนัก ยิ่งใหญ่พอที่จะสร้างสิ่งมหัศจรรย์ติดอันดับโลกขึ้นมาได้ ยิ่งใหญ่พอที่จะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ข้างหน้าได้แม้แต่ชีวิตคนอื่น ยิ่งใหญ่พอที่จะแลกกับชีวิตของตัวเอง แลกกับเวลายี่สิบสองปีสำหรับการก่อสร้างและทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ทั้งหมด ฉันคงไม่อาจเอื้อมเอาตัวเองไปเปรียบเที่ยบกับพระเจ้าชาห์ ชหาน แต่ความรักทุกๆครั้งของฉันมันก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่น้อยไปกว่าของท่านเลย เพียงแต่ฉันไม่มีทรัพย์สมบัติที่จะเอามาสร้างอนุสรณ์แห่งความรักไว้ชื่นชมและระลึกถึงบุคคลอันเป็นที่รัก ถ้าฉันมีทรัพย์สมบัติฉันคงสร้างและจะมีสิ่งมหัศจรรย์เพิ่มขึ้นในโลกนี้ไม่ตำ่กว่าเจ็ดแปดที่ก็เป็นได้

   ชื่นชมดื่มด่ำกับความอลังการของทัชมาฮาลพร้อมกับถ่ายรูปไว้อีกนับร้อยรูป หินอ่อนสีขาวเกลี้ยง ศิลาแลง เพชร พลอย หินและโมราในบางส่วน ทำให้น่าพิษวงว่าสร้างขึ้นมาได้อย่างไร แต่คนถึงสองหมื่นกว่าคนที่ช่วยออกแบบคงเป็นคำตอบให้เป็นอย่างดี  มองข้ามฝั่งแม่นำ้ยมุนาก็จะเห็นMehtab Baghที่ฉันไปยืนถ่ายรูปมาเมื่อเย็นวาน อันแม่นำ้ยมุนานี่ถ้ามองผ่านๆก็โอเคแต่ถ้าพิจารณาดูดีๆแล้วมันก็คือสุสานขี้ของชาวอักราหลายๆคน พี่แขกซึ่งจะเห็นแต่ผู้ชายจะพากันไปนั่งยองๆริมแม่นำ้จัดการภารกิจกันเป็นแถวลมโชยสบายตูดกันไป เสร็จกิจก็เดินจับมือกอดคอกันหงุงหงิงต่อไป คนอินเดียเป็นคนเปิดเผย 

   เสร็จจากเยี่ยมชมทัชมาฮาลเกือบเก้าโมงเช้าแวะกินอาหารเช้าริมทางก่อนเดินกลับโรงแรม ถาลีแบบง่ายๆหนึ่งถาด มีจาปาตี โยเกิร์ต ดาล ฉันก็ได้แค่เอาใส่ปากเคี้ยวแล้วกลืนๆลงไปให้พอหนักท้องไว้ก่อน รสชาติไม่ต้องพูดถึง เอาไว้มื้อหน้าค่อยกินหมูเห็ดเป็ดไก่หรือไม่กินก็ได้จะได้ถือโอกาสลดนำ้หนักไปในตัว อาศัยกล้วยหอมเกือบหวีที่ซื้อมาตุนไว้ในห้อง ถือวิถีลิงไปพลางๆเพราะอย่างน้อยกล้วยก็อร่อยกว่าอาหารที่นี่ หลังจากที่เปลี่ยนแบตเตอรี่กล้อง ชาร์จโทรศัพท์เพิ่มอีกหน่อย โปะครีมกันแดดอย่างหนา ใส่หมวก ใส่แว่นกันแดด ฉันก็พร้อมสำหรับสถานที่อื่นๆ อักราฟอร์ด เบบี้ทัชมาฮาล ไปซื้อตั๋วรถไฟสำหรับวันพรุ่งนี้และแวะดูสถานที่ท่องเที่ยวอีกสองสามที่ งานนี้ต้องขอบคุณกูดดูคนขับตุ๊กๆที่พาแว๊นข้ามเมืองไปมา ก็เลยสมนาคุณเขาไปเป็นยาหม่องตราลิงถือลูกท้อไปหนึ่งกล่องเล็กๆกับเงินอีกหนึ่งร้อยบาท คนอินเดียชอบยาหม่องไทย สุวรรณีรู้ก็เลยซื้อติดเป้มาด้วยครึ่งโหล รู้ลึกไปอีกว่าหนุ่มอินเดียไม่ชอบสาวไทยลักษณะแบบฉัน หน้ายาวๆเหลี่ยมๆ ไม่ทาลิปสติก ไม่มีนม ไม่มีพุง นุ่งเสื้อแขนยาวมิดชิด กางเกงยาวคลุมไปถึงตาตุ่ม ก็เลยไม่ต้องกังวลหนักว่าจะโดนทำมิดีมิร้ายเพราะไม่มีส่วนไหนกระตุ้นต่อมหื่นเขาได้แต่ก็ไม่เคยประมาทเพราะอะไรอะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ

   43ปี กับร่างนี้และจิตนี้ ชีวิตคนเรามันไม่ได้มาพร้อมกับคู่มือการใช้ เพราะฉะนั้นมันก็ต้องมีการลองผิดลองถูกกันบ้าง  สุขให้มาก ทุกข์ให้น้อย และอย่าเอาความฝันของเราไปฝากไว้กับคนแค่หนึ่งคนหรือร่วมฝันกับคนอื่นเพราะสักวันถ้าเราไม่มีคนคนนั้นแล้วเราก็จะไม่เหลือแม้แต่ความฝัน สิ่งเหล่านี้คงเป็นข้อคิดที่ฉันเรียนรู้มากับการใช้ชีวิตในเวลา43ปี

    Happy birthday again Suwannee and India is incredible!


 Life's journey is not to arrive at the grave safely in a well preserved body, but rather to skid in sideways, totally worn out, shouting "Holy shit... What a ride!"
























Incredible India

Namaste Day 3
New Delhi - Agra

   ฉันตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตอนตีสี่ยี่สิบนาทีแต่กว่าจะเข็นตัวเองไปอาบน้ำแต่งตัวเก็บของใส่เป้เสร็จก็ปาเข้าไปตีห้าสิบนาที รีบเดินลงมาชั้นล่างเช็คเอาท์ พนักงานโรงแรมสามสี่คนนอนกับพื้นอยู่หน้าเคาท์เตอร์เสียงกรนสนั่น รีบปลุกพวกเขาตื่นแล้วยื่นเงินแปดดอลลาร์ที่เตรียมไว้แล้วสำหรับค่าไปรับที่สนามบิน พนักงานพูดด้วยเสียงงัวเงียว่าฉันต้องจ่ายเก้าดอลลาร์ ฉันท้วงไปว่าตามที่ตกลงกันไว้ผ่านอโกด้าแปดดอลลาร์ไม่ใช่เก้า พนักงานชายยกเหตุผลเรื่องภาษีรัฐบาล ค่าจ้างพนักงาน เซอร์วิสชาร์จและอีกร้อยแปดเหตุผล ฉันขี้เกียจเถียงก็เลยเพิ่มให้อีกหนึ่งดอลล่าร์   อากาศเมืองเดลลีตอนตีห้ากว่าๆกำลังสบาย ฉันสะพายเป้ลัดเลาะไปเรื่อยๆตามทางที่มาสำรวจไว้ก่อนแล้วเมื่อวานนี้ ผ่านรถเข็นขายชาร้อนผสมเครื่องเทศรสเข้มข้นหรือที่นี่เรียกว่าจัย ลูกค้าร้านจัยคงมีตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเพราะเห็นมีลูกค้ายืนรายรอบอยู่หลายคน จัยร้อนๆกินกับซาโมซ่ารสชาติจัดจ้านเป็นอีกหนึ่งวัฒนธรรมอินเดียที่ฉันต้องปรับตัวเข้าหาเพราะฉันไม่โปรดปรานเครื่องเทศบางอย่างที่ใส่ในจัย ทุกครั้งที่ดื่มจัยจะเกิดอาการเหงื่อออกใต้รักแร้จนเสื้อเปียกเป็นวงๆ บวกกับไม่ชอบของทอดอย่างซาโมซ่า บนถนนตอนตีห้าสกปรกเลอะเทอะไปด้วยขยะนาๆชนิดจากตลาดกลางคืน วัวสองสามตัวกับแพะอีกหลายฝูงเดินกินขยะอยู่มุมโน้นมุมนี้ ฉันพยายามเดินตามที่ๆมีแสงไฟส่องถึงจะได้ปลอดภัยจากการเหยียบขี้และเหยียบคน ตามมุมสลัวมีผู้คนนอนหลับกันอยู่บนขอบถนนบ้างซอกตึกบ้าง นอนกันกับพื้นหรืออย่างดีก็มีกระดาษหนังสือพิมพ์รองตัว หมอน ผ้าห่ม คงไม่ต้องพูดถึง คนที่นี่ไม่มีคือไม่มี ไม่มีอะไรจริงๆ รีบก้าวเท้ายาวๆจนเหงื่อชุ่มหลังจะได้พ้นจากความไม่น่าดูทั้งหลาย

   สถานีรถไฟเดลีเป็นสถานีรถไฟที่ใหญ่ที่สุดและวุ่นวายที่สุดที่ฉันเคยเห็นมาจากการเดินทางสี่สิบประเทศ ตีห้าครึ่งแต่มีคนเดินขวักไขว่อยู่แล้วหลายพันคน ตั๋วที่จองผ่านเอเจนซี่ในไทยมาแล้วทำให้การเดินทางของฉันง่ายขึ้นถึงแม้ว่าจะเสียค่าบริการให้กับเอเจนซี่พอๆกับค่าตั๋ว ทำการบ้านมาเยอะมากกับทริปนี้ความมั่นใจก็เยอะตาม โยนเป้เข้าเครื่องเอ็กซเรย์แล้วเดินไปหยิบเป้คืน ยกเป้ขึ้นหลังแล้วเดินชิวๆไปดูตารางรถไฟจากป้ายดิจิตอลจอใหญ่ ตั๋วที่จองไว้เป็นรถไฟที่ดีที่สุดในชั้นที่ดีที่สุดที่มีจากเดลีไปอักรา Bhopal Shatabdi Express ชั้นE1 ไม่ได้อยากจะทำหรูแต่ศึกษาเรื่องรถไฟอินเดียมามาก กลัวว่าจะได้ขึ้นนั่งบนหลังคา ฝ่าฝูงมหาชนเดินตามหาแพลตฟอร์มสิบสี่ตามที่แจ้งไว้บนจอใช้เวลาเกือบสิบห้านาที พอไปถึงกลับไม่ใช่รถไฟที่จะไปอักรา!  สุวรรณีน้อยใจหายวูบตกไปถึงตาตุ่ม งานเข้าแต่เช้าเลยวันนี้ รีบเปิดโรมมิ่งเช็คขบวนรถไฟ ในเวปไไซต์เขาบอกไว้ว่าแพลตฟอร์มหนึ่ง ดูเวลาเหลืออีกไม่ถึงสิบนาทีจะหกโมงเช้าซึ่งเป็นเวลารถไฟจะเคลื่อนขบวน จากแพลตฟอร์มสิบสี่ไปแพลตฟอร์มหนึ่งระยะทางก็ไม่ใช่น้อยๆบวกกับต้องฝ่าฝูงผู้คนนับพัน เกียร์หมาที่เขาว่าไว้มันเป็นยังไงสุวรรณีพึ่งรู้ก็วันนี้ ความสุภาพ ความเกรงใจ ความไม่กล้าทิ้งไว้ไหนก็ไม่รู้  วิ่งเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ แหวกฝูงมหาชนกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า ไปถึงขบวนรถไฟทันเวลาเสียงหวูดเตือนว่าจะเคลื่อนขบวนพอดี ใจก็ยังลังเลอีกว่าแล้วมันต้องตู้ไหนถึงจะเป็นที่นั่งกุวะ สมองด้านที่ฉลาดที่สุดออกคำสั่งว่าตู้ไหนเมิงก็ขึ้นไปก่อนเหอะ รถไฟถึงมันจะยาวเป็นกิโลแต่มันก็ต้องเดินทะลุไปตู้โน้นตู้นี้ได้แหละ กระโดดขึ้นรถไฟเท้าหลังยังไม่แตะพื้นดีรถก็เคลื่อนขบวน กุรอดแล้วววววว เดินลัดเลาะไปเรื่อยๆจนเจอพนักงานก็ยื่นตั๋วให้เขาดูแล้วถามว่าที่นั่งฉันอยู่ไหน พนักงาวทำหน้างงแล้วทำหัวสั่นดุกดิกตอบมาว่าเดินไปจนสุดขบวน อยู่ตู้สุดท้าย! ธัมโม สังโฆ รถไฟอินเดียยาวมาก เดินทะลุมันทุกตู้ทุกชั้นเบียดคนอีกเป็นร้อยเพราะบางตู้ก็ไม่ได้นั่งกันแต่ยืนโดยสาร ผ่านตู้ที่เปิดหน้าต่าง ผ่านตู้พัดลม ในที่สุดก็มาถึงตู้E1 ตู้แอร์ขบวน ตู้ที่มีหมายเลขนั่งของฉัน  เหมือนผ่านสมรภูมิรบมาอย่างหนัก หัวหูหน้าตาฉันมันคงตลก เพราะผู้โดยสารร่วมตู้หันมามองกันเป็นแถว ฝรั่งนักท่องเที่ยวสองสามคนที่เหลือเป็นคนอินเดียแต่งตัวดีมากใส่เน็กไทนุ่งเสือนอกนั่งจิบกาแฟอ่านหนังสือพิมพ์ ก้มดูตัวเอง กางเกงช้างตัวละเก้าสิบเก้าบาทกับเสื้อเชิ้ตที่เคยเป็นสีขาวสดใสเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนแต่ตอนนี้กลายเป็นสีมอๆพร้อมกับเปียกเหงื่อไปครึ่งตัว แอบอายเหมือนกันนะ วางเป้กับพื้นแล้วนั่งลงตามหมายเลข ดีที่เก้าอี้ข้างๆว่างก็เลยสบายตัวขึ้น ควักแว่นกันแดดมาใส่พร้อมหมวกเบสบอลปกปิดผมที่ยุ่งเป็นรังนกพร้อมกับมโนไปว่าตัวเองเป็นแบรตพิตปลอมตัวมาสืบราชการลับ นำ้ดื่มขาดใหญ่ ชา กาแฟ พร้อมอาหารเช้าชุดใหญ่ถูกนำมาเสิร์ฟสมกับเป็นตู้ที่ค่าตั๋วสูงที่สุดในขบวน รู้สึกว่าชีวิตดี๊ดีขึ้นมาบ้าง

   รถไฟหยุดรับผู้โดยสารเพิ่มที่สถานีMathuraแล้วยิงยาวรวมสองชั่วโมงตรงก็มาถึงสถานี Agra Cantt สถานีของฉัน ความวุ่นวายของสถานีรถไฟที่นี่น้อยกว่าที่เดลีแต่มันคงไม่ใช่วันของฉันเพราะฉันหลงทาง หาทางออกไม่เจอต้องใช้เวลาอีกเกือบยี่สิบนาทีจึงจะออกมาถึงบู้ทรถตุ๊กๆแล้วนั่งรถตุ๊กๆมาโรงแรมที่จองไว้ ตุ๊กๆที่นี่น่ารักมากเหมือนกบตัวเล็กๆ แต่คนขับตุ๊กๆไม่ได้น่ารักเหมือนรถทุกคนนะ มีทั้งตามตื้อ ทั้งแซวเล่น ทั้งกระชากลากถู คงต้องเซียนเดินทางจริงๆถึงเอาอยู่ มาถึงโรงแรมฉันถึงกลับสลบไสลไปเลย นอนพักร่างพักจิตจนถึงบ่ายสองกว่าๆก็พร้อมที่จะออกไปผจญภัยอีกครั้ง ฉันเลือกที่จะเดินเล่นไปเรื่อยๆ แต่การเดินเล่นในเมืองอักราตอนบ่ายๆก็คงมีไม่กี่คนที่ทำกัน ฉันเดินผ่านกองขยะ คูน้ำเน่า กองขี้คน กองขี้วัว ร้านอาหาร ร้านขายน้ำ ร้านตัดผม โอ๊ยยยยย สารพัดอย่าง จนมาหยุดที่หน้าบ้านหลังเล็กๆที่เลี้ยงแพะไว้หน้าบ้าน แพะผูกโบว์สีชมพูแถมใส่กำไลข้อเท้า อินเดีย เมืองอะไรน่ารักจัง  เดินมาจนเหนื่อยก็เลยหาที่หลบแดดเป็นโรงหนังเล็กๆที่ยังใช้พลังงานคนในการเขียนชื่อหนังที่กำลังฉาย เปลี่ยนโปสเตอร์หนังด้วยแรงคนไม่มีจอแอลซีดีหรือจอดิจิตอล คลาสสิคมาก ลุงเจ้าของโรงหนังถามฉันว่ามาทำอะไรฉันบอกว่าจะมาดูหนัง แกรีบเอานำ้มาให้กินเป็นนำ้เย็นใส่ในถุงพลาสติกเล็กๆเวลาจะกินก็กัดมุมถุงดูดกิน ฮิปสเตอร์มาก ดูหนังไปได้ครึ่งเรื่องแต่ไม่เข้าใจสักคำเพราะเป็นภาษาฮินดี ตามแนวหนังอินเดียพระเอกนางเอกก็ต้องวิ่งไล่กันข้ามภูเขาไปทะลุทะเล ตัวโกงกับพระเอกก็ต้องต่อสู้กันจนจอแทบทะลุ อินเดียเป็นประเทศที่ผลิตภาพยนตร์ออกมามากที่สุดในโลกอันนี้เรื่องจริง สี่โมงกว่าๆนั่งตุ๊กๆไปMehtab Baghเพราะอยากเห็นทัชมาฮาลตอนพระอาทิตย์ตกดินจากมุมไกล ค่าตั๋วเข้าไปในMehtab Bagh สองร้อยรูปีก็เลยเกิดอาการลังเล คนขับตุ๊กๆที่พามาก็เลยบอกว่าเดินไปทางข้างๆทางเข้ามันจะเป็นทางเล็กๆลัดเลาะไปก็จะเห็นทัชมาฮาลมุมไกลเหมือนกันแต่ต้องระวังการ์ดที่ถือปืนกระบอกโตคอยกันไม่ให้เดินเข้าเขตหวงห้าม ประหยัดเงินสองร้อยรูปีในกระเป๋าและซาบซึ้งนำ้ใจคนขับรถจึงตกลงจ้างต่อสำหรับพรุ่งนี้  ถ่ายรูปทัชมาฮาลมุมไกลจนสมใจแล้ว เก็บทัชมาฮาลมุมใกล้ไว้สำหรับวันสำคัญวันพรุ่งนี้
   Incredible India!













   

Tuesday, September 6, 2016

Incredible India


   Namaste Day 2  

 Bangkok - New Delhi  

   เย็นวานหนึ่งชั่วโมงบินสิงห์โตจากเชียงราย ฉันก็มาถึงสนามบินดอนเมือง กระโดดขึ้น free shuttle bus ไม่ถึงชั่วโมงฉันก็มาเดินเตร่อยู่สนามบินสุวรรณภูมิ วางแผนล่วงหน้าแล้วว่าจะไม่ยอมเสียเงินค่าโรงแรม อดทนหาที่เงียบๆนั่งนอนเอนหลังพอได้งีบบ้าง หลับนกที่สนามบินยังคงเป็นกิจกรรมที่ฉันทำสม่ำเสมอตั้งแต่อายุยี่สิบกว่าๆจนถึงวันนี้ ตีสามเคาร์เตอร์สายการบินเปิดฉันจัดการเช็คอิน เป้ใบเล็กที่แบกมาทำให้อะไรๆง่ายขึ้นมาก เสื้อสองสามตัว กางเกงหนึ่งตัว ของใช้ส่วนตัวอีกเล็กน้อย ยาแก้ไข้ ยาแก้ท้องเสีย  กล้องถ่ายรูปตัวเล็กพร้อมเลนส์เสริมอีกหนึ่งอันคงพอให้เก็บรูปสวยๆได้บ้าง ใจแอบเสียดายที่ไม่เอากล้องตัวใหญ่ไปด้วย แต่อินเดียอันตรายเกินไปสำหรับผู้หญิงเดินทางคนเดียวพร้อมกล้องถ่ายรูปราคาสูง มีเวลากว่าสามชั่วโมงที่สนามบินสุวรรณภูมิ ฉันพกบัตรสมาชิกคิงเพาเวอร์มาด้วยจึงเข้าไปใช้สิทธ์ ยื่นพาสปอร์ต บอร์ดดิ้งพาสพร้อมกับบัตรสมาชิกให้พนักงานหน้าเลาจ์ พนักงานสาวสวยเช็คข้อมูลในระบบแล้วยิ้มสวยให้ฉันพร้อมกับบอกว่า "อีกสองวันจะถึงวันเกิดคุณผู้โดยสารนะคะ คิงเพาเวอร์จะอัพเกรดเลาจ์ให้คุณผู้โดยสารเป็นแพลตตินั่มเลาจ์คะ" โหหหหห...ชีวิตฉันหรูหราขึ้นมาทันตาเห็น อาหารในแพลตตินั่มเลาจ์ดีกว่าเลาจ์ธรรมดามาก ชา กาแฟ ไวน์ และค็อกเทลไวท์แองเจิ้ลสำหรับวันเกิดล่วงหน้าของฉันก็ตามมาทำเอาลืมใช้บริการห้องอาบนำ้ไปเลย ชีวิตดี๊ดี ขอบคุณคิงเพาเวอร์ที่เอ็นดูสุวรรณีน้อย ถ้าขากลับแล้วพอมีเงินเหลือจะอุดหนุนกระเป๋าCoachซักใบ

   สามชั่วโมงครึ่งกับการบินไทย ฉันก็มาถึงสนามบินอินทิราคานธี เวลาที่นี่ช้ากว่าไทยหนึ่งชั่วโมงสี่สิบห้านาที อี วีซ่าที่ขอออนไลน์มาล่วงหน้าแล้วเมื่อเดือนก่อนใช้ได้ผลและง่ายดายมาก แค่มาแสกนนิ้วมือเมื่อมาถึงก็เสร็จเรียบร้อย เจ้าพนักงานไม่ถามซักคำว่ามาทำอะไร พักที่ไหนหรือจะอยู่กี่วัน แวะแลกเงินก่อนจะออกมามองหาป้ายชื่อตัวเองที่ทางโรงแรมที่จองไว้จัดเตรียมรถมารับ หาเท่าไหร่ก็มาไม่เจอจึงตัดสินใจโทรไปโรงแรม พนักงานโรงแรมบอกว่าคนขับกำลังอยู่ระหว่างทาง ฉันนึกขอบคุณตัวเองว่ารอบคอบดีที่ซื้อsim2flyมาจากกรุงเทพเมื่อคืน ถึงแม้จะหมดไปเกือบพันบาทแต่มันก็มีประโยชน์และจำเป็นสำหรับการเดินทางรวมถึงติดตามงานที่ครัวน้อย
   รถคันเล็กที่มีระบบสั่นสะเทือนน่าจะเกินสี่ห้าริกเตอร์พร้อมคนขับในชุดสีมอๆพาฉันข้ามมาอีกฝั่งของเมือง เสียงแตรรถ เสียงเร่งเครื่องรถตุ๊กๆ เสียงคนตะโกนขายของริมทาง กลิ่นควันรถ กลิ่นฉี่ กลิ่นขยะ สารพัดกลิ่นโชยเข้าจมูกเพราะหน้าต่างรถเปิดทั้งสี่บาน ไอร้อนคลืบคลานไปทั่วทุกอณูของร่างกาย เหงื่อเริ่มซึมหน้าผาก ฉันเปิดกระเป๋าควักแว่นกันแดดอันใหญ่ออกมาใส่ คนขับรถมองผ่านกระจกดูฉันแล้วทำท่ากระตุกที่มุมปาก ฉันคิดในใจ "ไม่ได้กินกุหรอกร้อนแค่นี้ กุฝึกมาดี ลองไปนอนตูบน้อยกุดิ ร้อนกว่านี้อีก ชีวิตกุผ่านมาเยอะ หุหุ"
   โรงแรมเล็กๆที่จองไว้อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟเพื่อความสะดวกในการเดินทางในวันพรุ่งนี้โรงแรมอยู่ใกล้กับเมนบาร์ซ่าทำให้หาของกินง่าย ทุกครั้งที่ฉันเดินออกไปจากโรงแรมก็ได้แต่ลุ้นว่าจะหาทางกลับมาได้หรือเปล่าเพราะตรอกเล็กซอกน้อยเยอะมากจนนึกไปถึงโพรงปลวก ฉันใช้เวลากว่าสามชั่วโมงเดินทะลุตรอกโน้นตรอกนี้ บางตาอกแทบต้องเอียงตัวเดินเพราะแคบมากจริงๆ ตรอกใหญ่หน่อยก็จะมีมอเตอร์ไซค์วิ่งสวนไปมาพร้อมบีบแตรลั่น  เดินๆไปก็ต้องคอยหลบกองขี้ไป คนอินเดียเป็นคนเปิดเผย ขี้เยี่ยวกันให้เห็นๆ ฮิปสเตอร์จริงๆ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่ฉันถวิลหากลับมาเต็มๆ ภาพฉันแบกเป้ที่อินเดียใต้เมื่อสิบกว่าปีก่อนกลับมาแจ่มชัดอีกครั้งในความทรงจำ
   Incredible India!

 













 

Monday, August 29, 2016

It is never too late.


   It is never too late to be who you might have been 


   ....

  ....

  ....

                 Thanks myself for all opportunities in life.


I love the people who are in my life and make my life AMAZING...

I'm also thankful for those people who left my life and made it even more FANTASTIC...

   มันไม่มีคำว่าสาย สำหรับจะทำหรือจะเป็นในสิ่งที่คุณทำได้หรือเป็นได้
   ขอบคุณตัวฉันเอง ที่ให้โอกาสตัวเองเสมอ

   ขอบคุณผู้คนรอบข้าง ที่ทำให้ชีวิตฉันสวยงาม
   ขอบคุณหลายๆคนที่เดินจากไป ที่ทำให้ชีวิตฉันสวยงามยิ่งกว่าเดิม