Tuesday, September 26, 2017

Nepal SEptember 2017 : Day 16



    September 21 Day 16th Katmandu - Bangkok


    อาหารเช้าในร้านกาแฟชื่อดังของ Chaksibari Marg รสชาติอร่อย จนฉันอดจะสั่งหลายๆอย่างไม่ได้ มูสลี่โยเกิร์ตใส่ผลไม้ ขนมปังโฮลวีทแผ่นหนาเสิร์ฟมาพร้อมกับไข่ดาวซันนี่ไซด์อัพ แฮชบราวน์ เนยจากจามรีและแยมโฮมเมด น้ำมะละกอคั้นสดเย็นเฉียบ และกาแฟออแกนิค หิมาลายัน จาวา แมวสลิดตัวอ้วนมานั่งคลอเคลียอยู่ใ ต้โต๊ะ สุดท้ายก็กระโดดขึ้นบนม้านั่งมานอนหลับอยู่ข้างๆ สีลายๆและหน้าตาที่เหมือนจะบึ้งตึงอยู่ตลอดทำให้มันดูน่าขัน ฉันเอื้อมมือไปลูบขนมันเบาๆมันทำท่าพอใจทำเสียงครืดๆออกมา ฝนตกเม็ดหนากว่าเมื่อวานจนทำให้บรรยากาศอึมครึม มองไปข้างนอกเห็นทุกอย่างเป็นเฉดสีเทา


    เสร็จจากอาหารเช้ารีบวิ่งข้ามถนนกลับเข้าห้องพักแล้วอาบน้ำ จัดกระเป๋า ข้าวของที่เพิ่มขึ้นหลายอย่างทำให้ต้องแบ่งส่วนหนึ่งออกใส่กระเป๋าแทรเวลแบ้กที่เตรียมมาเผื่อกรณีฉุกเฉิน นั่งจัดไปก็นั่งขำตัวเองไปเพราะความคิดบ้าๆ ข้าวบาสมาติสามกิโลกรัม เครื่องปรุงเครื่องเทศเนปาล/อินเดียอีกนับสิบๆห่อ หนังสือสูตรอาหารเนปาล เกลือดำ เหลือสีชมพู โน่นนี่นั่นจนกระเป๋าแน่นเอี๊ยดแทบรูดซิปไม่ได้ ในกระเป๋าเป้มีเสื้อผ้าข้าวของที่จำเป็นสำหรับหนึ่งคืนและกล้องถ่ายรูป ในกระเป๋าสะพายมีโทรศัพท์ ไอแพด และเอกสารการเดินทาง เดินลงบันไดจากห้องพักชั้นห้า คิดๆอยู่หลายครั้งว่าอยากจะเอากระเป๋าทุ่มลงมาข้างล่าง

    เช็คเอาท์เรียบร้อยก็เดินข้ามถนนไปหารถแท็กซี่คันที่จอดใกล้อยู่ที่สุด ไม่เล่นเกมส์ ไม่ต่อรองราคาเพราะอยากจะเอาข้าวของทั้งหมดใส่รถและไปถึงสนามบินเร็วๆ โยนกระเป๋าและเป้ไว้เบาะหลังจนเต็มแล้วมานั่งข้างหน้ากับหนุ่มคนขับ หนุ่มฮินดูคนขับรถส่ายหัวดุกดิกยิ้มแป้นที่ฉันมานั่งข้างหน้าด้วย ฉันทักทายและคุยกับเขาเรื่องนั้นนี้ไปเรื่อยๆ เขาพยายามจะจ้องหน้าฉันทุกครั้งที่เขาสามารถละสายตาจากท้องถนนได้ เอาหน้าเขามาชิดหน้าฉันมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ด้วยความที่รถแท็กซี่เป็นรถคันเล็กและฉันตัวสูงทำให้นั่งทอดขาตรงๆไม่ได้ หัวเข่าฉันแอบชิดอยู่กับกระปุกเกียร์ หนุ่มลากเกียร์รถไปหนึ่งสอง หนึ่งสองหลายครั้งทำให้มือของเขาแตะหัวเข่าฉันหลายครั้งอย่างตั้งใจ ฉันทำเฉยๆแต่หันหัวเข่าออกไปทางประตูรถแล้วชวนเขาคุยต่อเรื่องทั่วไป เขาถามฉันว่าแต่งงานรึยัง ฉันตอบว่าไม่แต่งและคงจะไม่แต่งตลอดไป ฉันพอใจชีวิตของฉันแบบนี้ เขาถามขอถึงอายุฉันตอบไปว่าสี่สิบสี่ปี และจู่ๆเขาก็พูดสวนออกมาวรา I like you เคยคิดเล่นๆอยู่หลายครั้งแล้วว่าหนุ่มเนปาลใจง่ายจริงๆ เพราะเวลาสิบกว่าวันที่นี่มี I like อยู่หลายรายแล้ว LIKE ไม่ใช่ LOVE และหนุ่มคนนี้ก็ไม่ได้likeฉันเฉยๆแต่มือหนุ่มมันไปยุกยิกอยู่ที่เป้ากางเกงของตัวเอง ฉันใช้สมองอย่างหนักว่าจะทำยังไงต่อไปดี จะกระโดดลงรถเหมือนในละครทีวีก็กลัวจะเลอะโคลน จะบอกให้จอดแล้วลงไปหาแท็กซี่คันใหม่ก็คงจะหายากแถวนี้ จะนั่งเฉยๆต่อไปก็กลัวหนุ่มจะขยับยุกยิกตรงนั้นหนักกว่าเก่า ก็เลยพูดออกไปว่าฉันอายุสี่สิบสี่นี่คงจะรุ่นเดียวกับแม่เธอนะ เธอรักแม่มั้ย แม่เธอทำกับข้าวอร่อยมั๊ย ถามไปคุยไปเรื่อยๆจนหนุ่มหยุดเกาแล้วตั้งใจขับรถจนถึงสนามบิน แอบคิดในใจขนาดตอนนี้หน้ามีแต่สิวจนพรุนไปหมดเพราะฤทธิ์ของฝุ่น ผมไม่ได้สระมาเป็นอาทิตย์ กางเกงตัวนี้นุ่งมาสามวันละยังไม่วายบิ้วอารมณ์หนุ่มได้อีก เง้อออออ....


    สนามบินตริภูวันยามสายเป็นไปอย่างเอื่อยๆ ผ่านซีเคียวริตี้สองสามด่านถึงจะผ่านเข้าไปข้างในได้ แต่ไม่ว่าจะผ่านกี่ด่านจนถึงบอร์ดดิ้งก็ไม่มีใครว่าเรื่องขวดน้ำดื่มที่เอาเข้าไป ของเหลวคงไม่มีศักยภาพพอที่จะทำระเบิดได้ในเนปาล ดีงามจริงๆมีน้ำดื่มตลอดเวลาที่ต้องการ กระเป๋าสำรองถูกนำไปเช็คและโหลดเข้าใต้ท้องเครื่อง มันหนักเกินไปที่จะหิ้วไปมาและการบินไทยก็ให้โหลดกระเป๋าได้ถึงสามสิบกิโลกรัม เดินตัวปลิวเข้าไปหาประตูขึ้นเครื่องแต่คงเช้าเกินไปเพราะหมายเลขประตูยังไม่ออก สนามบินตริภูวันเป็นสนามบินนานาชาติแห่งเดียวในเนปาล แต่ก็เป็นสนามบินที่เล็กมากๆ ระหว่างที่รอหมายเลขเกทก็นั่งรวมๆกันในห้องโถง ฉันนั่งมองดูนั่นนี่เพลินๆรู้ตัวอีกทีก็มีเสียงทักอยู่ใกล้ๆ May I borrow you cellphone? หันหน้าไปดูเจอพระธิเบตหนุ่มตัวสูงใหญ่ยืนอยู่ข้างฉัน จีวรสีออกแดงห่มแตกต่างจากพระสงฆ์บ้านเรา สะพายย่ามที่ปักคำว่า University.... Tibet อะไรสักอย่าง ที่ชอบที่สุดและคิดว่าเท่ห์ที่สุดคือพระใส่รองเท้าบู้ทTimberland โครตเท่ห์เลย ยื่นโทรศัพท์ให้พระยืมและเห็นแว้บเเว้บว่าพระเองก็ใช้ไอโฟนเจ็ดพลัส นั่นนนได้อีก ระหว่างที่พระยืมใช้โทรศัพท์ก็แอบมองๆท่านและคิดไปถึงหนังที่ แบรด พีท เล่น เรื่องเซเว่นเยียร์สอินธิเบต คิดไปคิดมาอยากไปธิเบต! ได้โทรศัพท์คืนแล้วแต่สายตายังมองตามพระชื่นชมความเท่ห์ของท่าน โน่นท่านไปนั่งอีกฝั่งหนึ่งแต่ยังส่งยิ้มมาให้ นรกจะกินหัวรึเปล่านะที่คิดว่าพระธิเบตนี่เท่ห์และน่าสนใจจริงๆ ตอนหลังท่านเดินผ่านไปซื้อน้ำชาท่านยังมีน้ำใจแวะถามว่าฉันอยากดื่มอะไรมั้ย ชื่นใจจริงๆ


    บอกลาเทือกเขาเอเวอร์เรสผ่านหน้าต่างเครื่องบิน พาสต้าปลา ไวน์ขาวสองอึก น้ำแอปเปิลหลายแก้ว และหนังการ์ตูนอีกสองเรื่อง ทีมงานรักคุณเท่าฟ้าก็พาฉันกลับมาเมืองยิ้ม สนามบินสุวรรณภูมิ ผ่านระบบออโต้พิมพ์นิ้วมือสแกนพาสปอร์ตตรวจคนเข้าเมืองพาตัวเองเข้าประเทศในระยะเวลารวดเร็วทันใจ ฉันขนสัมภาระทั้งหมดมาใส่รถเวียนชัตเติ้ลบัสต่อไปสนามบินดอนเมือง นะหว่างทางฝนตกหนักไม่ขาดเม็ดตลอดเวลากว่าชั่วโมงบนรถบัส ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่าครบรส แต่ก็น่าแปลกที่พอเข้าเขตดอนเมืองก็เริ่มซาและหยุดหายไป กระเป๋าสำรองถูกฝากไว้ที่เคาน์เตอร์รับฝากของในสนามบิน ฉันเดินตัวปลิวข้ามสะพานอมารีแล้วลงมาถนนใหญ่ เดินเลาะถนนไปเรื่อยๆเกือบสิบนาทีแล้วเลี้ยวขวาก็ถึงโฮสเทลเล็กๆที่จองไว้ ห้องดอมแปดเตียงที่มีแต่ฉันกับสาวชาวฝรั่งเศสอีกคนพักอาศัยมันดีพอแล้วสำหรับคืนนี้


---- คนที่ก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆ ไม่ได้หมายความว่าเขาหลงทาง----
















Nepal September 2017 : Day 15



     September 20th Day 15 : Thamel - Gaushala


    ฝนตกปรอยๆเมื่อฉันก้าวออกจากที่พัก ดึงฮู้ดเสื้อขึ้นคลุมศีรษะแล้วก้าวยาวๆผ่านร้านรวงที่กำลังจะเปิด แวะร้านกาแฟตรงหัวมุมถนนสั่งกาแฟร้อนใส่ถ้วยกระดาษแล้วเดินถือไป หนุ่มร้านกาแฟเจ้าประจำเห็นฉันเดินผ่านและถือถ้วยกาแฟจากร้านอื่นก็ทำหน้าขำๆใส่ "กาแฟอร่อยมั้ย เบื่อเนสกาแฟของฉันแล้วสินะ" เขาเย้า ฉันเดินไปหาเขายิ้มๆใส่แล้วคุยกันต่อเรื่องนั้นเรื่องนี้ก่อนจะเดินไปหาแท็กซี่ ฝนตกฉันขี้เกียจเดินไปป้ายรถเมล์บวกกับคำนวณค่าใช้จ่ายแล้วว่าคงไหว แท็กซี่สภาพเก่าที่ไม่น่าจะวิ่งได้พาฉันมุ่งหน้าไปวัดฮินดู วัดPashupatinath วัดที่ไม่ได้อยู่ในโปรแกรมที่มีอยู่ ที่จริงวัดนี้อยู่ไม่ไกลจากBoudhanathที่ไปมาเมื่อวานนี้ เดินหากันได้ แต่ก็ไม่ได้นึกถึงและนึกที่จะไป รถแท็กซี่จอดส่งแค่ถนนใหญ่จึงต้องเดินต่อไปเรื่อยๆตามทางเล็กๆ ตามรายทางมีผู้คนขายดอกไม้บูชา เครื่องรางต่างๆ ผงซินดูว์สำหรับเจิมหน้าผากสีเข้มบ้างอ่อนบ้างต่างกันไป ร้านรายทางมีเยอะมากร้านติดร้านจนฉันแอบสงสัยไม่ได้ว่าเขาได้ขายกันทุกร้านไหม ผ่านเข้าเขตวัดมีฝูงนกพิราบหลายร้อยตัวกำลังจิกกินอาหารที่ผู้คนโปรยให้ พอคนโปรยอาหารทีนกก็บินฮือตามอาหารทีจนฉันต้องรีบปิดจมูกปิดปากวิ่งผ่านเขตนั้นเพราะทั้งฝุ่นทั้งขนนกปลิวว่อนทั้งบริเวณ เดินไปจนถึงจุดซื้อตั๋วเหตุการณ์ปรกติก็เกิดขึ้น หนุ่มตาคมตามประกบอาสาจะเป็นไกด์ให้และราคาไม่แพง ฉันบอกปฏิเสธไปเพราะหนึ่งไม่มีตังจ่าย สองอยากจะใช้เวลาอยู่คนเดียว

    จ่ายค่าค่าตั๋วหนึ่งพันรูปีแล้วก็เดินดูจุดต่างๆของวัด มีหลายจุดที่เขาไม่ให้คนนอกศาสนาเข้าก็ได้แต่แอบสงสัยว่าข้างในจะเป็นอย่างไร บริเวณวัดลึกลับวนเวียนเหมือนเขาวงกต เดินเกือบครึ่งชั่วโมงก็ยังหาทางออกไม่ได้ก็เลยตัดสินใจเดินขึ้นไปบนเขาด้านหลัง มองลงมาเห็นแม่น้ำBagmati สะพาน จดจำทิศทางไว้แล้วลงมาเดินาทางออกจนเจอ เสียงสวดมนต์ดังขึ้นเรื่อยๆเมื่อเดินใกล้ถึงแม่น้ำ หนุ่มตาคมอีกคนตามเข้ามาประกบแล้วชวนคุยและชี้ทางเดิน เขาเดินพาฉันขึ้นไปทางด้านหลังกำแพงใหญ่ ใกล้แม่น้ำแล้วชี้มือลงไปริมแม่น้ำข้างล่างห่างจากจุดที่ยืนไม่กี่เมตร กองฟืนสลับกับกองฟางวางสุมไว้ด้านบนสุดทับไว้ด้วยผ้าสีเหลืองลายฮินดู ศพพันด้วยผ้าสีเหลืองเปิดแค่บริเวณใบหน้าถูกวางไว้ข้างบน คิ้วเข้มของศพตัดกับผิวซีดขาวมันคงจะอยู่ในความทรงจำฉันไปอีกนาน ยกมือไหว้ศพแล้วเดินออกมาจากจุดนั้นพร้อมกับบอกลาหนุ่มตาคม 

   เดินข้ามสะพานไปอีกฝั่งหนึ่งที่เป็นฝั่งพิธีกรรม ลัดเลาะริมฝั่งไปเรื่อยๆจนถึงจุดสูงสุดแล้วนั่งลงกับพื้น ฉันอยู่ฝั่งพิธีกรรมและฝั่งตรงข้ามก็คือฝั่งเผาศพ ทิศเหนือสะพานเป็นจุดชำระล้างทำความสะอาจครั้งสุดท้าย ศพจะถูกหามลงมาจากฝั่งจนเท้าศพแตะน้ำจากแม่น้ำBagmatiแม่น้ำศักดิ์สิทธ์แล้วทิ้งไว้สิบกว่านาที ระหวางนั้นก็จะมีการสวดมนต์ จุดธูป จุดเทียน จากนั้นศพก็จะถูกหามไปทิศใต้สะพานเพื่อทำการเผา ศพต่อไปก็ถูกลำเลียงมาทำพิธีอาบน้ำต่อไป เสร็จพิธีก็เคลื่อนไปเผา ศพแล้วศพเล่า ศพแล้วศพเล่า เสียงพิธีเคลื่อนศพจากท่าน้ำไปเชิงตะกอน เสียงร่ำไห้ของญาติ เสียงระฆัง เสียงฟืนแตก กลิ่นรูป กลิ่นไหม้ของเนื้อหนังมนุษย์ ควันไฟที่ลอยขึ้นมากองแล้วกองเล่า ฉันไม่รู้ตัวว่าเริ่มร้องไห้ตอนไหนรู้แต่ว่ามันเป็นการร้องไห้ที่หนักหน่วงที่สุด ก้อนแข็งจุกอยู่ที่บริเวณคอหอย น้ำตาไหลพรากไม่ยอมหยุดนับชั่วโมง ความเครียด ความเหนื่อย ความโกรธ ความอัดอั้นตันใจที่สะสมมานานละลายหายไปกับน้ำตา ฉันนั่งอยู่ตรงนั้น บนเนินหินสูง ปลดปล่อยอารมณ์ให้ไหลไปกับสายน้ำBagmati นั่งมองเห็นสัจธรรมใกล้แค่มือเอื้อม สัจธรรมที่รู้มานานแล้วแต่พยายามจะเลี่ยงไม่นึกถึง สัจธรรมที่เคยเห็นมาแล้วที่ใกล้แม่น้ำคงคาที่เมืองพาราณสีปีก่อนแต่มันไม่ได้ปลดปล่อยอีโมชั่นของฉันมากมายขนาดนี้ วันนี้ทั้งวันถ้าฉันนึกถึงไปถึงภาพริมแม่น้ำBagmatiตาฉันก็ยังอุ่นๆอยู่


    ใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่ที่วัดPashupatinath ถ่ายรูปBabaหลายท่านที่นั่งนอนอยู่เป็นจุดๆในบริเวณวัด Babaเนปาลไม่แต่งตัวแต่งหน้าและไว้ผมหลุดโลกเหมือนBabaที่อินเดีย พวกเขาก็สงบกว่า และไม่เรียกร้องอะไร ฉันถ่ายรูปเสร็จก็ส่งเงินให้ทุกท่านคนละเล็กละน้อย พวกเขาสนใจฉัน พยายามคุยถามว่ามาจากไหน มากี่คน มากี่วัน เด็กๆเนปาลมายืนมุงดูฉันคุยกับBabaแล้วหัวเราะกันคิกคัก เดินออกจากวัดมาเรียกแท็กซี่ให้ไปส่งไปห้างสรรพสินค้า ปลอบใจตัวเองด้วยเนปาลอีกหนึ่งเรื่อง เรื่องนี้สนุกมีเต้นกันกระจาย ฉากรัก ฉากบู๊ ฉากเศร้า ครบรส การดูหนังของโรงนี้แบ่งออกเป็นสองช่วงคือดูครึ่งหนึ่งแล้วพักสิบนาทีแล้วดูต่อครึ่งที่เหลือ กรอนจะกลับที่พักแวะซื้อเครื่องเทศและเครื่องปรุงหลายอย่าง รวมไปถึงข้าวบาสมาติอีกสองสามถุง กลับไปเชียงรายจะลองทำอาหารเนปาลดู คงสนุก


    ปิดท้ายเย็นนี้ด้วยอาหารธิเบต กินเสร็จแล้วก็ไม่แน่ใจว่าอร่อยหรือเปล่าเพราะไม่เคยกินอาหารธิเบตมาก่อนนอกจากMomo สั่งอาหารมาเป็นชุดเพราะอยากจะลองหลายๆอย่าง มีข้าวสวย ----- ชื่อจะมาเขียนทีหลัง ขี้เกียจหา----- สั่งButter tea มาชิมหนึ่งถ้วย ชาที่ชงกับไขมันของจามรีแล้วใส่เกลือไปหน่อย จิบชิมแล้วก็ไม่แน่ใจว่าอร่อยไหม แต่ที่รู่สึกแต่ๆคือดื่ม/กินอาหารเย็นแล้วรู้สึกว่าร้อนมาก คงเป็นเพราะในอาหารมีปริมาณไขมันสูงทำให้ร่างกายอบอุ่น ทำให้พวกเขาสู้กับอากาศหนาวได้ 



           ฉันร้องไห้ ฉันหัวเราะ
          โลกกว้าง ทางไกล

          สุดท้าย... ฉันก็แค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง


 





Nepal September 2017 : day 14



   September 19th Day 14 : Thamel Katmandu


    กาแฟใส่นมในถ้วยกระดาษไขอบอุ่นอยู่ในมือฉัน แดดตอนสายยังอบอุ่นไม่ร้อนแรง เดินออกจากParyatan Marg แล้วเลี้ยวเข้าThamel Marg เดินต่อไปช้าๆพร้อมกับจิบกาแฟในถ้วยไม่เร่งรีบกว่ายี่สิบนาทีขึ้นสะพานลอย ลงสะพานลอยอยู่หลายครั้งก็มาถึงป้ายรถเมล์ที่ต้องการ ฉันยืนงงๆอยู่กว่านาทีเพราะไม่แน่ใจว่าต้องขึ้นรถคันไหน รถตู้คันเล็กๆ และรถเมล์หลายคันจอดอยู่ กระเป๋ารถตะโกนเสียงดังโหวกเหวกเรียกผู้โดยสาร เดินไปถามกระเป๋ารถว่าคันไหนไปBoudhanath เด็กหนุ่มทำหน้างงๆฉันจึงออกเสียงใหม่ "Boda...." คนเนปาลออกเสียงแบบนี้ฉันอ่านมาจากบล็อกท่องเที่ยวคืนก่อน ได้ผลเพราะเด็กหนุ่มชี้ไปที่รถเมล์คันหนึ่ง ฉันเบียดตัวขึ้นไปบนรถเมล์คันเก่าๆที่มีผู้โดยสารนั่งเบียดเสียดอยู่ หนุ่มกระเป๋าชี้ให้ผู้ชายคนที่นั่งอยู่ขยับแบ่งที่ให้ฉันนั่งหลังคนขับรถ รถเมล์เริ่มแล่นออกไปช้าๆพร้อมกับฝุ่นที่คลุ้งเข้ามาในรถ ฉันหยิบหน้ากากอนามัยออกมาจากกระเป๋าแล้วใส่ให้กระชับใบหน้า คนขับรถเปิดเพลงจังหวะเร่าร้อนเขย่าผู้โดยสารไปเรื่อยๆตามถนนที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อและฝุ่นควัน หน้ากากอนามัยช่วยได้มากเพราะนอกจากจะป้องกันฝุ่นได้บางส่วนแล้วก็ยังช่วยลดการได้กลิ่นจั้กกะแร้ของพี่ๆทั้งหลายในรถด้วย จากประสบการสิบกว่าวันที่นี่ก็ได้บทสรุปว่ากลิ่นเต่ามาจากผู้ชายไม่ได้มาจากผู้หญิง ถึงแม้เขาจะเป็นผัวเมียกันแต่กลิ่นตัวก็ไม่ติดกันอันนี้น่าแปลกเพราะสองวันก่อนไปยืนเลือกเสื้อยืดที่ร้านเล็กๆแล้วมีคู่ผัวเมียเดินเข้ามา กลิ่นเต่ากระจายทั่วร้านจนฉันเกือบทนไม่ไหว สักครู่ผัวเดินออกไปข้างนอก กลิ่นก็ก็เริ่มจางๆไป ฉันเป็นคนกลัวกลิ่น ดมจั้กกะแร้ตัวเองทุกเช้าว่ามีกลิ่นเหมือนแขกหรือยัง ทาโรลออนหลายครั้งหลังอาบน้ำ กลัวว่าเครื่องเทศที่กินเข้าไปจะส่งกลิ่นออกมาทางผิวหนัง ผู้ชายมีกลิ่นตัวสำหรับที่นี่คงเป็นเรื่องปรกติเพราะเห็นบางคนแต่งตัวดี หน้าตาดี กลิ่นตัวพวกเขาแรงมากจนฉันแอบคิดว่าโชคดีชะมัดที่เมืองนี้มีฝุ่นและการใส่หน้ากากอนามัยเป็นเรื่องปรกติ ไม่งั้นคงรู้สึกแย่ที่ใส่เพราะรังเกียจกลิ่นพวกเขา



    ระยะทางจากป้ายรถเมล์Jamalถึงป้ายBoudhanathไม่ถึงสิบสองกิโลเมตร แต่รถแล่นไปช้าๆแวะรับส่งคนตลอดทาง ฉันนั่งมองคนขึ้นลงรถไปเรื่อยๆสลับมองออกไปนอกหน้าต่าง ใช้เวลาอยู่บนรถเกือบชั่วโมงจึงถึงที่หมาย จ่ายเงินให้กระเป๋ารถยี่สิบห้ารูปีก่อนจะเดินเข้าไปในเขตเจดีย์ ซื้อบัตรผ่านประตูแล้วพาตัวเองเดินเข้าไปหาเจดีย์ที่ใหญีที่สุดในโลก Boudhanath หรือที่คนไทยเรียกว่า พระมหาเจดีย์โพธินาถ ซึ่งองค์เจดีย์มีฐานทรงดอกบัวตูม มีเค้าศิลปะค่อนไปทางธิเบต บนเจดีย์มีรูปเพ้นท์ลายดวงตาเห็นธรรมของพระพุทธเจ้าหรือWisdom Eyesอยู่ทั้งสี่ทิศ อันเป็นสัญลักษณ์ให้ผู้คนทำดี องค์การยูเนสโก้ได้ขึ้นทะเบียนสถานที่แห่งนี้เป็นมรดกโลกในปีคริสต์ศักราชหนึ่งพันเก้าร้อยห้าสิบเก้า นักท่องเที่ยว คนต่างศาสนา พระธิเบต พระอินเดีย พุทธศาสนิกชนที่มีจิตศรัทธาพากันมาเยี่ยมเยือน กราบไหว้อย่างเนืองแน่น หลายคนแสดงจิตศรัทธาโดยนอนคว่ำหน้าราบไปกับพื้นใช้ศีรษะแตะบนพื้นแล้วเลื่อนตัวไปกับพื้นเรื่อยๆจนครบรอบเจดีย์ แต่ด้วยความที่องค์เจดีย์ใหญ่มากกว่าจะรอบคงเจ็บตามเนื้อตัวไปหมดเขาจึงใส่สนับเข่า ความศรัทธา ศาสนา มันยิ่งใหญ่เสมอ


    เสียงกระซิบแว่วมาจากพุ่มไม้ระหว่างที่ฉันกำลังกำลังถ่ายรูป หนุ่มเนปาลตาคมแหวกตัวเองออกมาปรากฏตัวให้เห็น เขากวักมือให้ฉันเดิมตามมและด้วยความสงสัยฉันก็เดินตามไป ดอกไม้เล็กๆถูกเด็ดมาใส่มือฉันแล้วเขาก็ชี้ให้วางมันลงไประหว่างฐานเจดีย์ เดินต่อไปอีกนิดเศษธูปที่จุดไว้แล้วก็ถูกดึงออกจากกระถางแล้วส่งให้ฉันปักลงไปใหม่ เดินออกไปอีกนิดเขาให้ฉันเอาศีรษะไปแตะตรงรอยขาวๆตรงฐานเจดีย์ ฉันไม่อยากจะลบหลู่ความเชื่อของใครๆก็เลยเดินตามและทำไปเรื่อยๆ จุพีคมาถึงเมื่อเขาบอกให้ฉันเอาเงินออกมาสามร้อยรูปีแล้วขว้างเข้าไปในพุ่มไม้ข้างหน้า จำไม่ได้ว่าตัวเองเดินออกมาจากจุดนั้นเร็วขนาดไหน แต่มันก็คงจะเร็วพอจนหนุ่มคนนั้นตามไม่ทันจนถึงประตูทางออกฐานเจดีย์ ฉันหันกลับมามองแล้วยืนรอจนเขาตามมาถึง เขาชี้ไปที่นาฬิกาของเขาแล้วส่งสัญญาณถามว่ากี่โมงฉันจะเอาเงินไปไว้ ฉันจ้องหน้าเขาแล้วบอกว่าที่นี่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สถานที่ของพระพุทธเจ้า เขาไม่ควรทำแบบนี้ ฉันไม่สนใจหรอกว่าเขาจะเข้าใจที่ฉันพูดหรือไม่ ฉันแค่พูดในสิ่งที่ถูกต้อง หยุดพักเหนื่อยที่ร้านอาหารเวียดนามเล็กๆภายในบริเวณเจดีย์ ผักสดๆห่อด้วยแผ่นแป้งบางทำให้รู้สึกสดชื่น พายแอปเปิลรสชาติไม่สู้ดีนักแต่ก็กินจนหมดจานเพราะความหิว ตามด้วยโซดาแก้วใหญ่เป็นอันจบมื้อเช้ารวบมือกลางวัน ใช้เวลาอีกค่อนชั่วโมงถ่ายรูปมุมนั้นนี้และเป็นครั้งแรกในเวลาสิบสามวันที่ได้พูดภาษาไทย เพราะตั้งแต่คุยสาวไทยสองคนที่สนามบินในวันที่มาถึงก็ไม่ได้เจอคนไทยอีกเลย หนุ่มๆสี่ห้าคนแบกกล้องอันโตมาจากกรุงเทพ อุปกรณ์พวกเขาดูครบครันและน่าทึ่ง พอๆกับพวกเขาที่ทึ่งกับการเดินทางคนเดียวของฉัน
โชดีที่ขากลับเจอรถเมล์คันเดิมแล่นผ่านมา หนุ่มกระเป๋าจำฉันได้เขายิ้มทักทาย รถคันเดิมแต่ไม่ได้กลับไปเส้นทางเดิมตลอดสายทำให้ฉันต้องลงรถแล้วเดินต่ออีกนิดหน่อย เดินผ่านโรงหนังเล็กๆแล้วเดินกลับมาใหม่เพราะอยากลองดูหนังเนปาล ค่าตั๋วหนึ่งร้อยห้าสิบรูปีไม่กำหนดที่นั่ง โรงหนังกว้างขวางจอใหญ่ใช้ได้ แต่เก้าอี้เป็นเก้าอี้ไม้แบบพับ หนังเนปาลมีความคล้ายกับหนังอินเดีย หนังBolly Wood มีฉากรัก ฉากบู๊ ฉากเศร้า แต่ไม่มีฉากวิ่งข้ามเขาร้องเพลง ฉากไหนที่พระเอกโดนต่อยคนดูก็ร้องตกใจตาม ฉากไหนพระเอกต่อยคนร้ายได้คนดูปรบมือกันรัว ชั่วโมงกว่าๆในโรงหนังจบไปอย่างรวดเร็วสนุกสนานถึงแม้ว่าทั้งเรื่องจะเข้าใจคำเดียวคือ "ละ" แปลว่าใช่


    ใช้เวลาเดินอีกนานโขกว่าจะมาถึงThamel แวะร้านซุปเปอร์ซื้อบิสกิตยี่ห้อที่ชอบ การหาซื้อบิสกิตในเนปาลเป็นเรื่องที่สนุกเพราะมีหลายแบบมากให้เลือก เขาใส่ธัญพืชไปเยอะมากจนแทบจะกินแทนมื้ออาหารได้ น้ำผลไม้ ชีสที่ชอบ องุ่นอบแห้งถุงเล็ก หอบหิ้วขึ้นมากินในห้องพักพร้อมกับดูหนังช่องHBO Terminator 2 มีความสุข







Nepal September 2017 : Day 13

   

      September 18th Day 13 Pokhara - Katmandu


    ฉันเดินลัดเลาะถนนเลียบทะเลสาบPhewaช้าๆ เสื้อผ้าของใช้ส่วนตัวถูกบรรจุไว้ในเป้บนหลังอีกครั้ง อากาศยามสายเย็นสบายเพราะฝนตกคืนเมื่อคืน เทือกเขาAnnapurnaปรากฎให้เห็นชัดเจนกว่าวันไหนๆเพราะท้องฟ้าไร้เมฆหมอกบดบัง คนขับรถแท็กซี่กวักมือเรียกฉันเป็นระยะๆ ฉันสอบถามราคาค่าโดยสารไปสนามบินไปเรื่อยๆจนได้ราคาที่พอใจ การต่อราคาเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตที่นี่ เกือบทุกอย่างที่เกี่ยวกับการซื้อขายต้องมีการเล่นเกมส์ต่อราคาก่อน ต่อราคารถแท็กซี่ ต่อราคาสปา ต่อราคาห้องพัก ต่อราคาซื้อเสื้อยืด ฉันใช้เวลาอยู่นานโขกว่าจะเรียนรู้เทคนิคและใช้มันเป็น


     เวลาไม่ถึงสิบนาทีฉันก็มายืนอยู่สนามบินPokhara สนามบินเล็กๆที่อยู่ตรงกลางระหว่างภูเขาและหุบเหว ฉันเดินเข้าไปในอาคารสนามบินแล้วเดินตรงไปเค้าเตอร์ Yeti Air พนักงานยกมือทำท่าเหมือนกับไหว้แล้วทักทายนามัสเต ฉันรู้สึกผิดหวังเมื่อนางยื่นบอร์ดดิ้งพาสให้แล้วบอกว่าได้เปลี่ยนเที่ยวบินฉันให้เร็วขึ้นเป็นเที่ยวบินที่จะออกอีกสิบนาที แต่ฉันวางแผนไว้ว่ามาถึงสนามบินก่อนเวลาหนึ่งชั่วโมงเพราะอยากจะขึ้นไปบนดาดฟ้าแล้วถ่ายรูป แอบบ่นกับตัวเองขำๆว่า "ถามละยัง ว่าอยากจะเปลี่ยนเที่ยวบินมั้ย" ถึงเวลาขึ้นเครื่องก็แค่เดินออกจากประตูแล้วเดินไปตามทางเล็กๆตรงไปแล้วเลี้ยวออกไปลานบิน เครื่องบินเจ็ทสตรีมสี่สิบเอ็ดรอฉันอยู่ข้างหน้า รูปร่างเหมือนนกตัวผอมๆปีกสั้น ปีนบันไดเครื่องขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ริมหน้าต่าง มีผู้โดยสารไม่กี่คนในเที่ยวบินนี้จนทำให้ฉันแอบมโนว่าเป็นเครื่องบินส่วนตัว นานกี่ปีแล้วที่ไม่ได้นั่งเครื่องเจ็ดสตรีมสี่สิบเอ็ดที่จำได้ครั้งสุดท้ายน่าจะเป็นที่ปาปัวนิวกินีหลายปีก่อน เครื่องบินเล็กขนาดสามสิบที่นั่งส่งเสียงดังตอนนำเครื่องขึ้น ระยะวิ่งแท็กซี่ก็สั้นกว่าเครื่องลำใหญ่ กัปตันนำเครื่องขึ้นฉิวรวดเร็วน่าตื่นเต้น แอร์โฮสเตสคนเดียวเดินแจกลูกอม ถั่วทอด และน้ำดื่ม เครื่องเล็กบินไม่สูงทำให้มองเห็นข้างล่างชัดเจน ถนนคดเคี้ยว ภูเขา แม่น้ำ มองดูเหมือนภาพวาดสวยๆ จำได้ว่าหลายปีก่อนเคยบินกับกานต์แอร์จากเชียงใหม่มาเชียงรายก็ได้เห็นภาพสวยๆแบบนี้ ระยะเวลาบินแค่ยี่สิบห้านาทีเครื่องก็ลงจอดที่สนามบินKatmandu คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ที่จ่ายไปเพราะไม่ต้องทนอยู่รถบัสสายวิบากถึงเก้าชั่วโมง มันน่าทึ่งนักที่เงินสามารถทำให้อะไรๆง่ายขึ้นได้มากขนาดนี้


    ไม่ถึงบ่ายสองฉันก็พาตัวเองกลับมาThamelอีกครั้ง ต้องขอบคุณสายฝนเมื่อคืนที่ทำให้Katmanduสดชื่นขื้น พื้นถนนอุ้มความชื้นไว้ทำให้ฝุ่นคลุ้งที่ต้องผจญสัปดาห์ที่แล้วหายตัวไปอย่างน่าอัศจรรย์ มือที่กำลังจะล้วงกระเป๋าหยิบหน้ากากอนามัยออกมาใส่ต้องชะงัก เดินลัดเลาะเข้าออกซอกซอยจนทะลุไปถึงที่พักที่จองไว้ทางโทรศัพท์เมื่อวาน ทางเข้าที่พักเป็นซอยเล็กๆกว้างหนึ่งเมตรคูณสองเมตรแต่ข้างในกลับดูกว้างขวางใช้ได้ ฉันรู้สึกพอใจห้องเล็กๆบนชั้นสี่ถึงแม้ว่าจะอยู่ในย่านที่พลุกพล่านที่สุดแต่ผนังห้องก็หนาพอที่จะไม่ให้เสียงเล็ดลอดเข้ามามากนัก ภายในห้องสะดวกสบายและราคาก็ไม่สูงเกินไป เก็บข้าวของเสร็จแล้วก็เดินกลับไปโรงแรมที่เคยพักสัปดาห์ที่แล้วเพื่อไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้พร้อมกับขอโทษพวกเขาที่ต้องยกเลิกการจองห้องในวันที่ยี่สิบเอ็ด ราคาห้องที่นั่นสูงเกินไปสำหรับฉัน โรงแรมสี่ห้าดาวฉันไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้วทริปนี้เพราะฉันอายุสี่สิบสี่ปีแล้ว!


    แวะทักทายหนุ่มร้านกระเป๋าที่ซื้อกระเป๋าใบเล็กไว้ใส่เงินรูปีในวันแรกที่มาถึง แวะไปร้านโมโม่ร้านแรกที่ได้ลิ้มรส Thamelกับฉันเราเป็นเพื่อนกันแล้ว ซอกซอยเล็กๆเหมือนโพรงมดกลายเป็นสถานที่คุ้นเคย ฉันเริ่มกล้าที่จะสูดหายใจลึกๆได้ครั้งแรก Thamel


 





Nepal September 2017 : Day 12



    September 17th Day 12 Pokhara


    ห้องอาหารโรงแรมช่วงสายๆเงียบเหงา มีฉันนั่งอยู่คนเดียวที่โต๊ะมุมห้อง กาแฟใส่นมถ้วยโตอบอุ่นอยู่ระหว่างสองมือของฉัน ไข่คน ขนมปังปิ้ง ผลไม้อีกสองสามอย่างหั่นเป็นชิ้นเล็กใส่จานวางอยู่ตรงหน้าฉัน พนักงานเสิร์ฟยกแก้วน้ำส้มมาวางไว้บนโต๊ะเพิ่ม นักท่องเที่ยวส่วนมากจะออกกันไปแต่เช้าตรู่เพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้น หรือไม่ก็เริ่มต้นการเดินเขาเป็นวันแรก การเดินเขามีตั้งแต่เก้าวันจนถึงสิบสี่วัน พวกเขาเดินไปถึงPoon Hill หรือไม่ก็Annapurna Base Camp ( ABC ) สาวฟินแลนด์ลาจากไปกับรถบัสคันแรกที่ออกจากPokharaตอนเช้าตรู่ หลังจากที่คุยกันเย็นวานและรับรู้ว่านางยอมแพ้ต่อวิถีผู้ชายชาวเนปาลริมทะเลสาปคืนก่อน ระหว่างการเดินทางบางครั้งก็มีเหตุการณ์แย่ๆเกิดขึ้น มันขึ้นอยู่ที่ตัวเราว่าจะไม่ให้มันเกิดขึ้นและหากเกิดขึ้นแล้วจะแก้ไขอย่างไร เธอดูเหมือนจะโชคไม่ดีนักในการเดินทางเพราะก่อนหน้านี้ก็ถูกปล้นในเวียดนาม ฉันก็ได้แต่อวยพรให้เธอโชคดี


    ฉันตัดสินให้วันนี้เป็นวันพักผ่อน วันที่ไม่วางแผนการไปไหนๆ ร่องรอยของการขับมอเตอร์ไซค์ทั้งวันเมื่อวานปรากฎให้เห็นชัดเจน แขนและหลังมือโดนแดดเผาจนเกรียม ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้น เสื้อแขนยาว ผ้าโพกหน้าและแว่นตากันแดดได้พ่ายแพ้ให้กับแสงแดดแห่งโพคารา นั่งดูทีวีในห้อง มีฝรั่งลูกเล็กๆเหมือนฝรั่งขี้นกบ้านเรา และทับทิมที่เมล็ดข้างในสีสวยแดงช้ำที่ซื้อมาจากตลาดเมื่อวานกินเล่น มีผลไม้ไม่กี่อย่างที่เป็นที่นิยมของชาวเนปาล กล้วย ทับทิม ฝรั่ง แอ้ปเปิ้ล พวกเขากินกล้วยหอมที่ยังไม่สุกดี รสเฝื่อนของกล้วยทีฉันซื้อกินวันแรกๆทำให้เข็ดไม่ซื้ออีก จะซื้อมาเก็บไว้รอให้สุกก็ไม่สะดวกเพราะต้องย้ายที่พักเรื่อยๆ


    บ่ายคล้อยเดินออกไปหาอะไรกินข้างนอก จำได้ว่าอ่านเจอในTripAdvisorพูดถึงร้านอาหารเจเล็กๆมุมถนน ฉันเดินหาร้านจนเจอแล้วนั่งลงสั่งอาหาร Daal Bhat ใช้เวลานานโขกว่าอาหารถาดใหญ่จะถูกนำมาเสิร์ฟ ข้าวบาสมาติกองโต แกงผัก ผัดมันฝรั่ง และซุปถั่ว ร้านนี้ติดอันดับรีวิวเพราะอาหารทุกอย่างจะทำสดๆ ไม่มีการทำไว้ล่วงหน้า ถึงจะใช้เวลานานแต่รสชาติก็ถูกใจฉัน เดินลัดเลาะจะกลับที่พักแต่เหลือเห็นร้านสปาแอบซ่อนอยู่ระหว่างซอกเล็กๆ ฉันเดินเข้าไปดูสถานที่และทีกทายเจ้าของร้าน สปาเล็กๆแต่สะอาดสะอ้านทำให้ฉันตัดสินใจเลือกใช้บริการเฟสเชียลหนึ่งชั่วโมงและนวดสไตล์เนปาลอีกหนึ่งชั่วโมง ห้องสปามิดชิดและเย็นฉ่ำ ฉันถอดเสื้อผ้าจัดเก็บเรียบร้อยแล้วนอนคว่ำหน้าลงไปบนช่องเตียงสปา พนักงานสาวทำหน้าที่ได้อย่างเข้มแข็งและดุดัน ชะโลมน้ำมันนวดลงพื้นผิวนิ้วเล็กๆของเธอทำหน้าที่กดบีบไล่ไปช้าๆตามร่างกายฉัน ความเย็นของห้องและกลิ่นย้ำมันหอมทำให้ฉันเผลอหลับไป เสียงเล็กๆปลุกฉันตื่นให้เปลี่ยนท่าเป็นนอนหงาย น้ำมันหอมถูกชโลมใส่หนังศีรษะและนวดด้วยจังหวะพอเหมาะ ฟองน้ำชุบน้ำเย็นๆถูกนำมาทำความสะอาดใบหน้า ครีมนวดหน้าถูกป้ายลงเป็นจุดๆแล้วนวดกลึง ต่อมาก็เป็นขั้นตอนของการขัดหน้า แล้วมาส์กหน้าทิ้งไว้ เฟสเชียลด้วยผลิตภัณฑ์อายุรเวทมันคงดีจริงเพราะหลังจากนั้นรู้สึกสบายหน้า ไม่ตึง ไม่ร้อนเหมือนก่อนหน้านี้


    ออกจากร้านสปามาก็มืดแล้ว แวะทักทายพนักงานร้านขายเสื้อยืดที่โบกไม้โบกมือให้ เราคุยกันเมื่อวันก่อนและฉันก็ได้ซื้อเสื้อยืดจากเธอหนึ่งตัว เสื้อยืดเนื้อดีที่เธอเอามาตัดรอบคอออกแล้วใช้กรรไกรขริบส่วนต่างๆให้เป็นลวดลาย ห้าร้อยรูปีหรือหนึ่งร้อยห้าสิบบาทสำหรับเสื้อยืดเนื้อดี ความคิดสร้างสรรค์ และเทคนิคการตัด มันไม่ได้แพงเลย ฉันยังอยากสั่งลาเมืองPokharaกับอาหารชุดที่ชื่นชอบก็เลยตัดสินใจเดินไปร้านอาหารเจที่เคยกินเมื่อสองวันก่อน Marwadi Thali ถาดใหญ่ถูกนำมาวางตรงหน้าอีกครั้ง ---- ชื่ออาหารแต่ละอย่างจะเขียนทีหลัง ตอนี้ขี้เกียจหา--- ฉันคงคิดถึงอาหารที่นี่มากถ้ากลับไปบ้าน
ลมพัดเย็นสบายระหว่างเดินกลับที่พัก เสียงทักทายดังมาเป็นระยะๆจากผู้คน สามวันที่ฉันใช้ชีวิตอยู่แถวนี้มันนานพอที่จะทำให้คนจดจำได้ เด็กหญิงตัวเล็กจากร้านI ขายของชำโบกมือทักทายเมื่อฉันเดินผ่าน หนุ่มเนปาลพนักงานร้านขายของที่ระลึกเอ่ยสวัสดีเป็นภาษาไทยใส่ฉันเพราะเขาเคยถามว่ามาจากไหน ฉันเดินผ่านกลุ่มคนสูงอายุนั่งโขกหมากรุกแล้วทักทายเขา นามัสเต พวกเขาหันมามองแล้วทำคอดุกดิ นามัสเตกลับ


     ชีวิตเล็กๆกับการเดินทางเล็กๆ และ ความสุขอันยิ่งใหญ่ในโลกใบโต






Nepal September 2017 : Day 11


   September 16th Day 11 : Pokhara



    ด้วยความเคยชินทำให้ฉันตื่นนอนตั้งแต่ก่อนหกโมงเช้า เปิดประตูออกไปนั่งบนเก้าอี้เล็กๆนอกระเบียงรับแสงแดดอุ่น เทือกเขาAnnapurnaโชว์ยอดขาวโพลนอยู่ลิบๆข้างหน้าฉัน เช้านี้เมฆหมอกไม่เยอะทำให้เห็นหลายๆยอดของเทือกเขา Annapurnaมียอดที่สูงกว่าแปดพันเมตรอยู่หนึ่งยอด เรียกว่าAnnapurna one สูงถึงแปดพันเก้าสิบเอ็ดเมตรและเป็นภูเขาที่สูงที่สุดอันดับสิบของโลก แล้วก็ยังมีสูงกว่าเจ็ดพันเมตรอยู่สิบสามยอด และสูงกว่าหกพันเมตรอีกสิบหกยอด Annapurraเป็นภาษาสันสกฤตเหมือนกับชื่อของฉัน แปลออกมาได้ประมาณว่าเทพธิดาแห่งการเก็บเกี่ยว ถ้วยโกโก้อุ่นๆในมือกับเทือกเขาข้างหน้าทำให้เช้านี้เป็นเช้าที่อบอุ่นมีความสุข


    แวะเยี่ยมเยือนสาวฟินแลนด์ข้างห้องที่เปลี่ยนใจกระทันหันไม่ออกไปกับฉันวันนี้เพราะนางรู้สึกไม่สบาย ส่งยาแก้ปวด/แก้ไข้ที่มีติดตัวมาพร้อมแอปเปิ้ลสองลูกให้นาง แล้วลงมากินอาหารเช้าก่อนจะเดินออกไปถนนใหญ่หาร้านเช่ามอเตอร์ไซค์ ลุงหน้าโหดเจ้าของแผงเช่ารถริมถนนให้ฉันซ้อนรถมอเตอร์ไซค์คันโตของเขาเข้าไปเอารถเช่าในซอยลึกลับ ฉันเลือกคันที่สภาพดีสุดเท่าที่เขามีอยู่ มอเตอร์ไซค์สีฟ้าพาฉันลัดเลาะไปเรื่อยๆร่วมครึ่งชั่วโมงก็ถึงพิพิธภัณฑ์ภูเขา จอดรถมอเตอร์ไซค์ไว้ใกล้ป้อมยามแล้วเดินเข้าไปซื้อตั๋วราคาสี่ร้อยรูปี เดินเรื่อยๆไปตามทางเดินเล็กๆจนถึงอาคารพิพิธภัณฑ์ ฉันหันหน้ากลับมาทางทางเดินเพราะได้ข้อมูลมาว่าวิวเทือกเขาAnnapurnaจากจุดนี้สวยมาก และมันก็สวยจริงๆ สวยกว่าทุกครั้งทุกที่ที่เคยเห็นมา ข้างในพิพิธภัณฑ์มีการจัดแสดงได้น่าสนใจมาก มีเรื่องราวของภูเขาทุกลูก มีเรื่องราวของนักปีนเขาที่พิชิตยอดเขาแต่ละลูก เสื้อผ้า อุปกรณ์ปีนเขา ชนเผ่าที่อยู่ในแต่ละที่ รวมไปถึงสัตว์ต่างๆ รูปภาพเก่าๆ มีวีดีทัศน์ให้ดู ฉันชอบที่นี่มากทั้งๆที่ปรกติคิดว่าพิพิธภัณฑ์เป็นสถานที่ๆน่าเบื่อ แต่ที่นี่กลับเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ตื่นเต้นท้าทาย


    หลังจากที่ใช้เวลาสองชั่วโมงกว่าๆที่พิพิธภัณฑ์ก็ขับรถมอเตอร์ไซค์ตามจีพีเอสไปเรื่อยๆ จุดหมายก็คือ World Peace Pagoda พอมาถึงจุดหนึ่งก็ไม่สามารถไปต่อได้เพราะมีดินสไลด์ปิดทางไว้ ถึงกับต้องจอดตั้งหลักใหม่เพราะไม่แน่ใจว่าควรกลับเข้าเมืองไปหรือหาทางใหม่ แต่ด้วยความที่อยากจะเห็นเพราะวันก่อนนั่งอยู่ริมทะเลสาบแล้วมองขึ้นไปฝั่งตรงข้ามเห็นบนภูเขามียอดเจดีย์สีขาวสวย ดูจีพีเอสจนแน่ใจว่ายังมีทางเล็กๆอีกทางที่สามารถไปถึงที่นั่นจึงเริ่มใช้เส้นทางนั้น ถนนกรวดก่อนโตๆมีร่องลึกทำให้การขับมอเตอร์ไซค์เป็นไปด้วยความยากลำบาก หลายครั้งที่ล้อรถติดลึกลงไปในร่องจนขึ้นไม่ได้ต้องหาก้อนกรวดมารองล้อแล้วค่อยๆเร่งคันเร่ง เร่งคันเร่งแรงไปรถก็พุ่งเฉไปทางเหวลึกข้างทาง ฉันใช้เวลากว่าชั้วโมงค่อยๆประคับประคองรถไปเรื่อยๆจนในที่สุดก็ยอมแพ้ จอดรถไว้ข้างทางแล้วตัดสินใจออกเดินไปเรื่อจนถึงทางทางขึ้นเจดีย์ มีรถมอเตอรไซค์คันใหญ่หลายคันจอดที่นี่ทำให้เข้าใจว่ามันคงไม่ใช่ถนนสำหรับรถคันเล็ก ล้อเล็ก และคนขับตัวเล็กๆอย่างฉัน รถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ซีซีสูง ล้อใหญ่ และคนขับคงต้องตัวใหญ่ด้วย แวะกินจาปาตีกับแกงผักตรงทางขึ้นเจดีย์ให้มีแรงก่อนแล้วออกเดินขึ้นเขา ทางเดินชันและคดเคี้ยวมากๆบวกกับแดดที่ร้อนสุดๆ ฉันดึงผ้าพันคอผืนยักษ์ออกจากกระเป๋ามาโพกหัว ให้ชายผ้าปกคลุมครึ่งหน้าและคอ แว่นกันแดดอันโตช่วยได้มาก เดินๆหยุดๆทุกๆสองสามนาทีจนแอบคิดจะยอมแพ้แต่ก็ยังกัดฟันเดินต่อไปจนถึงเขตเจดีย์. World Peace Pagoda เป็นชื่อที่เหมาะสมกับสถานที่ที่สุดเพราะข้างบนสงบเงียบมาก เสียงที่ได้ยินมีแค่เสียงลมที่พัดผ่านและเสียงนกร้อง เจดีย์สีขาวใหญ่สร้างขึ้นในสมัยรัชการที่สองโดยพระชาวญี่ปุ่นที่ต้องการสร้างสัญลักษณ์ความสงบหลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เมืองฮิโรชิม่าและเมืองนางาซากิ เดินเล่นชมวิวมองลงมาเห็นทะเลสาบPhewaสวยใสอยู่นานนับสิบนาทีก็ต้องเดินกลับลงมาเพราะบริเวณเจดีย์ห้ามใส่รองเท้าและพื้นโดนแดดเผาทำให้เวลาเดินรู้สึกร้อนมาก


    จากเจดีย์World Peace Pagoda ไปถึง ทะเลสาบBegnasใช้เวลากว่าชั่วโมง ถนนเมืองโพคาราค่อนข้างขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ ถึงแม้จะมีบางช่วงที่ราดยางเรียบร้อยแต่ผิวถนนก็ไม่เรียบเสมอกัน ฉันต้องใช้ความพยายามและใช้สายตาเป็นอันมากเพื่อที่จะไม่ตกลงไปในหลุมเพราะจะทำให้รถเสียหลัก แต่ก็ยังมีบางครั้งที่เผลอมองข้างทางจนล้อรถตกไปในหลุม รถมอเตอร์ไซค์คันเก่าและจีพีเอสบนมือถือยังคงทำงานอย่างแข็งขันจนในที่สุดฉันก็ถึงทะเลสาบ ชายแก่หน้าตาดุดันถือไม้เท้ารี่เข้ามาหาเมื่อฉันจอดรถ เขายื่นแผ่นกระดาษจากสมุดฉีกเล่มเล็กให้ฉันแล้วบอกว่าเป็นตั๋วค่าจอดรถ ฉันได้ยินเขาว่าห้าก็เลยยื่นให้ห้ารูปีเหมือนที่ได้จ่ายตอนที่จอดใกล้กับเจดีย์สิบรูปี ชายแก่ปฏิเสธธนบัตรใบละห้ารูปีเสียงดังพร้อมกับบอกว่าสามสิบรูปี ระหว่างที่ฉันกำลังตัดสินใจว่าจะทำอะไรก็ได้ยินเสียงเล็กๆมาจากร้านขายของชำไกลออกไป หญิงสาวในร้านส่งสัญญาณมือว่า "ไม่" มาทางฉัน ฉันตัดสินใจเสียบแผ่นกระดาษคืนและดึงธนบัตรออกจากมือชายแก่แล้วควบมอเตอร์ไซค์ขับออกไป เสียงกร่นด่าแว่วมาตามหลังจนอดเสียวสันหลังไม่ได้ว่าจะมีไม้เท้าบินมาใส่หลังฉัน ไม่ไกลนักก็จอดรถไว้หน้าร้านขายของร้านหนึ่งที่มีผู้ชายตัวโตหลายคนนั่งดื่มกินกันอยู่ สั่งน้ำดื่มเย็นๆหนึ่งขวดมาดับความร้อน เจ้าของร้านน่ารักและเข้าใจภาษาอังกฤษฉันจึงเล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเขาไม่ชอบใจนักที่ได้ยินเพราะริมทะเลสาบเป็นที่สาธารณะไม่มีการเก็บค่าอะไรทั้งสิ้น พูดสุดเสียงชายแก่ก็ตามฉันมาถึงและส่งเสียงโวยวายอยู่หน้าร้าน เจ้าของร้านและลูกค้าชายตัวโตหลายคนก็ส่งเสียงขับไล่ให้เขาไปคงพูดถึงการเก็บค่าจอดรถของเขาด้วยเพราะเห็นชี้ไปที่สมุดฉีกในมือ สามสิบรูปีแปลเป็นเงินไทยได้เก้าบาท เก้าบาทมันไม่ใช่เงินจำนวนมากแต่ที่ฉันไม่ยอมจ่ายเพระมันไม่ถูกต้อง มันไม่ได้มีทั้งเหตุและผลที่ต้องจ่าย ถ้าชายแก่คนนั้นเดินเข้ามาขอเฉยๆฉันก็คงจะให้ไป คิดไปถึงการเอาเก้าบาทแลกกับความปลอดภัยของตัวเอง แลกกับสภาพจิตอารมณ์ บางทีสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นมันก็รวดเร็วเกินไปจนตัดสินใจไม่ถูก

    นั่งพักสักครู่จนคลายความร้อนไปบ้างก็ฝากรถมอเตอร์ไซค์ไว้ที่ร้านขายของชำแล้วก็ออกเดินไปทะเลสาบBegnas น้ำใสแจ๋วและต้นไม้ร่มรืนทำให้จิตใจสงบขึ้น เดินเที่ยวเล่นถ่ายรูปจนเหนื่อยแล้วก็เดินกลับออกมาตรงเขื่อนเล็กๆหลังทะเลสาบ เด็กหญิงวัยไม่เกินแปดขวบสามคนกำลังกระโดดน้ำเล่นกันอย่างสนุกสนาน พวกเขาหันมาเจอฉันก็พากันชี้มาที่กล้องถ่ายรูปที่สะพายอยู่ ยกกล้องขึ้นถ่ายรูปพวกเขาในท่าทางต่างๆจนพวกเขาพอใจ คนตัวเล็กสุดพยักเพยิดชี้ชวนให้ฉันลงมาเล่นน้ำด้วย ฉันวางกระเป๋าและกล้องไว้บนพื้นหญ้าถอดรองเท้าตามด้วยกางเกงและเสื้อแขนยาวที่ใส่มา มีชุดว่ายน้ำชิ้นเดียวที่ใส่ไว้ข้างในเพราะวางแผนว่าจะมาว่ายน้ำที่ทะเลสาบอยู่แล้ว เด็กๆกรีดร้องสนุกสนานเมื่อฉันกระโดดลงไปในน้ำ พวกเขาถีบตัวจากฝั่งมาเกาะแขนเกาะไหล่ฉัน ดำผุดดำว่ายเล่นกัน น้ำเย็นๆใต้เขื่อนไม่ลึกนักแต่ไหลเชี่ยว เด็กๆส่งเสียงดังและกวักมือเรียกทุกครั้งที่ฉันว่ายออกไปไกล สุดท้ายพวกเราก็เล่นกันอยู่ใกล้ๆฝั่งจนปากซีดมือเหี่ยว ฉันขึ้นมาจากน้ำ เช็ดตัวด้วยผ้าพันคอผืนเดิมแล้วนุ่งเสื้อกางเกง ล้วงกระเป๋าหยิบบิสกิตออกมาแกะแล้วส่งให้เด็กๆแบ่งกัน พวกเขายังอยู่ในน้ำเมื่อฉันโบกมือลา


    ขากลับแวะไปห้างสรรพสินค้าที่ว่าใหญ่ที่สุดในเมือง ห้างสรรพสินค้าห้าชั้นมีสินค้านานานชนิดแต่ไม่สวยงามทันสมัยเหมือนของเมืองไทย ฉันสนใจเรื่องผักไม้ของกินก็เลยมาเดินดู ผักมีไม่กี่ชนิดแต่ก็ดูน่าสนใจ พริกหน้าตาแปลกๆ องุ่นและฝรั่งที่ติดป้ายว่ามาจากเมืองไทยราคาสูงลิบ เดินไปดูชีสของที่ฉันโปรดปรานมีให้เลือกหลายอย่าง หยิบใส่ตะกร้ามาหลายชนิดรวมทั้งชีสจามรีที่อยากจะลองชิมมานานแล้ว น้ำผลไม้อีกหนึ่งกล่อง ที่ไม่ลืมคือยาแต้มสิวยี่ห้อHimalayaที่ใช้ดีจนวางแผนจะหิ้วกลับบ้านสักสามโหล


     รถมอเตอร์ไซค์ถูกนำไปคืนหกโมงเย็นตรงเวลาไม่ขาดไม่เกิน ค่าเช่ารถเก้าร้อยรูปีรวมค่าน้ำมันอีกสามร้อยรูปีถ่อว่าคุ้มค่า เดินฮัมเพลงจังหวะแขกมาถึงที่พักก็มืดพอดี แวะยืมมีดจากร้านอาหารชั้นล่างมาตัดชีส กำลังนั่งลงจะจัดการชีสหน้าตาดีกับบีสกิตให้สำราญใจเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น สาวฟินแลนด์ยืนอยู่หน้าประตูชวนฉันออกไปกินข้าวเย็น ฉันเชื้อเชิญนางให้เข้ามาพร้อมทั้งจัดน้ำผลไม้และชีสให้นาง บอกว่าเย็นนี้ฉันมีปาร์ตี้ชีสแทนอาหารเย็น นางว่ารอฉันครึ่งวันเพื่อจะปรับทุกข์เรื่องที่นางมีปัญหากับหนุ่มเนปาลเวลาออกไปเดินข้างนอก ฉันปลอบโยนและอธิบายให้นางเข้าใจว่าผู้ชายแถบนี้ชอบการจับเนื้อต้องตัว เวลาเขาคุยกับเราเขาจะจับแขนจับไหล่ และการที่นางเป็นฝรั่งผิวขาว ผมบลอนด์ นุ่งชุดแขนกุดมันก็ย่อมเป็นจุดสนใจ การแต่งตัวมิดชิดคลุมแข้งคลุมแขนมันปลอดภัยกว่าแน่นอน นางรับคำแล้วคุยต่อไปสักครู่ก็ขอตัวออกไปกินข้าว


    ฉันนั่งจิบน้ำผลไม้ ตามด้วยชีสและบีสกิตช้าๆ แอบคิดถึงไวน์ขาวดีๆสักแก้ว องุ่นหวานๆอีกสักพวง แต่ได้แค่นี้ก็ดีมากมายแล้ว ชีวิตฉันในโพคารา เนปาล











Nepal September 2017 : Day 10

 

   September 15th Day 10 : Pokhara


    หลังจากที่ผ่านวันอันโหดร้ายเมื่อวานนี้ไปแล้ว กับการนั่งในรถบัสจากKatmanduมาถึงPokharaเก้าชั่วโมงอันโหดร้ายในรถบัสโทรมๆ ขึ้นเขาลงเขาหักศอกซ้ายขวาครั้งแล้วครั้งเล่าจนรู้สึกเหมือนกับตัวเองเป็นจุดเล็กๆอยู่ในกระบอกชงคอกเทลที่กำลังถูกเขย่า เริ่มตั้งแต่ชั่วโมงที่สองในรสบัสทุกอณูความรู้สึกของร่างกายไปรวมกันอยู่ที่คอหอย มันพร้อมที่จะพรั่งพรูออกมาแต่กลับกลายเป็นแค่ความรู้สึก ฉันหลับตาลงพร้อมกับบอกตัวเองว่ามันไม่จริง มันไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันเป็นแค่ความรู้สึกที่ฉันสร้างขึ้นมา มันเป็นหนึ่งในช่วงเวลาอันโหดร้ายในชีวิตของสุวรรณีน้อย


    เช้านี้ตีสี่ครึ่งฉันเดินออกห้องพักเล็กๆริมทะเลสาบPhewa เดินช้าๆออกไปหารถแท็กซี่ที่นัดแนะกันไว้เมื่อค่ำวานว่าจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่Sarangkot อากาศตอนเช้าสดชื่นและฉันก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่านี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่มาเนปาลที่ได้สูดหายใจเข้าไปเต็มปอด ทุกที่ที่ผ่านมามีแต่ฝุ่นควันและมลพิษ ฝุ่นที่นี่ไม่ได้เป็นฝุ่นบางแต่เป็นโครตฝุ่นที่แทบจะเกาะตัวเป็นเม็ดๆ ทักทายคนขับรถแล้วแวะไปรับสาวชาวฟินแลนด์ที่เจอเมื่อเย็นวานเพื่อแชร์ค่ารถ ที่พักนางอยู่ค่อนข้างไกลลึกลับจนฉันอดเป็นห่วงไม่ได้และคืนก่อนนางก็ส่งข้อความมาปรึกษาถึงเรื่องความปลอดภัย ฉันแนะนำให้ย้ายมาพักใกล้ๆกันวันนี้เพราะแหล่งที่พักฉันค่อนข้างปลอดภัย นั่งรถขึ้นเขาคดเคี้ยวเกือบครึ่งชั่วโมงเราก็ถึงฐานจุดชมวิว เดินขึ้นเขาไปช้าๆอาศัยแสงสว่างจากดวงดาว ทางค่อนข้างชันและขรุขระทำให้ทำให้ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ ฉัน ผู้ป่วยโรคไฮเปอร์ไทรอยด์ สาวชาวฟินแลนด์ ผู้ป่วยจากอุบัติเหตุขาหักที่ยังอยู่ในการรักษาขั้นตอนสุดท้าย เราดูเหมือนจะเป็นคู่เดินที่สูสี ทุกๆสิบก้าวเราหยุดพัก ฉันพักเพื่องับลมและพักหัวใจที่เต้นถึงหนึ่งร้อยห้าสิบครั้งต่อนาที นางพักขาเพื่อลดความเจ็บปวด ระยะทางไม่ได้ไกลโหดร้ายอะไรนักแต่เราก็ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงและเป็นสองคนแรกๆที่ขึ้นถึงจุดสูงสุด


   ฉันนั่งลงกับพื้นสูดหายใจเข้าลึกๆ มองผ่านหุบเหวลึกข้างหน้าไปถึงขอบฟ้า และภูเขาสลับซับซ้อนเรียงตัวกันที่เริ่มปรากฏเห็นชัดเรื่อยๆเมื่อพระอาทิตย์เริ่มทอแสง แสงแรกเป็นแสงอ่อนละมุนแล้วความเข้มของแสงก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วสิ่งที่ฉันรอคอยก็เกิดขึ้น เทือกเขาAnnapurnaปรากฎตัวออกมาช้าๆจากด้านซ้ายมือของพระอาทิตย์ ยอดหลายๆยอดเผยออกมาพร้อมกับแสงอาทิตย์ แล้วก็ถึงวินาทีสำคัญเมื่อยอด Machapuchare หรือ Fishtail Mountain ยอดเขาศักดิ์สิทธิ์ของพระศิวะ ปรากฎออกมาให้เห็นเหมือนกับกำลังนั่งดูมหรสพจอใหญ่ที่แสดงโดยธรรมชาติ ฉันกดชัตเตอร์ครั้งแล้วครั้งเล่า แทบจะใช้ทุกโหมดที่มีในกล้องถ่ายรูป ใช้เวลาเกือบชั่วโมงซึมซาบทุกรายละเอียด ทุกความสวยงามของธรรมชาติข้างหน้า ฉันหัวเราะ ฉันร้องไห้ ฉันปลาบปลื้ม มันเป็นความฝันที่จะมาเห็นAnnapurna แล้ววันนี้ฉันก็ทำได้ถึงแม้ว่าจะใช้เวลาถึงสามปีและไม่ได้เดินไปเห็นใกล้ๆเหมือนที่เคยคิดไว้แต่มันก็สวยงามและวันนี้มันเป็น "ความจริง"


    สายๆหลังอาหารเช้ารีบเก็บกระเป๋าย้ายที่พักไปอยู่ที่ดีกว่า ห้องพักแปดดอลลาร์เมื่อคืนร้อนอบอ้าวจนนอนแทบไม่สนิท หน้าต่างห้องน้ำปิดไม่สนิททำให้มียุงเข้ามาก่อกวนอยู่หลายตัว และที่น่าตกใจคือประตูที่ปิดจากข้างนอกทำให้ฉันติดอยู่ข้างในออกมาไม่ได้จนต้องเรียกคนข้างห้องมาเปิดให้ถึงสองครั้งสองครา ที่พักใหม่อยู่ชั้นห้าของโรงแรมใหม่เอี่ยม มีทีวี แอร์ กาต้มน้ำร้อน เตียงใหญ่พร้อมหมอนฟูนุ่มน่านอน ฉันจองรวดสองคืนพร้อมต่อราคาได้คืนละสิบแปดดอลลาร์และใช้บริการจองตั๋วเครื่องบินกับเขา มันเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อนว่าจะต้องนั่งเครื่องบินภายในประเทศ จากPokharaไปKatmandu แต่ฉันก็ไม่มีวันที่จะนั่งรถบัสสายวิบากนั้นกลับไปอีกแน่นอน ธนบัตรใบละหนึ่งร้อยดอลลาร์หนึ่งใบ สิบดอลล่าร์หนึ่งใบ และหนึ่งดอลลาร์อีกสองใบถูกยื่นให้พนักงานโรงแรมเป็นค่าตั๋วเครื่องบิน ใจหนึ่งแอบเสียดายเงินแต่ใจหนึ่งบอกกับตัวเองว่าเพื่อสุขภาพทางใจและทางกายทำถูกต้องแล้ว อดทนเป็นสิ่งที่ควรทำแต่ไม่ต้องถึงกับทนอด ขึ้นเครื่องบินจากPokharaยังจะได้เห็นภูเขาสวยๆอีกด้วย การเดินทางต้องวางแผนให้รอบคอบ มีแผนสำรอง มีแผนสำรองของแผนสำรอง ได้ที่พักดีๆถูกใจก็เลยถือโอกาสอาบน้ำและสระผม ผมที่ยาวเร็วจัดของฉันคงดีใจที่ได้ลิ้มรสชาติแชมพูเพราะครั้งสุดท้ายที่สระกว่าสัปดาห์เข้าไปแล้ว เสื้อผ้าชุดชั้นในไม่กี่ตัวที่มีอยู่ผ่านการสวมใส่แล้วทุกชิ้น รองเท้าเริ่มส่งกลิ่นมาทางชีสแก่ๆ ทั้งหมดมาถูกนำมาซักด้วยแชมพูซองเล็กสี่ห้าซองที่ซื้อมาจากร้านข้างทาง ซักแล้วเอาไปตากไว้นอกระเบียง รู้สึกว่าตัวเองสะอาด ที่นอนสะอาด นอนดูการ์ตูนเน็ตเวิร์คพร้อมกับปรับแอร์ลงไปถึงสิบเจ็ดองศา ขดตัวเป็นสุขอยู่ในผ้าห่มงีบหลับไปกว่าสองชั่วโมง


     ริมทะเลสาบPhewaช่วงเย็นสงบเงียบ น้ำในทะเลสาบใสแจ๋ว ต้นไม้เขียวๆบนภูเขารอบล้อมทะเลสาบไว้ เงาของเรือไม้สีสันสดใสหลายสิบลำที่สะท้อนอยู่ในน้ำทำให้งดงามเหมือนภาพเขียน หนุ่มสาวชาวท้องถิ่นเดินเล่นบ้าง พายเรือเล่นบ้างเป็นคู่ๆ นักท่องเที่ยวหลายคนนั่งดื่มกินกันอยู่ริมน้ำอย่างมีความสุข ฉันเดินเลาะเลียบทะเลสาบไปเรื่อยๆพร้อมกับพยายามถ่ายรูปโดยใช้เทคนิคต่างๆกัน เสียงพระธิเบตร้องเพลงเผยแพร่ศาสนาอยู่ใกล้ท่าเรือดังก้องไปทั่วบริเวณ เครื่องดนตรีที่พระอีกสององค์เล่นคลอกับเสียงร้องมันทำให้รู้สึกขลังยิ่งขึ้น พระธิเบตนุ่งเสื้อและกางเกงสีเหลืองอ่อน โกนหัวเกลี้ยงยกเว้นหนึ่งกระจุกเล็กๆตรงท้ายทอย ฉันมองแล้วเผลอยกมือคลำผมส่วนท้ายทอยที่เคยโกนเกลี้ยงแต่ตอนนี้เริ่มยาวของตัวเอง ตาของพระหนุ่มมีประกายวิบวับขำทรงผมของฉัน

   Thaliบรรจุมาในถาดทองเหลืองถูกนำมาวางตรงหน้าฉันในร้านอาหารเล็กๆของชาวธิเบต ข้าวกองโต แกงผัก ผัดผัก ซุปถั่ว ถั่วทอด โยเกิร์ต และแผ่นแป้ง ฉันค่อยๆเคี้ยวและกลืนลงไปช้าๆ อาหารร้านนี้อร่อยและไม่แพง Thaliแต่ละร้านรสชาติต่างกัน ใส่มาในภาชนะที่ต่างกัน และราคาก็ต่างกัน ยิ่งเดินทางหลายวัน จำนวนเงินในกระเป๋าก็ร่อยหรอลงไปไปเรื่อยๆ ฉันนับวันที่เหลืออยู่เปรียบเทียบกับจำนวนเงินที่มี แล้วก็เลิกนับเพราะรู้สึกเหมือนเป็นการบีบบังคับตัวเอง มันจะมีประโยชน์อะไร ถ้าได้ทำแต่ไม่ได้สัมผัส
เมืองที่ฉันใช้เวลาหลายปีคิดฝันถึง หลายปีที่เมืองนี้ว่ายวนอยู่ในจินตนาการ ตอนนี้ฉันอยู่ที่นี่แล้ว อยู่ในความฝันที่เป็นจริง ฉันอยู่ที่Pokhara