Tuesday, September 26, 2017

Nepal September 2017 : Day 13

   

      September 18th Day 13 Pokhara - Katmandu


    ฉันเดินลัดเลาะถนนเลียบทะเลสาบPhewaช้าๆ เสื้อผ้าของใช้ส่วนตัวถูกบรรจุไว้ในเป้บนหลังอีกครั้ง อากาศยามสายเย็นสบายเพราะฝนตกคืนเมื่อคืน เทือกเขาAnnapurnaปรากฎให้เห็นชัดเจนกว่าวันไหนๆเพราะท้องฟ้าไร้เมฆหมอกบดบัง คนขับรถแท็กซี่กวักมือเรียกฉันเป็นระยะๆ ฉันสอบถามราคาค่าโดยสารไปสนามบินไปเรื่อยๆจนได้ราคาที่พอใจ การต่อราคาเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตที่นี่ เกือบทุกอย่างที่เกี่ยวกับการซื้อขายต้องมีการเล่นเกมส์ต่อราคาก่อน ต่อราคารถแท็กซี่ ต่อราคาสปา ต่อราคาห้องพัก ต่อราคาซื้อเสื้อยืด ฉันใช้เวลาอยู่นานโขกว่าจะเรียนรู้เทคนิคและใช้มันเป็น


     เวลาไม่ถึงสิบนาทีฉันก็มายืนอยู่สนามบินPokhara สนามบินเล็กๆที่อยู่ตรงกลางระหว่างภูเขาและหุบเหว ฉันเดินเข้าไปในอาคารสนามบินแล้วเดินตรงไปเค้าเตอร์ Yeti Air พนักงานยกมือทำท่าเหมือนกับไหว้แล้วทักทายนามัสเต ฉันรู้สึกผิดหวังเมื่อนางยื่นบอร์ดดิ้งพาสให้แล้วบอกว่าได้เปลี่ยนเที่ยวบินฉันให้เร็วขึ้นเป็นเที่ยวบินที่จะออกอีกสิบนาที แต่ฉันวางแผนไว้ว่ามาถึงสนามบินก่อนเวลาหนึ่งชั่วโมงเพราะอยากจะขึ้นไปบนดาดฟ้าแล้วถ่ายรูป แอบบ่นกับตัวเองขำๆว่า "ถามละยัง ว่าอยากจะเปลี่ยนเที่ยวบินมั้ย" ถึงเวลาขึ้นเครื่องก็แค่เดินออกจากประตูแล้วเดินไปตามทางเล็กๆตรงไปแล้วเลี้ยวออกไปลานบิน เครื่องบินเจ็ทสตรีมสี่สิบเอ็ดรอฉันอยู่ข้างหน้า รูปร่างเหมือนนกตัวผอมๆปีกสั้น ปีนบันไดเครื่องขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ริมหน้าต่าง มีผู้โดยสารไม่กี่คนในเที่ยวบินนี้จนทำให้ฉันแอบมโนว่าเป็นเครื่องบินส่วนตัว นานกี่ปีแล้วที่ไม่ได้นั่งเครื่องเจ็ดสตรีมสี่สิบเอ็ดที่จำได้ครั้งสุดท้ายน่าจะเป็นที่ปาปัวนิวกินีหลายปีก่อน เครื่องบินเล็กขนาดสามสิบที่นั่งส่งเสียงดังตอนนำเครื่องขึ้น ระยะวิ่งแท็กซี่ก็สั้นกว่าเครื่องลำใหญ่ กัปตันนำเครื่องขึ้นฉิวรวดเร็วน่าตื่นเต้น แอร์โฮสเตสคนเดียวเดินแจกลูกอม ถั่วทอด และน้ำดื่ม เครื่องเล็กบินไม่สูงทำให้มองเห็นข้างล่างชัดเจน ถนนคดเคี้ยว ภูเขา แม่น้ำ มองดูเหมือนภาพวาดสวยๆ จำได้ว่าหลายปีก่อนเคยบินกับกานต์แอร์จากเชียงใหม่มาเชียงรายก็ได้เห็นภาพสวยๆแบบนี้ ระยะเวลาบินแค่ยี่สิบห้านาทีเครื่องก็ลงจอดที่สนามบินKatmandu คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ที่จ่ายไปเพราะไม่ต้องทนอยู่รถบัสสายวิบากถึงเก้าชั่วโมง มันน่าทึ่งนักที่เงินสามารถทำให้อะไรๆง่ายขึ้นได้มากขนาดนี้


    ไม่ถึงบ่ายสองฉันก็พาตัวเองกลับมาThamelอีกครั้ง ต้องขอบคุณสายฝนเมื่อคืนที่ทำให้Katmanduสดชื่นขื้น พื้นถนนอุ้มความชื้นไว้ทำให้ฝุ่นคลุ้งที่ต้องผจญสัปดาห์ที่แล้วหายตัวไปอย่างน่าอัศจรรย์ มือที่กำลังจะล้วงกระเป๋าหยิบหน้ากากอนามัยออกมาใส่ต้องชะงัก เดินลัดเลาะเข้าออกซอกซอยจนทะลุไปถึงที่พักที่จองไว้ทางโทรศัพท์เมื่อวาน ทางเข้าที่พักเป็นซอยเล็กๆกว้างหนึ่งเมตรคูณสองเมตรแต่ข้างในกลับดูกว้างขวางใช้ได้ ฉันรู้สึกพอใจห้องเล็กๆบนชั้นสี่ถึงแม้ว่าจะอยู่ในย่านที่พลุกพล่านที่สุดแต่ผนังห้องก็หนาพอที่จะไม่ให้เสียงเล็ดลอดเข้ามามากนัก ภายในห้องสะดวกสบายและราคาก็ไม่สูงเกินไป เก็บข้าวของเสร็จแล้วก็เดินกลับไปโรงแรมที่เคยพักสัปดาห์ที่แล้วเพื่อไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้พร้อมกับขอโทษพวกเขาที่ต้องยกเลิกการจองห้องในวันที่ยี่สิบเอ็ด ราคาห้องที่นั่นสูงเกินไปสำหรับฉัน โรงแรมสี่ห้าดาวฉันไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้วทริปนี้เพราะฉันอายุสี่สิบสี่ปีแล้ว!


    แวะทักทายหนุ่มร้านกระเป๋าที่ซื้อกระเป๋าใบเล็กไว้ใส่เงินรูปีในวันแรกที่มาถึง แวะไปร้านโมโม่ร้านแรกที่ได้ลิ้มรส Thamelกับฉันเราเป็นเพื่อนกันแล้ว ซอกซอยเล็กๆเหมือนโพรงมดกลายเป็นสถานที่คุ้นเคย ฉันเริ่มกล้าที่จะสูดหายใจลึกๆได้ครั้งแรก Thamel


 





Nepal September 2017 : Day 12



    September 17th Day 12 Pokhara


    ห้องอาหารโรงแรมช่วงสายๆเงียบเหงา มีฉันนั่งอยู่คนเดียวที่โต๊ะมุมห้อง กาแฟใส่นมถ้วยโตอบอุ่นอยู่ระหว่างสองมือของฉัน ไข่คน ขนมปังปิ้ง ผลไม้อีกสองสามอย่างหั่นเป็นชิ้นเล็กใส่จานวางอยู่ตรงหน้าฉัน พนักงานเสิร์ฟยกแก้วน้ำส้มมาวางไว้บนโต๊ะเพิ่ม นักท่องเที่ยวส่วนมากจะออกกันไปแต่เช้าตรู่เพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้น หรือไม่ก็เริ่มต้นการเดินเขาเป็นวันแรก การเดินเขามีตั้งแต่เก้าวันจนถึงสิบสี่วัน พวกเขาเดินไปถึงPoon Hill หรือไม่ก็Annapurna Base Camp ( ABC ) สาวฟินแลนด์ลาจากไปกับรถบัสคันแรกที่ออกจากPokharaตอนเช้าตรู่ หลังจากที่คุยกันเย็นวานและรับรู้ว่านางยอมแพ้ต่อวิถีผู้ชายชาวเนปาลริมทะเลสาปคืนก่อน ระหว่างการเดินทางบางครั้งก็มีเหตุการณ์แย่ๆเกิดขึ้น มันขึ้นอยู่ที่ตัวเราว่าจะไม่ให้มันเกิดขึ้นและหากเกิดขึ้นแล้วจะแก้ไขอย่างไร เธอดูเหมือนจะโชคไม่ดีนักในการเดินทางเพราะก่อนหน้านี้ก็ถูกปล้นในเวียดนาม ฉันก็ได้แต่อวยพรให้เธอโชคดี


    ฉันตัดสินให้วันนี้เป็นวันพักผ่อน วันที่ไม่วางแผนการไปไหนๆ ร่องรอยของการขับมอเตอร์ไซค์ทั้งวันเมื่อวานปรากฎให้เห็นชัดเจน แขนและหลังมือโดนแดดเผาจนเกรียม ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้น เสื้อแขนยาว ผ้าโพกหน้าและแว่นตากันแดดได้พ่ายแพ้ให้กับแสงแดดแห่งโพคารา นั่งดูทีวีในห้อง มีฝรั่งลูกเล็กๆเหมือนฝรั่งขี้นกบ้านเรา และทับทิมที่เมล็ดข้างในสีสวยแดงช้ำที่ซื้อมาจากตลาดเมื่อวานกินเล่น มีผลไม้ไม่กี่อย่างที่เป็นที่นิยมของชาวเนปาล กล้วย ทับทิม ฝรั่ง แอ้ปเปิ้ล พวกเขากินกล้วยหอมที่ยังไม่สุกดี รสเฝื่อนของกล้วยทีฉันซื้อกินวันแรกๆทำให้เข็ดไม่ซื้ออีก จะซื้อมาเก็บไว้รอให้สุกก็ไม่สะดวกเพราะต้องย้ายที่พักเรื่อยๆ


    บ่ายคล้อยเดินออกไปหาอะไรกินข้างนอก จำได้ว่าอ่านเจอในTripAdvisorพูดถึงร้านอาหารเจเล็กๆมุมถนน ฉันเดินหาร้านจนเจอแล้วนั่งลงสั่งอาหาร Daal Bhat ใช้เวลานานโขกว่าอาหารถาดใหญ่จะถูกนำมาเสิร์ฟ ข้าวบาสมาติกองโต แกงผัก ผัดมันฝรั่ง และซุปถั่ว ร้านนี้ติดอันดับรีวิวเพราะอาหารทุกอย่างจะทำสดๆ ไม่มีการทำไว้ล่วงหน้า ถึงจะใช้เวลานานแต่รสชาติก็ถูกใจฉัน เดินลัดเลาะจะกลับที่พักแต่เหลือเห็นร้านสปาแอบซ่อนอยู่ระหว่างซอกเล็กๆ ฉันเดินเข้าไปดูสถานที่และทีกทายเจ้าของร้าน สปาเล็กๆแต่สะอาดสะอ้านทำให้ฉันตัดสินใจเลือกใช้บริการเฟสเชียลหนึ่งชั่วโมงและนวดสไตล์เนปาลอีกหนึ่งชั่วโมง ห้องสปามิดชิดและเย็นฉ่ำ ฉันถอดเสื้อผ้าจัดเก็บเรียบร้อยแล้วนอนคว่ำหน้าลงไปบนช่องเตียงสปา พนักงานสาวทำหน้าที่ได้อย่างเข้มแข็งและดุดัน ชะโลมน้ำมันนวดลงพื้นผิวนิ้วเล็กๆของเธอทำหน้าที่กดบีบไล่ไปช้าๆตามร่างกายฉัน ความเย็นของห้องและกลิ่นย้ำมันหอมทำให้ฉันเผลอหลับไป เสียงเล็กๆปลุกฉันตื่นให้เปลี่ยนท่าเป็นนอนหงาย น้ำมันหอมถูกชโลมใส่หนังศีรษะและนวดด้วยจังหวะพอเหมาะ ฟองน้ำชุบน้ำเย็นๆถูกนำมาทำความสะอาดใบหน้า ครีมนวดหน้าถูกป้ายลงเป็นจุดๆแล้วนวดกลึง ต่อมาก็เป็นขั้นตอนของการขัดหน้า แล้วมาส์กหน้าทิ้งไว้ เฟสเชียลด้วยผลิตภัณฑ์อายุรเวทมันคงดีจริงเพราะหลังจากนั้นรู้สึกสบายหน้า ไม่ตึง ไม่ร้อนเหมือนก่อนหน้านี้


    ออกจากร้านสปามาก็มืดแล้ว แวะทักทายพนักงานร้านขายเสื้อยืดที่โบกไม้โบกมือให้ เราคุยกันเมื่อวันก่อนและฉันก็ได้ซื้อเสื้อยืดจากเธอหนึ่งตัว เสื้อยืดเนื้อดีที่เธอเอามาตัดรอบคอออกแล้วใช้กรรไกรขริบส่วนต่างๆให้เป็นลวดลาย ห้าร้อยรูปีหรือหนึ่งร้อยห้าสิบบาทสำหรับเสื้อยืดเนื้อดี ความคิดสร้างสรรค์ และเทคนิคการตัด มันไม่ได้แพงเลย ฉันยังอยากสั่งลาเมืองPokharaกับอาหารชุดที่ชื่นชอบก็เลยตัดสินใจเดินไปร้านอาหารเจที่เคยกินเมื่อสองวันก่อน Marwadi Thali ถาดใหญ่ถูกนำมาวางตรงหน้าอีกครั้ง ---- ชื่ออาหารแต่ละอย่างจะเขียนทีหลัง ตอนี้ขี้เกียจหา--- ฉันคงคิดถึงอาหารที่นี่มากถ้ากลับไปบ้าน
ลมพัดเย็นสบายระหว่างเดินกลับที่พัก เสียงทักทายดังมาเป็นระยะๆจากผู้คน สามวันที่ฉันใช้ชีวิตอยู่แถวนี้มันนานพอที่จะทำให้คนจดจำได้ เด็กหญิงตัวเล็กจากร้านI ขายของชำโบกมือทักทายเมื่อฉันเดินผ่าน หนุ่มเนปาลพนักงานร้านขายของที่ระลึกเอ่ยสวัสดีเป็นภาษาไทยใส่ฉันเพราะเขาเคยถามว่ามาจากไหน ฉันเดินผ่านกลุ่มคนสูงอายุนั่งโขกหมากรุกแล้วทักทายเขา นามัสเต พวกเขาหันมามองแล้วทำคอดุกดิ นามัสเตกลับ


     ชีวิตเล็กๆกับการเดินทางเล็กๆ และ ความสุขอันยิ่งใหญ่ในโลกใบโต






Nepal September 2017 : Day 11


   September 16th Day 11 : Pokhara



    ด้วยความเคยชินทำให้ฉันตื่นนอนตั้งแต่ก่อนหกโมงเช้า เปิดประตูออกไปนั่งบนเก้าอี้เล็กๆนอกระเบียงรับแสงแดดอุ่น เทือกเขาAnnapurnaโชว์ยอดขาวโพลนอยู่ลิบๆข้างหน้าฉัน เช้านี้เมฆหมอกไม่เยอะทำให้เห็นหลายๆยอดของเทือกเขา Annapurnaมียอดที่สูงกว่าแปดพันเมตรอยู่หนึ่งยอด เรียกว่าAnnapurna one สูงถึงแปดพันเก้าสิบเอ็ดเมตรและเป็นภูเขาที่สูงที่สุดอันดับสิบของโลก แล้วก็ยังมีสูงกว่าเจ็ดพันเมตรอยู่สิบสามยอด และสูงกว่าหกพันเมตรอีกสิบหกยอด Annapurraเป็นภาษาสันสกฤตเหมือนกับชื่อของฉัน แปลออกมาได้ประมาณว่าเทพธิดาแห่งการเก็บเกี่ยว ถ้วยโกโก้อุ่นๆในมือกับเทือกเขาข้างหน้าทำให้เช้านี้เป็นเช้าที่อบอุ่นมีความสุข


    แวะเยี่ยมเยือนสาวฟินแลนด์ข้างห้องที่เปลี่ยนใจกระทันหันไม่ออกไปกับฉันวันนี้เพราะนางรู้สึกไม่สบาย ส่งยาแก้ปวด/แก้ไข้ที่มีติดตัวมาพร้อมแอปเปิ้ลสองลูกให้นาง แล้วลงมากินอาหารเช้าก่อนจะเดินออกไปถนนใหญ่หาร้านเช่ามอเตอร์ไซค์ ลุงหน้าโหดเจ้าของแผงเช่ารถริมถนนให้ฉันซ้อนรถมอเตอร์ไซค์คันโตของเขาเข้าไปเอารถเช่าในซอยลึกลับ ฉันเลือกคันที่สภาพดีสุดเท่าที่เขามีอยู่ มอเตอร์ไซค์สีฟ้าพาฉันลัดเลาะไปเรื่อยๆร่วมครึ่งชั่วโมงก็ถึงพิพิธภัณฑ์ภูเขา จอดรถมอเตอร์ไซค์ไว้ใกล้ป้อมยามแล้วเดินเข้าไปซื้อตั๋วราคาสี่ร้อยรูปี เดินเรื่อยๆไปตามทางเดินเล็กๆจนถึงอาคารพิพิธภัณฑ์ ฉันหันหน้ากลับมาทางทางเดินเพราะได้ข้อมูลมาว่าวิวเทือกเขาAnnapurnaจากจุดนี้สวยมาก และมันก็สวยจริงๆ สวยกว่าทุกครั้งทุกที่ที่เคยเห็นมา ข้างในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงได้น่าสนใจมาก มีเรื่องราวของภูเขาทุกลูก มีเรื่องราวของนักปีนเขาที่พิชิตยอดเขาแต่ละลูก เสื้อผ้า อุปกรณ์ปีนเขา ชนเผ่าที่อยู่ในแต่ละที่ รวมไปถึงสัตว์ต่างๆ รูปภาพเก่าๆ มีวีดีทัศน์ให้ดู ฉันชอบที่นี่มากทั้งๆที่ปรกติคิดว่าพิพิธภัณฑ์เป็นสถานที่ๆน่าเบื่อ แต่ที่นี่กลับเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ตื่นเต้นท้าทาย


    หลังจากที่ใช้เวลาสองชั่วโมงกว่าๆที่พิพิธภัณฑ์ก็ขับรถมอเตอร์ไซค์ตามจีพีเอสไปเรื่อยๆ จุดหมายก็คือ World Peace Pagoda พอมาถึงจุดหนึ่งก็ไม่สามารถไปต่อได้เพราะมีดินสไลด์ปิดทางไว้ ถึงกับต้องจอดตั้งหลักใหม่เพราะไม่แน่ใจว่าควรกลับเข้าเมืองไปหรือหาทางใหม่ แต่ด้วยความที่อยากจะเห็นเพราะวันก่อนนั่งอยู่ริมทะเลสาบแล้วมองขึ้นไปฝั่งตรงข้ามเห็นบนภูเขามียอดเจดีย์สีขาวสวย ดูจีพีเอสจนแน่ใจว่ายังมีทางเล็กๆอีกทางที่สามารถไปถึงที่นั่นจึงเริ่มใช้เส้นทางนั้น ถนนกรวดก่อนโตๆมีร่องลึกทำให้การขับมอเตอร์ไซค์เป็นไปด้วยความยากลำบาก หลายครั้งที่ล้อรถติดลึกลงไปในร่องจนขึ้นไม่ได้ต้องหาก้อนกรวดมารองล้อแล้วค่อยๆเร่งคันเร่ง เร่งคันเร่งแรงไปรถก็พุ่งเฉไปทางเหวลึกข้างทาง ฉันใช้เวลากว่าชั้วโมงค่อยๆประคับประคองรถไปเรื่อยๆจนในที่สุดก็ยอมแพ้ จอดรถไว้ข้างทางแล้วตัดสินใจออกเดินไปเรื่อจนถึงทางทางขึ้นเจดีย์ มีรถมอเตอรไซค์คันใหญ่หลายคันจอดที่นี่ทำให้เข้าใจว่ามันคงไม่ใช่ถนนสำหรับรถคันเล็ก ล้อเล็ก และคนขับตัวเล็กๆอย่างฉัน รถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ซีซีสูง ล้อใหญ่ และคนขับคงต้องตัวใหญ่ด้วย แวะกินจาปาตีกับแกงผักตรงทางขึ้นเจดีย์ให้มีแรงก่อนแล้วออกเดินขึ้นเขา ทางเดินชันและคดเคี้ยวมากๆบวกกับแดดที่ร้อนสุดๆ ฉันดึงผ้าพันคอผืนยักษ์ออกจากกระเป๋ามาโพกหัว ให้ชายผ้าปกคลุมครึ่งหน้าและคอ แว่นกันแดดอันโตช่วยได้มาก เดินๆหยุดๆทุกๆสองสามนาทีจนแอบคิดจะยอมแพ้แต่ก็ยังกัดฟันเดินต่อไปจนถึงเขตเจดีย์. World Peace Pagoda เป็นชื่อที่เหมาะสมกับสถานที่ที่สุดเพราะข้างบนสงบเงียบมาก เสียงที่ได้ยินมีแค่เสียงลมที่พัดผ่านและเสียงนกร้อง เจดีย์สีขาวใหญ่สร้างขึ้นในสมัยรัชการที่สองโดยพระชาวญี่ปุ่นที่ต้องการสร้างสัญลักษณ์ความสงบหลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เมืองฮิโรชิม่าและเมืองนางาซากิ เดินเล่นชมวิวมองลงมาเห็นทะเลสาบPhewaสวยใสอยู่นานนับสิบนาทีก็ต้องเดินกลับลงมาเพราะบริเวณเจดีย์ห้ามใส่รองเท้าและพื้นโดนแดดเผาทำให้เวลาเดินรู้สึกร้อนมาก


    จากเจดีย์World Peace Pagoda ไปถึง ทะเลสาบBegnasใช้เวลากว่าชั่วโมง ถนนเมืองโพคาราค่อนข้างขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ ถึงแม้จะมีบางช่วงที่ราดยางเรียบร้อยแต่ผิวถนนก็ไม่เรียบเสมอกัน ฉันต้องใช้ความพยายามและใช้สายตาเป็นอันมากเพื่อที่จะไม่ตกลงไปในหลุมเพราะจะทำให้รถเสียหลัก แต่ก็ยังมีบางครั้งที่เผลอมองข้างทางจนล้อรถตกไปในหลุม รถมอเตอร์ไซค์คันเก่าและจีพีเอสบนมือถือยังคงทำงานอย่างแข็งขันจนในที่สุดฉันก็ถึงทะเลสาบ ชายแก่หน้าตาดุดันถือไม้เท้ารี่เข้ามาหาเมื่อฉันจอดรถ เขายื่นแผ่นกระดาษจากสมุดฉีกเล่มเล็กให้ฉันแล้วบอกว่าเป็นตั๋วค่าจอดรถ ฉันได้ยินเขาว่าห้าก็เลยยื่นให้ห้ารูปีเหมือนที่ได้จ่ายตอนที่จอดใกล้กับเจดีย์สิบรูปี ชายแก่ปฏิเสธธนบัตรใบละห้ารูปีเสียงดังพร้อมกับบอกว่าสามสิบรูปี ระหว่างที่ฉันกำลังตัดสินใจว่าจะทำอะไรก็ได้ยินเสียงเล็กๆมาจากร้านขายของชำไกลออกไป หญิงสาวในร้านส่งสัญญาณมือว่า "ไม่" มาทางฉัน ฉันตัดสินใจเสียบแผ่นกระดาษคืนและดึงธนบัตรออกจากมือชายแก่แล้วควบมอเตอร์ไซค์ขับออกไป เสียงกร่นด่าแว่วมาตามหลังจนอดเสียวสันหลังไม่ได้ว่าจะมีไม้เท้าบินมาใส่หลังฉัน ไม่ไกลนักก็จอดรถไว้หน้าร้านขายของร้านหนึ่งที่มีผู้ชายตัวโตหลายคนนั่งดื่มกินกันอยู่ สั่งน้ำดื่มเย็นๆหนึ่งขวดมาดับความร้อน เจ้าของร้านน่ารักและเข้าใจภาษาอังกฤษฉันจึงเล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเขาไม่ชอบใจนักที่ได้ยินเพราะริมทะเลสาบเป็นที่สาธารณะไม่มีการเก็บค่าอะไรทั้งสิ้น พูดสุดเสียงชายแก่ก็ตามฉันมาถึงและส่งเสียงโวยวายอยู่หน้าร้าน เจ้าของร้านและลูกค้าชายตัวโตหลายคนก็ส่งเสียงขับไล่ให้เขาไปคงพูดถึงการเก็บค่าจอดรถของเขาด้วยเพราะเห็นชี้ไปที่สมุดฉีกในมือ สามสิบรูปีแปลเป็นเงินไทยได้เก้าบาท เก้าบาทมันไม่ใช่เงินจำนวนมากแต่ที่ฉันไม่ยอมจ่ายเพระมันไม่ถูกต้อง มันไม่ได้มีทั้งเหตุและผลที่ต้องจ่าย ถ้าชายแก่คนนั้นเดินเข้ามาขอเฉยๆฉันก็คงจะให้ไป คิดไปถึงการเอาเก้าบาทแลกกับความปลอดภัยของตัวเอง แลกกับสภาพจิตอารมณ์ บางทีสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นมันก็รวดเร็วเกินไปจนตัดสินใจไม่ถูก

    นั่งพักสักครู่จนคลายความร้อนไปบ้างก็ฝากรถมอเตอร์ไซค์ไว้ที่ร้านขายของชำแล้วก็ออกเดินไปทะเลสาบBegnas น้ำใสแจ๋วและต้นไม้ร่มรืนทำให้จิตใจสงบขึ้น เดินเที่ยวเล่นถ่ายรูปจนเหนื่อยแล้วก็เดินกลับออกมาตรงเขื่อนเล็กๆหลังทะเลสาบ เด็กหญิงวัยไม่เกินแปดขวบสามคนกำลังกระโดดน้ำเล่นกันอย่างสนุกสนาน พวกเขาหันมาเจอฉันก็พากันชี้มาที่กล้องถ่ายรูปที่สะพายอยู่ ยกกล้องขึ้นถ่ายรูปพวกเขาในท่าทางต่างๆจนพวกเขาพอใจ คนตัวเล็กสุดพยักเพยิดชี้ชวนให้ฉันลงมาเล่นน้ำด้วย ฉันวางกระเป๋าและกล้องไว้บนพื้นหญ้าถอดรองเท้าตามด้วยกางเกงและเสื้อแขนยาวที่ใส่มา มีชุดว่ายน้ำชิ้นเดียวที่ใส่ไว้ข้างในเพราะวางแผนว่าจะมาว่ายน้ำที่ทะเลสาบอยู่แล้ว เด็กๆกรีดร้องสนุกสนานเมื่อฉันกระโดดลงไปในน้ำ พวกเขาถีบตัวจากฝั่งมาเกาะแขนเกาะไหล่ฉัน ดำผุดดำว่ายเล่นกัน น้ำเย็นๆใต้เขื่อนไม่ลึกนักแต่ไหลเชี่ยว เด็กๆส่งเสียงดังและกวักมือเรียกทุกครั้งที่ฉันว่ายออกไปไกล สุดท้ายพวกเราก็เล่นกันอยู่ใกล้ๆฝั่งจนปากซีดมือเหี่ยว ฉันขึ้นมาจากน้ำ เช็ดตัวด้วยผ้าพันคอผืนเดิมแล้วนุ่งเสื้อกางเกง ล้วงกระเป๋าหยิบบิสกิตออกมาแกะแล้วส่งให้เด็กๆแบ่งกัน พวกเขายังอยู่ในน้ำเมื่อฉันโบกมือลา


    ขากลับแวะไปห้างสรรพสินค้าที่ว่าใหญ่ที่สุดในเมือง ห้างสรรพสินค้าห้าชั้นมีสินค้านานานชนิดแต่ไม่สวยงามทันสมัยเหมือนของเมืองไทย ฉันสนใจเรื่องผักไม้ของกินก็เลยมาเดินดู ผักมีไม่กี่ชนิดแต่ก็ดูน่าสนใจ พริกหน้าตาแปลกๆ องุ่นและฝรั่งที่ติดป้ายว่ามาจากเมืองไทยราคาสูงลิบ เดินไปดูชีสของที่ฉันโปรดปรานมีให้เลือกหลายอย่าง หยิบใส่ตะกร้ามาหลายชนิดรวมทั้งชีสจามรีที่อยากจะลองชิมมานานแล้ว น้ำผลไม้อีกหนึ่งกล่อง ที่ไม่ลืมคือยาแต้มสิวยี่ห้อHimalayaที่ใช้ดีจนวางแผนจะหิ้วกลับบ้านสักสามโหล


     รถมอเตอร์ไซค์ถูกนำไปคืนหกโมงเย็นตรงเวลาไม่ขาดไม่เกิน ค่าเช่ารถเก้าร้อยรูปีรวมค่าน้ำมันอีกสามร้อยรูปีถ่อว่าคุ้มค่า เดินฮัมเพลงจังหวะแขกมาถึงที่พักก็มืดพอดี แวะยืมมีดจากร้านอาหารชั้นล่างมาตัดชีส กำลังนั่งลงจะจัดการชีสหน้าตาดีกับบีสกิตให้สำราญใจเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น สาวฟินแลนด์ยืนอยู่หน้าประตูชวนฉันออกไปกินข้าวเย็น ฉันเชื้อเชิญนางให้เข้ามาพร้อมทั้งจัดน้ำผลไม้และชีสให้นาง บอกว่าเย็นนี้ฉันมีปาร์ตี้ชีสแทนอาหารเย็น นางว่ารอฉันครึ่งวันเพื่อจะปรับทุกข์เรื่องที่นางมีปัญหากับหนุ่มเนปาลเวลาออกไปเดินข้างนอก ฉันปลอบโยนและอธิบายให้นางเข้าใจว่าผู้ชายแถบนี้ชอบการจับเนื้อต้องตัว เวลาเขาคุยกับเราเขาจะจับแขนจับไหล่ และการที่นางเป็นฝรั่งผิวขาว ผมบลอนด์ นุ่งชุดแขนกุดมันก็ย่อมเป็นจุดสนใจ การแต่งตัวมิดชิดคลุมแข้งคลุมแขนมันปลอดภัยกว่าแน่นอน นางรับคำแล้วคุยต่อไปสักครู่ก็ขอตัวออกไปกินข้าว


    ฉันนั่งจิบน้ำผลไม้ ตามด้วยชีสและบีสกิตช้าๆ แอบคิดถึงไวน์ขาวดีๆสักแก้ว องุ่นหวานๆอีกสักพวง แต่ได้แค่นี้ก็ดีมากมายแล้ว ชีวิตฉันในโพคารา เนปาล











Nepal September 2017 : Day 10

 

   September 15th Day 10 : Pokhara


    หลังจากที่ผ่านวันอันโหดร้ายเมื่อวานนี้ไปแล้ว กับการนั่งในรถบัสจากKatmanduมาถึงPokharaเก้าชั่วโมงอันโหดร้ายในรถบัสโทรมๆ ขึ้นเขาลงเขาหักศอกซ้ายขวาครั้งแล้วครั้งเล่าจนรู้สึกเหมือนกับตัวเองเป็นจุดเล็กๆอยู่ในกระบอกชงคอกเทลที่กำลังถูกเขย่า เริ่มตั้งแต่ชั่วโมงที่สองในรสบัสทุกอณูความรู้สึกของร่างกายไปรวมกันอยู่ที่คอหอย มันพร้อมที่จะพรั่งพรูออกมาแต่กลับกลายเป็นแค่ความรู้สึก ฉันหลับตาลงพร้อมกับบอกตัวเองว่ามันไม่จริง มันไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันเป็นแค่ความรู้สึกที่ฉันสร้างขึ้นมา มันเป็นหนึ่งในช่วงเวลาอันโหดร้ายในชีวิตของสุวรรณีน้อย


    เช้านี้ตีสี่ครึ่งฉันเดินออกห้องพักเล็กๆริมทะเลสาบPhewa เดินช้าๆออกไปหารถแท็กซี่ที่นัดแนะกันไว้เมื่อค่ำวานว่าจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่Sarangkot อากาศตอนเช้าสดชื่นและฉันก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่านี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่มาเนปาลที่ได้สูดหายใจเข้าไปเต็มปอด ทุกที่ที่ผ่านมามีแต่ฝุ่นควันและมลพิษ ฝุ่นที่นี่ไม่ได้เป็นฝุ่นบางแต่เป็นโครตฝุ่นที่แทบจะเกาะตัวเป็นเม็ดๆ ทักทายคนขับรถแล้วแวะไปรับสาวชาวฟินแลนด์ที่เจอเมื่อเย็นวานเพื่อแชร์ค่ารถ ที่พักนางอยู่ค่อนข้างไกลลึกลับจนฉันอดเป็นห่วงไม่ได้และคืนก่อนนางก็ส่งข้อความมาปรึกษาถึงเรื่องความปลอดภัย ฉันแนะนำให้ย้ายมาพักใกล้ๆกันวันนี้เพราะแหล่งที่พักฉันค่อนข้างปลอดภัย นั่งรถขึ้นเขาคดเคี้ยวเกือบครึ่งชั่วโมงเราก็ถึงฐานจุดชมวิว เดินขึ้นเขาไปช้าๆอาศัยแสงสว่างจากดวงดาว ทางค่อนข้างชันและขรุขระทำให้ทำให้ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ ฉัน ผู้ป่วยโรคไฮเปอร์ไทรอยด์ สาวชาวฟินแลนด์ ผู้ป่วยจากอุบัติเหตุขาหักที่ยังอยู่ในการรักษาขั้นตอนสุดท้าย เราดูเหมือนจะเป็นคู่เดินที่สูสี ทุกๆสิบก้าวเราหยุดพัก ฉันพักเพื่องับลมและพักหัวใจที่เต้นถึงหนึ่งร้อยห้าสิบครั้งต่อนาที นางพักขาเพื่อลดความเจ็บปวด ระยะทางไม่ได้ไกลโหดร้ายอะไรนักแต่เราก็ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงและเป็นสองคนแรกๆที่ขึ้นถึงจุดสูงสุด


   ฉันนั่งลงกับพื้นสูดหายใจเข้าลึกๆ มองผ่านหุบเหวลึกข้างหน้าไปถึงขอบฟ้า และภูเขาสลับซับซ้อนเรียงตัวกันที่เริ่มปรากฏเห็นชัดเรื่อยๆเมื่อพระอาทิตย์เริ่มทอแสง แสงแรกเป็นแสงอ่อนละมุนแล้วความเข้มของแสงก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ่งที่ฉันรอคอยก็เกิดขึ้น เทือกเขาAnnapurnaปรากฎตัวออกมาช้าๆจากด้านซ้ายมือของพระอาทิตย์ ยอดหลายๆยอดเผยออกมาพร้อมกับแสงอาทิตย์ แล้วก็ถึงวินาทีสำคัญเมื่อยอด Machapuchare หรือ Fishtail Mountain ยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ของพระศิวะ ปรากฎออกมาให้เห็นเหมือนกับกำลังนั่งดูมหรสพจอใหญ่ที่แสดงโดยธรรมชาติ ฉันกดชัตเตอร์ครั้งแล้วครั้งเล่า แทบจะใช้ทุกโหมดที่มีในกล้องถ่ายรูป ใช้เวลาเกือบชั่วโมงซึมซาบทุกรายละเอียด ทุกความสวยงามของธรรมชาติข้างหน้า ฉันหัวเราะ ฉันร้องไห้ ฉันปลาบปลื้ม มันเป็นความฝันที่จะมาเห็นAnnapurna แล้ววันนี้ฉันก็ทำได้ถึงแม้ว่าจะใช้เวลาถึงสามปีและไม่ได้เดินไปเห็นใกล้ๆเหมือนที่เคยคิดไว้แต่มันก็สวยงามและวันนี้มันเป็น "ความจริง"


    สายๆหลังอาหารเช้ารีบเก็บกระเป๋าย้ายที่พักไปอยู่ที่ดีกว่า ห้องพักแปดดอลลาร์เมื่อคืนร้อนอบอ้าวจนนอนแทบไม่สนิท หน้าต่างห้องน้ำปิดไม่สนิททำให้มียุงเข้ามาก่อกวนอยู่หลายตัว และที่น่าตกใจคือประตูที่ปิดจากข้างนอกทำให้ฉันติดอยู่ข้างในออกมาไม่ได้จนต้องเรียกคนข้างห้องมาเปิดให้ถึงสองครั้งสองครา ที่พักใหม่อยู่ชั้นห้าของโรงแรมใหม่เอี่ยม มีทีวี แอร์ กาต้มน้ำร้อน เตียงใหญ่พร้อมหมอนฟูนุ่มน่านอน ฉันจองรวดสองคืนพร้อมต่อราคาได้คืนละสิบแปดดอลลาร์และใช้บริการจองตั๋วเครื่องบินกับเขา มันเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนว่าจะต้องนั่งเครื่องบินภายในประเทศ จากPokharaไปKatmandu แต่ฉันก็ไม่มีวันที่จะนั่งรถบัสสายวิบากนั้นกลับไปอีกแน่นอน ธนบัตรใบละหนึ่งร้อยดอลลาร์หนึ่งใบ สิบดอลล่าร์หนึ่งใบ และหนึ่งดอลลาร์อีกสองใบถูกยื่นให้พนักงานโรงแรมเป็นค่าตั๋วเครื่องบิน ใจหนึ่งแอบเสียดายเงินแต่ใจหนึ่งบอกกับตัวเองว่าเพื่อสุขภาพทางใจและทางกายทำถูกต้องแล้ว อดทนเป็นสิ่งที่ควรทำแต่ไม่ต้องถึงกับทนอด ขึ้นเครื่องบินจากPokharaยังจะได้เห็นภูเขาสวยๆอีกด้วย การเดินทางต้องวางแผนให้รอบคอบ มีแผนสำรอง มีแผนสำรองของแผนสำรอง ได้ที่พักดีๆถูกใจก็เลยถือโอกาสอาบน้ำและสระผม ผมที่ยาวเร็วจัดของฉันคงดีใจที่ได้ลิ้มรสชาติแชมพูเพราะครั้งสุดท้ายที่สระกว่าสัปดาห์เข้าไปแล้ว เสื้อผ้าชุดชั้นในไม่กี่ตัวที่มีอยู่ผ่านการสวมใส่แล้วทุกชิ้น รองเท้าเริ่มส่งกลิ่นมาทางชีสแก่ๆ ทั้งหมดมาถูกนำมาซักด้วยแชมพูซองเล็กสี่ห้าซองที่ซื้อมาจากร้านข้างทาง ซักแล้วเอาไปตากไว้นอกระเบียง รู้สึกว่าตัวเองสะอาด ที่นอนสะอาด นอนดูการ์ตูนเน็ตเวิร์คพร้อมกับปรับแอร์ลงไปถึงสิบเจ็ดองศา ขดตัวเป็นสุขอยู่ในผ้าห่มงีบหลับไปกว่าสองชั่วโมง


     ริมทะเลสาบPhewaช่วงเย็นสงบเงียบ น้ำในทะเลสาบใสแจ๋ว ต้นไม้เขียวๆบนภูเขารอบล้อมทะเลสาบไว้ เงาของเรือไม้สีสันสดใสหลายสิบลำที่สะท้อนอยู่ในน้ำทำให้งดงามเหมือนภาพเขียน หนุ่มสาวชาวท้องถิ่นเดินเล่นบ้าง พายเรือเล่นบ้างเป็นคู่ๆ นักท่องเที่ยวหลายคนนั่งดื่มกินกันอยู่ริมน้ำอย่างมีความสุข ฉันเดินเลาะเลียบทะเลสาบไปเรื่อยๆพร้อมกับพยายามถ่ายรูปโดยใช้เทคนิคต่างๆกัน เสียงพระธิเบตร้องเพลงเผยแพร่ศาสนาอยู่ใกล้ท่าเรือดังก้องไปทั่วบริเวณ เครื่องดนตรีที่พระอีกสององค์เล่นคลอกับเสียงร้องมันทำให้รู้สึกขลังยิ่งขึ้น พระธิเบตนุ่งเสื้อและกางเกงสีเหลืองอ่อน โกนหัวเกลี้ยงยกเว้นหนึ่งกระจุกเล็กๆตรงท้ายทอย ฉันมองแล้วเผลอยกมือคลำผมส่วนท้ายทอยที่เคยโกนเกลี้ยงแต่ตอนนี้เริ่มยาวของตัวเอง ตาของพระหนุ่มมีประกายวิบวับขำทรงผมของฉัน

   Thaliบรรจุมาในถาดทองเหลืองถูกนำมาวางตรงหน้าฉันในร้านอาหารเล็กๆของชาวธิเบต ข้าวกองโต แกงผัก ผัดผัก ซุปถั่ว ถั่วทอด โยเกิร์ต และแผ่นแป้ง ฉันค่อยๆเคี้ยวและกลืนลงไปช้าๆ อาหารร้านนี้อร่อยและไม่แพง Thaliแต่ละร้านรสชาติต่างกัน ใส่มาในภาชนะที่ต่างกัน และราคาก็ต่างกัน ยิ่งเดินทางหลายวัน จำนวนเงินในกระเป๋าก็ร่อยหรอลงไปไปเรื่อยๆ ฉันนับวันที่เหลืออยู่เปรียบเทียบกับจำนวนเงินที่มี แล้วก็เลิกนับเพราะรู้สึกเหมือนเป็นการบีบบังคับตัวเอง มันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าได้ทำแต่ไม่ได้สัมผัส
เมืองที่ฉันใช้เวลาหลายปีคิดฝันถึง หลายปีที่เมืองนี้ว่ายวนอยู่ในจินตนาการ ตอนนี้ฉันอยู่ที่นี่แล้ว อยู่ในความฝันที่เป็นจริง ฉันอยู่ที่Pokhara









Nepal September 2017 : Day 9



  
September 14th Day 9 : Patan - Pokhara

   เก้าชั่วโมงกับรถบัสสายนรก โหดที่สุดในชีวิตของการขึ้นรถ
ไหนๆก็มาถึงจุดนี้ละ นอนให้แขกเล่นหน้าซะ
พรุ่งนี้ค่อยเขียนบันทึก 😅









Nepal September 2017 : Day 8


   September 13th : Day 8 Nagarkot - Bhaktapur - Patan


    เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นตอนตีสี่ครึ่ง ฉันงัวเงียดึงผ้าห่มผืนใหญ่หนาออกจากตัวด้วยความเคยชิน ความเย็นวิ่งกรูเข้าสัมผัสทำให้ฉันนึกขึ้นได้ว่าบนภูเขาสูงลิบ ลุกขึ้นไปล้างหน้าแปรงฟันแล้วคว้ากางเกงตัวที่หนาที่สุดมาใส่พร้อมทั้งเสื้อฮีทเทคตัวบางที่หอบหิ้วติดกระเป๋ามาด้วย สวมทับด้วยเสื้อแขนยาวติดฮู้ดอีกหนึ่งตัว เสื้อผ้าพวกนี้ฉันใช้มานานนับสิบปีคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปจริงๆ เช็คแบตเตอรี่กล้องถ่ายรูปให้เรียบร้อยก่อนจะเดินลงไปถนนใหญ่ที่นัดแนะกับคนขับรถไว้ หมอกหนาๆตกลงมาเหมือนกับสายฝน ทางเดินค่อนข้างลืนทำให้ฉันต้องพยายามทรงตัวและเดินลงมาช้าๆ เงี่ยหูฟังเครื่องยนต์รถแทนการใช้สายตาเพราะเห็นแต่หมอกขาวๆรอบตัว คนขับรถดีใจที่เจอฉัน ฉันเองก็ดีใจที่เจอเขาเพราะอ่านในหลายๆบล็อกบอกกันว่าพวกเขาไม่เคยมาตามนัด ทักทายกันเสร็จก็หยอกเย้าเขาไปว่าเธอดีใจที่เจอฉันเพราะกลัวฉันเบี้ยวเธอเหมือนกันใช่มั้ย เขาหัวเราะเสียงดังลั่นภูเขาแล้วตอบฉันว่านักท่องเที่ยวที่นัดเขาไว้ก็ไม่ค่อยมาตามนัด


    รถเก๋งฮุนไดคันเล็กๆค่อยๆไต่เลียบภูเขาขึ้นไปเรื่อยๆ หมอกหนาจัดทำให้ต้องใช้ความระวังมากขึ้นจนค่อนชั่วโมงรถก็พาเรามาถึงจุดหมายทางรถ คนขับชี้หนทางเส้นเล็กๆที่ฉันต้องเดินขึ้นไป View Tower แล้วเขาก็กลับไปนั่งรอในรถ ทางแคบชันและหมอกหนาทำให้การเดินของฉันเป็นไปด้วยความลำบาก อาศัยแสงสว่างจากไฟฉายโทรศัพท์มือถือและก้อนหินสีขาวก้อนโตๆริมทาง ฉันหยุดเดินแล้วเอื้อมมือไปดึงฮู้ดขึ้นคลุมศีรษะเพื่อเพิ่มความอบอุ่น แอบขอบคุณตัวเองที่ไม่เคยขี้เหนียวเรื่องซื้อรองเท้า Flyknitคู่เก่งทำหน้าที่ของมันได้ดีที่สุดในเรื่องของการเกาะพื้นและความยืดหยุ่น หยุดพักเป็นระยะๆเพื่อที่จะไม่ให้หัวใจทำงานหนักเกินไป ปัญหาโรคภัยที่เป็นอยู่มันทำให้ฉันต้องระวังเรื่องนี้และมันก็เกือบจะทำให้การเดินทางครั้งนี้เป็นเพียงแค่แผนการ หลังจากที่ทดสอบสมรรถภาพตัวเองก่อนที่จะออกเดินทางมาที่นี่ บวกกับประกันสารพัดราคาสูงลิ่วที่ซื้อไว้สำหรับทริปนี้ทำให้ฉันค่อนข้างจะมั่นใจว่าฉันจะทำได้ และฉันจะทำในสิ่งที่รักที่สุดให้ได้ หืดขึ้นคอไปหลายสิบรอบฉันก็มาถึงจนได้ นักท่องเที่ยวสี่ห้าคนและฉันยืนอยู่บนจุดสูงสุดของView Tower เราหันหน้าไปหาภูเขาเอเวอเรสต์ จ้องมองอยู่จุดนั้นนานนับสิบนาทีจนทั้งหมดค่อยๆทยอยกันเดินลงไป ฉันยังคงอยู่ตรงนั้น จ้องอยู่ที่จุดของเอเวอเรสต์ จุดที่ไม่มีแม้แต่เงาของภูเขาอันยิ่งใหญ่ จุดที่หลังคาโลกแอบซ่อนตัวอยู่ จุดที่มีแต่เมฆหมอกปกคลุม
กลับมาถึงที่พักด้วยความผิดหวังเล็กๆ เก็บข้าวของลงเป้แล้วออกไปเช็คเอาท์จากที่พักราคาสูงพร้อมกับจ่ายค่าอาหารเย็นเมื่อวานที่ราคาเหมือนโดนปล้น ความเร็วของการเดินลงจากที่พักถึงท่ารถคงจะเป็นสถิติใหม่ มองหารถไปเมือง Bhaktapurก่อนจะต่อรถอีกคันไปเมืองPatan ได้อาหารเช้าจากร้านเล็กๆใกล้กับท่ารถ กาแฟอุ่นๆทำให้ความขุ่นใจลดลงไปได้บ้าง


    รถโดยสารคันเก่าพาฉันลงมาจากภูเขาช้าๆ แวะรับส่งนักเรียนระหว่างทางไปเรื่อยๆทำให้กว่าจะถึงBhaktapurใช้เวลาไปเดือบสองชั่วโมง ลงจากรถพร้อมกับแผนศูนย์ที่มีอยู่ในหัว ไม่รู้ว่าต้องไปขึ้นรถที่ไหนต่อ ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร แต่ดูเหมือนโลกมันก็ไม่ได้โหดร้ายอะไรนักหลังจากที่เดินแบบไร้จุดหมายมาได้สองสามนาทีก็เจอเด็กหนุ่มแต่งชุดนักศึกษายืนอยู่ริมถนน คนที่แต่งชุดนักศึกษา คนได้เรียนหนังสือก็ต้องสื่อสารภาษาอังกฤษได้ ได้เด็กหนุ่มคนนี้ชี้ทางไปท่ารถที่จะไปเมืองPatanได้ แบกเป้เหงื่อโทรมเดินไปอีกเกือบครึ่งชั่วโมงก็สามารถพาตัวเองมานั่งบนรถโดยสารผุๆได้ ชั่วโมงกว่านิดๆกับยี่สิบห้ารูปีฉันก็มาถึงเมืองPatan เมืองประวัติศาสตร์ อีกเมืองที่ล่มสลายเพราะเหตุแผ่นดินไหว ได้ห้องพักบนชั้นห้าของโรงแรมที่หันหน้าเข้าหา Patan Dubbra Square มันเป็นความโชคดีอย่างยิ่งเพราะคืนนี้ไม่ได้จองโรงแรมไว้ เดินจากท่ารถมาเรื่อยๆจนเหนื่อยก็เลยเปิดดูในอโกด้าแล้วเจอโรงแรมที่ถูกใจก็เลยเดินตามจีพีเอสเข้าไปถามราคาดู ราคาพอรับได้แต่ที่แน่ๆเหนื่อย อยากจะโยนเป้บนหลังทิ้ง อยากจะนอน และก็ได้นอนสมใจในห้องสวย ที่นอนนุ่ม วิวดีที่สุด แต่เป็นคนละโรงแรมกับที่จีพีเอสบอกทางไว้ งีบหลับไปจนบ่ายคล้อยแล้วออกไปเดินดูวัดวา ค่าเข้าชมทุกเมืองในเนปาลแพงลิบแต่ฉันก็เต็มใจจ่ายเพราะรู้ไปว่าให้เขาเอาไปซ่อมแซมบ้านเมืองที่ล่มสลาย Patanสวยงามคลาสสิคเหมือนกับที่ฉันคิดไว้ เป็นแหล่งรวมศิลปะแกะสลักหินแหล่งใหญ่ ผู้คนเป็นมิตร และที่นี่ฉันก็ได้ลิ้มรสอาหารเนปาลีที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมา ถึงแม้ว่ามันจะเป็นมื้อที่แพงที่สุดในเจ็ดวันที่ผ่านมา แต่มันก็เป็น เดอะเบสท์








Nepal September 2017 : Day 7



     September 12 : Day 7 Bhaktapur- Nagarkot

    เกือบเก้าโมงเช้าออกเดินเท้าจากห้องพักเล็กๆ เดินเท้าไปเรื่อยๆพร้อมกับเป้บนหลังที่เหมือนจะหนักขึ้นเรื่อยๆทุกย่างก้าว เดินลัดเลาะผ่านหมู่บ้านวัดวาจนออกมาถึงถนนใหญ่ รีบล้วงหน้ากากอนามัยมาปิดจมูกปากเพราะฝุ่นควัน ถึงแม้อากาศที่นี่จะดีกว่าในเมืองกาฐมัณฑุก็ตาม แต่ฉันก็ยังสัมผัสถึงปริมาณมลพิษทางอากาศได้ สิวนับสิบเม็ดที่ผุดขึ้นบนหน้าเป็นสัญญาณเตือนได้เป็นอย่างดี ก้าวเท้าถี่ๆหลบหลีกการสัญจรบนถนน รถมอเตอร์ไซค์ รถจักรยาน รถยนต์ รถบันทุก รถเมล์โดยสาร รวมถึงผู้คนและสัตว์เลี้ยงใช้ถนนร่วมกัน ระยะห่างระหว่างตัวฉันกับรถราที่วิ่งผ่านนับได้ไม่กี่เซนติเมตร


    เดินไปเรื่อยๆเกือบครึ่งชั่วโมงตามเส้นทางที่ศึกษามาจากแผนที่ล่วงหน้าแล้วจนถึงสถานีขนส่ง ถามเด็กหนุ่มที่ยืนข้างรถจนแน่ใจว่าสถานีขนส่งแห่งนี้มีรถไปเมือง Nagarkot ไม่ลืมที่จะถามราคาให้แน่ใจว่าไม่เกินจากที่นึกไว้ หนุ่มน้อยกระเป๋ารถชี้มือให้ขึ้นไปนั่งหลังคนขับริมหน้าต่าง รถเมล์โดยสารเก่าๆเปิดหน้าต่างทุกบานเริ่มแออัดขึ้นเรื่อยๆหลังจากที่ฉันนั่งลง กว่าจะถึงเวลารถออกก็มีทั้งผู้โดยสารที่ได้ที่นั่งและที่ต้องห้อยโหนจนไม่มีช่องว่างให้ขยับตัว ข้าวของสารพัดกองรวมกันอยู่ระหว่างเบาะคนขับรถและหน้าที่นั่งฉัน ตัดสินใจเลื่อนเป้ของตัวเองขึ้นไว้บนสุดของกองสัมภาระและเหยียบไว้เพื่อจะได้มีที่วางขา รถแล่นเขย่าไปเรื่อยๆตามถนนลูกรัง สะบัดซ้ายเอียงขวาไปตามจังหวะหักพวงมาลัยของคนขับ ไต่เลียบเลาะไปตามถนนริมเขาช้าๆ ฉันชะโงกออกไปดูนอกหน้าต่างมองเห็นหุบเหวลึกอยู่ไกลไม่เกินหนึ่งเมตรจากล้อรถ คนขับเบรคตัวโก่งทุกครั้งที่มีรถสวนมา พวกเขาจะขับให้ชิดแนวของแต่ละฝ่ายมากที่สุด ฝั่งซ้ายชิดกับแถบเขาดินสไลด์ ฝั่งขวาชิดกับหุบเหว เสียววาบในช่องท้องทุกครั้งที่ชะโงกออกไปดูล้อรถ ผู้คนที่นี่กลิ่นเหมือนนมที่เพิ่งคั้นออกมาจากเต้าของวัว หรือเหมือนกลิ่นของเด็กทารกที่กินนมแม่ มันไม่ถึงกับเหม็นแต่มันเป็นกลิ่นเฉพาะ กลิ่นคน จังหวะอันเร่าร้อนของเสียงเพลงที่เปิดในรถ รถแล่นขึ้นสูงไปเรื่อยๆจนสังเกตได้ว่าพืชพันธุ์เปลี่ยนไป จากไม้ยืนต้นกลายเป็นต้นสนนานาพันธุ์ อุณหภูมิเริ่มลดลง พร้อมกับผู้โดยสารที่ทะยอยลงเรื่อยๆระหว่างทาง กว่าชั่วโมงก็ถึงจุดสุดท้ายของรถโดยสาร จุดสิ้นสุดของเส้นทางนี้ เมือง Nagarkot บ้านของเทือกเขาหิมาลัย


    จากจุดที่รถโดยสารจอดถึงที่พักที่จองไว้นับระยะโดยจีพีเอสได้หนึ่งพันแปดร้อยเมตร ฉันตัดสินใจออกเดิน บอกตัวเองว่าไม่ถึงสองกิโลเมตรคงไม่หนักหนาอะไร เดินไปเรื่อยปรากฏว่าทางเริ่มสูงชัน ก้าวแต่ละก้าวเริ่มเล็กลงเล็กลงจนต้องหยุดพักเป็นระยะๆ ไอเย็นกระทบหน้าทำให้รู้สึกดีขึ้น รวบรวมพลังก้าวต่อไปเรื่อยๆและหยุดเช็คจังหวะการเต้นของหัวใจ หนึ่งร้อยสี่สิบห้าครั้งต่อนาทีคือจุดพีค อ้าปากรับออกซิเจนเป็นหมาหอบแดดอยู่หน้าป้ายที่พัก "Hotel At the end of the universe" แหงนขึ้นดูปรากฏว่าต้องปีนบันไดไปอีกครึ่งเขา ถึงว่าตอนจองเห็นในรูปเหมือนว่าจะแตะหิมาลัยได้ วิวจากที่พักมันพอจะทำให้ลืมความเหนื่อยล้าได้ เทือกเขาหิมาลัยทอดตัวให้เห็นอยู่ไกลๆพร้อมกับยอดเขาเอเวอเรสต์เท่าขี้ตาแมว
นั่งดื่มด่ำกับหิมาลัยนานนับสองชั่วโมงพร้อมกับกาแฟนมกาใหญ่ อากาศตอนกลางวันสบายไม่ถึงกับหนาว มีนักท่องเที่ยวไม่กี่คนที่พักที่นี่ สาวชาวแคนาดาขนจักกะแร้ยาวเฟื้อยนั่งเล่นกีตาร์อยู่ข้างๆฉัน เราคุยกันเรื่องนู้นนี้จนบ่ายคล้อยก่อนที่ฉันจะตัดสินใจเดินลงไปสำรวจตลาดข้างล่าง เดินลงง่ายดายนักเพราะไม่ถึงสิบห้านาทีฉันก็มาถึงตลาดเล็กๆริมท่ารถ มีร้านค้าอยู่แค่สองสามร้านและขายของอยู่ไม่กี่อย่าง เดินเข้าไปในโรงแรมใหญ่ที่มีร้านอาหารอยู่ด้านใน นั่งกิน Biriyani จานใหญ่จนหมดเกลี้ยง ข้าวที่ผัดกับเครื่องเทศจนหอมฉุนทำให้เลือดลมดีขึ้น เดินตัวอุ่นออกมาจากร้านอาหารแล้วแวะทักทายกับคนขับรถรับจ้าง สอบถามเรื่องไปวิวทาวเวอร์พรุ่งนี้เช้าเพราะฉันคงเดินสามชั่วโมงจากที่นี่ไปแล้วถึงที่โน่นไม่ไหว คนขับตอบตกลงหลังจากที่ต่อรองราคาอยู่ที่แปดร้อยรูปี หนุ่มน้อยตาคมน้ำใจงามคนขับรถรับจ้างอีกคนเสนอให้ฉันติดรถกลับขึ้นไปข้างบนด้วยเพราะเขาก็จะไปรับลูกค้าแถวนั้น นั่งรถขึ้นเขาสบายตัวแล้วกลับมานอนเหยียดยาวอยู่บนเก้าอี้บนลานกว้างหน้าล้อบบี้ที่พัก อากาศเย็นๆสัมผัสกับเท้าเปล่าเปลือย


    พระอาทิตย์ลาลับขอบเขาไปช้าๆพร้อมกับยอดเขาเอเวอเรสต์ที่ค่อยๆเลือนหายไปจากสายตา อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆแต่ฉันยังคงนอนขดตัวอยู่บนเก้าอี้ยาว อยู่ในอ้อมกอดอันยิ่งใหญ่ของเทือกเขาหิมาลัย อยู่ที่ The end of the universe.